“หนัง/หนังสืออะไรไม่รู้ เนื้อหาวนเวียนอยู่กับคนเย-กัน คุณภาพก็แย่ ไม่รู้ว่าฮิตได้อย่างไร”
 
นี่เป็นคำวิจารณ์ที่มีต่อหนังสือ/หนังไตรภาคแนวโรแมนติค - อีโรติคชุด Fifty Shades ที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ  แต่ถึงแม้เสียงวิจารณ์แง่ลบจะมีมากแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจหยุดความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์ของแฟรนไชส์นี้ได้  
 
หนังสือซึ่งเขียนโดยอี.แอล.เจมส์ชุดนี้ทำสถิติเป็นวรรณกรรมสำหรับผู้ใหญ่ที่ขายได้เร็วที่สุด ปัจจุบันทำยอดขายรวมทั่วโลกสูงถึง 125 ล้านเล่ม และเมื่อถูกสร้างเป็นหนังก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน โดยหนัง 2 ภาคแรกทำรายได้รวมทั่วโลกไป 950 ล้านเหรียญ ส่วนหนังภาคสามที่เพิ่งเข้าฉายไปในสัปดาห์นี้ก็เปิดตัวด้วยรายได้ถล่มทลายไม่แพ้กัน 
 
แต่หากวัดความสำเร็จจากเสียงวิจารณ์ก็ต้องถือว่าสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหนัง/หนังสือชุดนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบแบบถล่มทลาย  (ขนาดบรรดาแฟนคลับที่ชอบก็ยังยอมรับว่าคุณภาพของมันไม่ได้โอเคสักเท่าไร) โดยหนังสือถูกวิจารณ์ในเรื่องของการใช้สำนวนภาษาที่แย่และพล็อตเรื่องที่วนเวียนไม่ไปข้างหน้า (ซัลมาน รัชดีนักเขียนชื่อดังเคยวิจารณ์ว่าเทียบแล้ว นิยายเรื่องนี้ทำให้ Twilight กลายเป็นวรรณกรรมแบบ War and Peace ไปเลย) ส่วนหนังก็ได้คะแนนจากเวบมะเขือเน่าแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดินและยังได้ชิงรางวัลหนังยอดแย่ Razzie Awards แทบทุกสาขา
 
Fifty Shades ประกอบด้วยหนังสืออย่าง Fifty Shades of Grey (2011), Fifty Shades Darker (2011), Fifty Shades Freed (2012) และหนังสือภาคแยกที่เล่าจากมุมมองฝ่ายชายอย่าง Grey (2015), Darker (2017) ปัจจุบันถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ 3 เรื่องอย่าง Fifty Shades of Grey (2015), Fifty Shades Darker (2017), Fifty Shades Freed (2018)
 
ทั้งที่ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่ลบอย่างมากแต่ทำไมแฟรนไชส์ Fifty Shades จึงฮิตได้ถึงขนาดนั้น เราสามารถวิเคราะห์ถึงสาเหตุได้ดังนี้
 
1. มุมมองเรื่องเซ็กส์ที่มาจากผู้หญิง
 
ที่ผ่านมานั้น หนังสือหรือหนังที่พูดถึงเซ็กส์ส่วนใหญ่มักจะบอกเล่าผ่านมุมมองของผู้ชายหรือมีผู้ชายเป็นจุดศูนย์กลาง ส่วนผู้หญิงมักมีบทบาทเป็นเพียงวัตถุทางเพศหรือตัวละครมิติเดียว ในขณะที่ Fifty Shades เป็นการบอกเล่าจากมุมมองของผู้หญิง ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องเซ็กส์แล้ว ยังมีการนำเรื่องดังกล่าวไปต่อยอดเพื่อพูดถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องความรัก การจัดการความสัมพันธ์ อำนาจระหว่างคู่รัก ความปรารถนาของผู้หญิง ฯลฯ 
 
โดยตัวละครนำผู้หญิงในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่วัตถุทางเพศ, มีมิติเดียวหรือเป็นเบี้ยล่างผู้ชาย แต่เธอถูกนำเสนอในรูปแบบของมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ มีความต้องการทางเพศ มีการต่อรองอำนาจกับเพศชาย รวมถึงมีการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เธอต้องการ ฯลฯ ทำให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมายเพศหญิงอย่างมาก
 
2. แฟนตาซีชวนฝัน เติมเต็มความปรารถนาในใจผู้ชม
 
หาก James Bond ถือเป็นแฟนตาซีที่เติมเต็มความฝันให้กับฝ่ายชาย (ด้วยองค์ประกอบอย่างปืน, รถ, gadget, ผู้หญิง, เดินทางทั่วโลก, การได้ปกป้องโลกจากเหล่าร้าย) Fifty Shades ก็ถือเป็นแฟนตาซีที่เติมเต็มความฝันให้กับฝ่ายหญิง ด้วยความที่ตัวเอกเป็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาฐานะธรรมดา ไม่ต่างจากเราๆ ท่านๆ ทั่วไป (จนผู้ชมสามารถแทนตัวเองเป็นนางเอกได้อย่างไม่ขัดเขิน) แต่กลับมีชายหนุ่มรูปหล่อ, หุ่นดี, ประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงาน, ฐานะรวยล้นฟ้ามาตกหลงรักเธออย่างโงหัวไม่ขึ้นและทุ่มเททุกอย่างเพื่อเธอ
 
