ผู้คนทำผิดด้วยเจตจำนงของตน มิใช่เพราะโชคชะตาฟ้าลิขิต แต่น่าขันเมื่อคิดว่า หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของผู้คน กลับแสดงให้เห็นเป็นวัฎจักร ราวกับการเกิดขึ้นของฤดูกาลและปรากฏการณ์ธรรมชาติอื่นๆ  
 
จากปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2516  ถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 เพียงกลับตัวเลขของพ.ศ. จาก 1 กับ 6 คือห้วงเวลาที่ต่างกัน 45 ปี ไม่น่าเชื่อว่าชื่อ “ทุ่งใหญ่นเรศวร” จะกลับมาอยู่บนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ไทยอีกครั้ง ด้วย “มู้ดแอนด์โทน” ที่แทบจะไม่ต่างกันนัก
 
นั่นคือการ “จับคนดัง” กลางป่า “ทุ่งใหญ่นเรศวร” พร้อม “ไรเฟิลล่าสัตว์” และของกลางที่เป็น “ซากสัตว์จำนวนมาก”
 
แม้คดี “ทุ่งใหญ่นเรศวร” พ.ศ 2561 จะไม่มีเฮลิคอปเตอร์ตก ไม่มีผู้เสียชีวิต ไม่มีชื่อดาราดังเข้ามาเกี่ยวข้อง และไม่มีชื่อทหารโดยเฉพาะ “ฝ่ายอำนาจรัฐ” เสียชีวิตหรือถูกจับ ซึ่งทำให้ “คดีทุ่งใหญ่ฯ2”  ดูจะไม่มีน้ำหนักต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมเท่ากับ “คดีทุ่งใหญ่ฯ 1” 
 
หากทั้งหลายทั้งปวงนั้น ย่อมทำให้ผู้คนต้องฉุกคิดถึงการกระทำตามอำเภอใจของบรรดาคนชั้นสูงในเครือข่ายอำนาจอภิสิทธิอิทธิพลของสังคมไทย ที่ไม่ว่าจะแยกออกหรือไม่จากเครือข่ายทหารระดับนายพล ผู้เสมือนมีอาชีพหลักคือกระทำรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศ ” เพื่อความมั่นคงของชาติ (ใคร)”  ก็ได้ชื่อว่า ส่วนใหญ่แล้ว มิได้สนับสนุนแนวทางสร้างสรรค์สิทธิเสรีเสมอภาคของปวงชนเพื่อปวงชน 
 
“คดีทุ่งใหญ่ 2”  อาจไม่สร้างผลสะเทือนจนเกิด “คลื่นมหาประชาชน” ที่ต่อไปจะเป็นแนวหน้าบนท้องถนนในการสู้รบกับเผด็จการทหารไม่กี่ตระกูลที่ครองอำนาจยาวนานอย่างในสมัย พ.ศ. 2516 
 
แต่มิใช่จะปราศจากความหมาย...
 
ในความทรงจำของคนอายุเกิน 60  ซึ่งในพ.ศ. 2516 มีอายุ 17 ปี คดีทุ่งใหญ่นเรศวร คือกิจกรรมการเมืองแรกที่ได้เรียนรู้เมื่อก้าวเข้ามาเป็นนักศึกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2516 
 
นี่คือกิจกรรมแรกของนักศึกษาเด็กๆ ที่เลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอันดับแรก หลังจากเป็นตัวแทนโรงเรียนมัธยมไปตอบปัญหาแข่งขันด้านวิชาการ แล้วได้ศึกษาเรื่อง “ปรีดี พนมยงค์” กับ “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” และได้นั่งรถเมล์สาย 43 ผ่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งมีป้ายผ้าขึงว่า “พลังธรรมนำโดม” หน้าหอประชุมใหญ่ทุกวัน 
 
คดี “ทุ่งใหญ่นเรศวร” ที่รัฐบาลพยายามปกปิดความจริง ทั้งข่มขู่คุกคามคนทำหนังสือพิมพ์มิให้เสนอข่าวสาร ทำให้รู้จัก “จิตใจต่อสู้เพื่อส่วนรวม ไม่กลัวยาก ไม่กลัวตาย” ของ “คนหนุ่มสาวรักเสรีภาพ” ซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นพี่ๆ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่มุ่งมั่นว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เราย่อมต้องทำหน้าที่เปิดเผยความจริง เพื่อประชาชนและประเทศชาติ 
 
เราจะไม่ยอมอยู่ใต้คำสั่งอัปยศของรัฐบาลเผด็จการทหาร
 
อันที่จริง นักศึกษาปี 1 อายุเพียง 17 ปีมิได้มีบทบาทมากนักในคดี “ทุ่งใหญ่นเรศวร” 
 
งานหลักที่เกี่ยวข้องคือเข้ารับฟังข้อมูลจากพี่ๆ ชมรมอนุรักษ์และนักข่าว ช่วยขายหนังสือ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” ของชมรมอนุรักษ์ 4 สถาบัน และช่วยแจกใบปลิวเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นการเรียงลำดับเหตุการณ์
 
