อดอล์ฟ ฮิตเลอร์, พรรคนาซี และ โฮโลคอสต์ (หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยพรรคนาซี) เป็นคำที่คนไทยหลายคนน่าจะคุ้นหูกันดี และเป็นสิ่งที่น่าจะพอเข้าใจได้ถึงความโหดร้ายไร้มนุษยธรรม แต่ก็น่าแปลกว่าทำไมทุกวันนี้เรายังเห็นการนำสัญลักษณ์ต่าง ๆ ปรากฏตามที่ทางต่างๆ ในสังคมไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน 
 
ล่าสุด วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสพบสินค้าที่มี “สัญลักษณ์สวัสดิกะ” และรูปของ “ฮิตเลอร์” ผู้นำพรรคนาซี วางขายอยู่ที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในพัทยา1 การค้นพบนี้สร้างความประหลาดใจให้เขาเป็นอย่างมาก เพราะกฎหมายในฝรั่งเศสถึงขั้น “แบน” สัญลักษณ์นาซีโดยเด็ดขาด
 
สาระสำคัญและหลักการที่ระบอบนาซียึดถือคือ “โฟคส์เกไมส์ชาฟต์” หรือ ชุมชนของคนเลือดเยอรมัน ซึ่งหมายความว่า คนที่ไม่ใช่เยอรมันจะต้องถูกกีดกันออกไป ทั้งคนพิการ คนรักร่วมเพศ คนบกพร่องทางความคิด และชาวยิว ในสังคมเยอรมัน กลุ่มชาวยิวถูกตราหน้าว่าตัวปัญหาในสังคม2
 
ดังนั้น รัฐบาลจึงได้จำแนกพลเมืองออกเสียด้วยพระราชบัญญัตินูเร็มแบร์ก ปี 1935 โดยมีการสำรวจประชากรชาวเยอรมันทุกคนว่าใครมี “สายเลือดเยอรมัน” มากเพียงใด ผู้ที่มีเชื้อสายยิวจะต้องถูกแยกออกไป 
 
ในทศวรรษที่ 1940 รัฐบาลพยายามจัดการกับประชากรชาวยิวที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มแรกนั้นจัดการโดยนำออกไปยิงในที่ห่างไกล ตามคำบอกเล่าของชาวยิวที่หนีรอดจากการสังหาร (คำบอกเล่านี้ได้เขียนไว้ในหนังสือของเอลี่ วีเซล เรื่อง ไนต์) อธิบายว่า “มีการยิงผู้คนทิ้งเป็นผักปลา นำทารกมาโยนเป็นเป้าบินแล้วยิงทิ้ง”3 แต่วิธีการเช่นนั้นเทียบไม่ได้กับ “ไฟนอล โซลูชั่น” ซึ่งเป็นการเคลื่อนย้ายชาวยิวไปยังค่ายกักกัน แล้วนำเข้า “แก๊สเชมเบอร์” เพื่อปล่อยไซยาไนสังหารหมู่4
 
ถ้าถามว่าชาวยิวที่ถูกแยกไปสังหารทำผิดอะไร คำตอบคือไม่ เหยื่อโฮโลคอสต์ทุกคนคือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่นั่งอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วได้รับใบสั่งตายจากพรรคนาซีมายื่นให้ถึงหน้าบ้าน5 คำถามคือ แล้วเหตุใดสังคมไทยจึงนำเรื่องนี้มาล้อเล่นด้วยการขายสินค้าตราสวัสดิกะ หรือสกรีนลายเสื้อผ้าด้วยใบหน้าของฮิตเลอร์?
 
“คนเหล่านี้ไม่รู้ประวัติศาสตร์ คงจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนัก” ดร.ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนาซีศึกษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอก ก่อนให้ความเห็นลึกขึ้นอีกว่า “คนเหล่านี้รู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่เข้าใจคุณค่าพื้นฐานของความเป็นมนุษย์”
 
ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์เลยที่จะท่องจำได้ว่าฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจในปี 1933 ฮิตเลอร์บุกโปแลนด์ปี 1939 หรือฝ่ายอักษะแพ้สงครามในปี 1945 จุดประสงค์สำคัญในการเรียนประวัติศาสตร์นาซีจึงอยู่ที่การตระหนักรู้ถึง “การพังทลายของอารยธรรมมนุษย์ชาติ6 ภายใต้ระบอบนาซีอารยธรรมมนุษยชาติพังทลายอย่างไร
 