หากบทบาทดังกล่าวนั้น คือชุดความทรงจำสำคัญที่สุดของก้าวแรกในมหาวิทยาลัย ที่ทำให้เกิดความตระหนักว่า การเรียนรู้และนำความรู้ที่มีไปสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม มีความหมายและความสำคัญมากกว่าท่องตำราเพียงเพื่อคะแนนสอบสูงสุดของตัวเองเพื่อจะไต่เต้าไปเป็นคนชั้นสูงบนหอคอยงาช้าง แม้ในการสอบปีแรก จะได้เกรด 4 อย่างสวยงามก็ตาม 
 
หลังจากเปิดเทอมแรกไม่นาน ชมรมคนรุ่นใหม่ของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้ออกหนังสือชื่อ “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” วิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานในมหาวิทยาลัย การตั้งฐานทัพสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย และข้อความสำคัญที่ผนวกกรณีต่ออายุราชการตนเองของจอมพลถนอม กิตติขจร กับเหตุการณ์ล่าสัตว์ป่าทุ่งใหญ่ซึ่งนำโดยบุตรชายของจอมพลถนอมแห่งตระกูล “กิตติขจร” เป็นข้อความว่า
 
“สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่ฯ
มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีก 1 ปี
เนื่องจากสถานการณ์ภายในและภายนอก
เป็นที่ไม่น่าไว้วางใจ” 
 
ในเดือนมิถุนายน 2516 นักศึกษารามคำแหง 9 คนคือ แสง รุ่งนิรันดรกุล วันชัย แซ่เตียว บุญส่ง ชเลธร วิสา คัญทัพ สมพงษ์ สระกวี สุเมธ สุวิทยะเสถียร ชำนิ ศักดิเศรษฐ ประเดิม ดำรงเจริญ และ กุลปราณี เมฆศรีสวัสดิ์ ถูกอธิการบดีคือ ดร ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ สั่งลบชื่อออกจากทะเบียนนักศึกษาทันที
 
นำมาซึ่งการประท้วงครั้งใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีนักศึกษาจากทุกมหาวิทยาลัยมาชุมนุมกันแน่นขนัด และน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นวิสา คัญทัพ ขึ้นเวทีด้วยบุคลิกที่ยังเป็นหนุ่มน้อยเขินอาย แต่นั่นก็เป็นช่วงแรกๆ ที่ต่อมาพวกเราทั้งหมดจะได้เป็น “เพื่อนพ้องน้องพี่” กัน  แม้ในภายหลังจะมี “แยกสายความคิด” กันบ้าง
 
ปัจจุบัน อดีตนักศึกษาทั้ง 9 คนซึ่งต่อมาได้กลับเข้าไปเรียนใหม่เพราะดร ศักดิ์ต้องยกเลิกคำสั่งลบชื่อ ต่างแยกย้ายไปมีบทบาทต่างกันในสังคมและมีความคิดทางการเมืองต่างกันตามปกติ 
 
หลังจากเหตุการณ์ “ทุ่งใหญ่นเรศวร”  ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาก็เริ่มนำการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐบาลให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญและอื่นๆ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 
 
นับจากบัดนั้น ชีวิตนักศึกษาของอดีต “เด็กเรียน” ที่เข้ามหาวิทยาลัยปี 2516 และจบการศึกษาในปี 2519 จึงเป็นชีวิตนอกห้องเรียนมากกว่าในห้องเรียน แต่ก็มั่นใจจนบัดนี้ ว่านี่จึงสมควรเรียกว่าการเรียนมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง
 
คนหนุ่มสาวกับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเสรีภาพและความเชื่อ เป็นเรื่องปกติที่น่าสนับสนุน หนุ่มสาวเชื่องๆ ไม่กล้าคิดอื่นใดนอกจากทำตามผู้ใหญ่เพื่อให้ได้รับคำชมว่าเป็นเด็กดีต่างหาก ที่น่าเป็นห่วงว่าสมองจะถูกทำลายจนไม่อาจลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าหรือความผาสุกใดๆ ให้แก่ตนเองและสังคมส่วนรวม  
 
ส่วนคนแก่เกิน 60 นั้น แม้เคยเคลื่อนไหวมาแล้วในยามหนุ่มสาว ก็มิได้หมายความว่าเมื่อเกิน 60 ควรอยู่นิ่งๆ หยุดเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเชื่อของตน เพราะเหตุที่สิทธิเสรีภาพและความเชื่อของเราเป็นของเราและมั่นย่อมดำรงอยู่กับชีวิตของเราแต่ละคน การยอมอยู่นิ่งๆ ให้เขาบังคับ ย่อมไม่ต่างอะไรกับตายไปแล้วหรือแย่ยิ่งกว่า คนเราควรแก่และตายอย่างมีสติรู้ตัว สามารถยืนยันความศรัทธาความคิดความเชื่อของตนด้วยใจสงบมั่นคง