ดร.ตุลย์ ยกตัวอย่างจากบันทึกของ ฮานา เลวี่-ฮาส คอมมิวนิสต์ชาวยูโกสลาเวียที่ถูกจับเข้าค่ายกักกัน เธอพบเห็นเด็กชายกำพร้าที่เห็บหมัดมาทำรังกัดกินเนื้อของเด็ก ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เด็กคนนั้นแม้แต่คนเดียวเพราะรู้สึกรังเกียจ ไม่แม้กระทั่งพี่น้องของเด็กคนนั้น หรืออีกตัวอย่างหนึ่งในหนังสือเรื่องไนต์ เล่าไว้ว่า ความแร้นแค้นในค่ายกักกันเลวร้ายถึงขนาดที่ว่า พ่อลูกแท้ ๆ ต้องแย่งเศษขนมปังกันเพื่อความอยู่รอด ซึ่งในชีวิตปกติของพวกเราเอง พ่อควรจะต้องให้ลูก หรือลูกควรจะต้องให้พ่อ
 
แต่ทว่าระบอบนี้ทำลายความสัมพันธ์ของมนุษย์เช่นนั้นไปหมดสิ้น เหยื่อของระบอบนาซีทุกคน (ผู้เขียนขอเน้นลักษณะนาม “คน” เพราะเหยื่อทุกคนเป็นเพียงมนุษย์ผู้บริสุทธิ์ มิได้ก่อกรรมทำเข็ญอันใดที่จะต้องมาตกอยู่ภายใต้ความโหดร้ายเช่นนี้) เมื่อถูกจับไปในค่าย ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาถูกพรากจากไป พวกเขาจะถูกทหารนาซียึดแว่นตา กล้อนผม ยึดเสื้อผ้าและรองเท้า และใช้หมายเลขเรียกแทนชื่อ7
 
ชาวยุโรปตะวันตกและอเมริกาเข้าใจดีถึงความชั่วร้ายของระบอบนาซี นำไปสู่ฉันทามติทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า การลดทอนความเป็นมนุษย์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ยกตัวอย่างกรณีของประเทศเยอรมนี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลเยอรมนีมีวิธีจัดการกับประวัติศาสตร์โฮโลคอสต์ที่นักประวัติศาสตร์เรียกกันว่า “การจัดการอดีต” (Vergangenheitsbewältigung) โดยเน้นไปที่การขอโทษทางการเมือง การยอมรับผิด และการจัดการระเบียบการศึกษาใหม่ โดยเน้นการเรียนการสอนประวัติศาสตร์นาซีอย่างละเอียดแม้ในระดับมัธยมศึกษา 
 
นอกจากนั้นรัฐบาลเยอรมนียังจัดการอนุมัติงบประมาณสำหรับชดเชยเหยื่อผู้เสียหายจากเหตุการณ์ โดยให้เรื่อยมานับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองจนกระทั่งทุกวันนี้ ล่าสุด เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2018 รัฐบาลได้อนุมัติเงินชดเชยเพิ่มสำหรับเหยื่อโฮโลคอสต์ในอัลจีเรียถึงรายละ 2,556 ยูโร8
 
แล้วสังคมไทยล่ะ เข้าใจคุณค่าความเป็นมนุษย์หรือไม่ ตั้งแต่เล็กจนโตขึ้นเราเรียนวิชาหน้าที่พลเมือง เรียนประวัติศาสตร์ เรียนพระพุทธศาสนา แต่มีวิชาใดบ้างที่ชูเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาให้เราได้เข้าใจ? หรือจริง ๆ แล้วสังคมเราจะไม่เข้าใจเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์เลย? 
 
ดร.ตุลย์อธิบายด้วยตัวอย่างง่าย ๆ นั่นคือ การข้ามถนนและการหยุดรถให้คนข้าม “ผมอยู่เยอรมัน 7 ปี เพื่อนเยอรมันของผมข้ามถนนตรงทางม้าลาย ผมถามว่าทำไม คำตอบที่ได้ ไม่มีใครบอกว่าเคารพกฏ เขาบอกผมว่าถ้าชีวิตเขามีค่า รวมถึงชีวิตของคนที่ใช้ถนนทุกคนมีค่า การแหกกฎจราจรคือการทำลายชีวิตของผู้อื่น”
 
สำหรับดร.ตุลย์แล้ว หากเรายังกลับรถตรงเส้นทึบ หรือข้ามถนนนอกทางม้าลาย ยังเห็นได้ชัดว่าสังคมเราห่างไกลจากความเข้าใจเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์อยู่มากโขเลยทีเดียว
 
อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศเองก็มีกระแสกลุ่มคนบางกลุ่มที่ปฏิเสธการมีอยู่จริงของโฮโลคอสต์ หรือ “โฮโลคอสต์ ดีไนออล” ยกตัวอย่างกรณีการฟ้องร้องของเดวิด ไอร์วิ่ง ต่อศาสตราจารย์ด้านการศึกษาโฮโลคอสต์ เดโบร่า ลิปสตาดต์ เดวิดยืนกรานว่าโฮโลคอสต์ไม่มีจริง โดยอ้างอิงหลักฐานที่ว่าในห้องรมแก๊สของค่ายเอาชวิทซ์ไม่มีรูใส่แก๊ส และไม่พบหลังคา (ซึ่งในความเป็นจริงคือฮิตเลอร์ได้ทำลายหลักฐานที่ห้องนี้ไปก่อนที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจะเข้ามาพบ) 
 
 แต่สุดท้ายศาลอังกฤษตัดสินให้เดวิดแพ้ เพราะจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วโฮโลคอสต์ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่วาทกรรมของฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อใส่ร้ายฝ่ายอักษะแต่อย่างใด โดยดร.ตุลย์เองมองว่า การปฏิเสธโฮโลคอสต์ไม่ใช่การปฏิเสธประวัติศาสตร์ แต่เป็นการปฏิเสธคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่างหาก
 
ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราพบการนำสัญลักษณ์สวัสดิกะไปใช้พรํ่าเพรื่อ เราเห็นการรับน้องที่นักศึกษาแต่งคอสเพลย์เป็นหน่วยเอสเอสของฮิตเลอร์แล้วทำท่า “Heil Hitler” เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสังคมเราไม่ได้ใส่ใจกับความปวดร้าวของเหยื่อ 11 ล้านคนในเหตุการณ์โฮโลคอสต์เลย 
 
ยิ่งไปกว่านั้นสังคมเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น สังคมไทยแล้วในท้ายที่สุดไม่ได้ตกผลึกสู่ฉันทามติทางการเมืองร่วมกันว่าคุณค่าและศักดิ์ความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่สำคัญ เรายังข้ามถนนในบริเวณที่ไม่ใช่ทางม้าลาย เรายังขับรถย้อนศร เรายังมีการแสดงความเห็นลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์แก่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอยู่เนือง ๆ
 
ดังนั้น ดร.ตุลย์จึงมักจะเน้นยํ้าเสมอในทุกการสัมภาษณ์ว่า การนำฮิตเลอร์และนาซีมาล้อเล่นไม่ต่างอะไรกับการที่เรากำลังเล่นตลกกับความเจ็บปวดของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากโฮโลคอสต์จำนวน 11 ล้านคน
 
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้เคารพและเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเหล่านั้น และสำหรับดร.ตุลย์แล้ว ไม่มีใครในสังคมไทยเข้าใจความเป็นมนุษย์จนกว่าจะเข้าใจและเคารพเหยื่อของระบอบนาซี9
 
 
อ้างอิง
 
1  Chaiyot Pupattanapong, “French tourist shocked by Nazi gear in Pattaya,” Bangkok Post, 10 June 2018, accessed 11 June 2018, https://www.bangkokpost.com/news/general/1482437/french-tourist-shocked-by-nazi-gear-in-pattaya.
 
2 “นาซีศึกษา,” ประชาไท, 11 มีนาคม 2559, เข้าถึงเมื่อ 11 มิถุนายน 2561, https://prachatai.com/journal/2017/03/70525.
 
3 อันโตนิโอ โฉมชา, “นาซีศึกษา : อ่านอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน กับ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา,” 101 World, 6 ธันวาคม 2560, เข้าถึงเมื่อ 10 มิถุนายน 2561, https://www.the101.world/tul-interview-nazi-study/.
 
4 เรื่องเดียวกัน.
 
5 “นาซีศึกษา,” ประชาไท, 11 มีนาคม 2559, เข้าถึงเมื่อ 11 มิถุนายน 2561, https://prachatai.com/journal/2017/03/70525.
 
6 Ian Kershaw, Hitler: A Biography (New York, W.W. Norton and Company, 2008).
 
7 อันโตนิโอ โฉมชา, “นาซีศึกษา : อ่านอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน กับ ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา,” 101 World, 6 ธันวาคม 2560, เข้าถึงเมื่อ 10 มิถุนายน 2561, https://www.the101.world/tul-interview-nazi-study/.
 
8 James Masters, “Germany agrees to compensate Holocaust survivors from Algeria,” CNN, 5 February 2018, accessed 12 June 2018, https://edition.cnn.com/2018/02/05/europe/germany-algerian-jews-holocaust-intl/index.html.
 
9 เรื่องเดียวกัน.