ด้วยเนื้อเรื่องดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทุกคนล้วนมีคุณค่าและมีเสน่ห์ในตัวเอง ขอแค่คุณเป็นตัวของตัวเองก็สามารถมีคนที่เพอร์เฟ็คต์มาหลงรักคุณได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นความปรารถนาของใครหลายคน
 
 
3. การพูดเรื่องเซ็กซ์แบบเปิดเผย
 
ที่ผ่านมานั้น เซ็กส์ถือเป็นเรื่องต้องห้ามที่ต้องพูดถึงแบบกระมิดกระเมี้ยน หนัง Porn หรือหนังที่มีฉากเซ็กส์แบบเปิดเผยมากๆ มักได้เรต NC – 17 ที่จำกัดอายุคนดู นิยายที่พูดถึงเรื่องเซ็กส์เป็นนิยายที่ผู้อ่านมักจะต้องแอบอ่านเงียบๆ ไม่ให้คนอื่นรู้ แต่การที่ Fifty Shades ซึ่งพูดถึงเรื่องเพศ (โดยเนื้อหาส่วนมากเน้นไปที่การร่วมเพศกันของตัวละคร) กลับได้รับการพูดถึงอย่างมากทางสาธารณะและสามารถรับชมได้อย่างเปิดเผยแบบไม่ต้องเขินอาย ก่อเกิดเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้มันได้รับความนิยมอย่างมาก 
 
นอกจากนั้นการที่ตัวเอกฝ่ายชายมีรสนิยมทางเพศแบบ BDSM (Bondage/Discipline/Sadism/Masochism หรือเซ็กส์แบบซาดิส/ มาโซคิส/มีการใช้เชือกโซ่แส้กุญแจมือ) ซึ่งเคยเป็นรสนิยมทางเพศในวงแคบที่ไม่ค่อยได้รับการพูดถึงหรือพูดถึงแบบ “ใต้ดิน” แต่ด้วย Fifty Shades ก็ทำให้มันได้รับการพูดถึง “บนดิน” อย่างมาก – นอกจากนั้น BDSM ซึ่งถูกนำเสนอในฐานะ “เซ็กส์ที่อันตรายแต่ก็น่าค้นหา” ก็ทำให้มันเป็นเหมือนแฟนตาซีที่พาผู้ชมหนีไปจากการมีเซ็กส์เรียบๆ แบบเดิม (แต่ถึงกระนั้น Fifty Shades ก็ได้รับเสียงวิจารณ์อย่างมากจากกลุ่มผู้ชื่นชอบ BDSM ว่านำเสนอรสนิยมของพวกเขาแบบบิดเบือนความจริง)
 
4. หนังสือและหนัง มีการเผยแพร่ในช่วงเวลาและรูปแบบที่เหมาะสม
 
มีหลายคนวิเคราะห์ว่า การที่หนังสือและหนังโด่งดังได้ขนาดนี้เป็นเพราะมันถูกเผยแพร่ในรูปแบบและช่วงเวลาที่เหมาะสม (กล่าวคือถ้ารูปแบบหรือช่วงเวลามีความเปลี่ยนแปลงหรือคลาดเคลื่อนไปจากเดิม Fifty Shades อาจไม่โด่งดังขนาดนี้ก็ได้)
 
ซึ่งสาเหตุที่นิยายเรื่องนี้เกิดกระแสต้องยกประโยชน์ให้กับรูปแบบการเผยแพร่อย่าง เวบแฟนฟิค (fan fiction) และอีบุ๊ค ซึ่งเป็นแฟลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ โดยจุดเริ่มต้นของนิยายเรื่องนี้มาจากการเป็นแฟนฟิคของนิยายโคตรฮิตอย่าง Twilight ในชื่อเรื่องว่า Master of the Universe เขียนโดยใช้นามปากกา Snowqueen's Icedragon  โดยตัวละครหลักยังคงเป็นเอิดเวิร์ดและเบลล่าเหมือนต้นฉบับ แต่เนื้อหาเน้นไปที่ฉากเซ็กส์จนได้รับเสียงวิจารณ์ว่าไม่สมควร อี.แอล. เจมส์จึงถอนงานเขียนออกจากเวบแฟนฟิค ทำการเปลี่ยนชื่อตัวละครและชื่อเรื่องใหม่ และนำมาเผยแพร่ในเวบส่วนตัว  จากนั้นจึงเผยแพร่ในรูปแบบ E – book และ print on Demand ในปี 2011 ด้วยการบอกต่อแบบปากต่อปากทำให้นิยายขายดีอย่างมากจนสำนักพิมพ์ Vintage ได้ซื้อลิขสิทธิ์มาตีพิมพ์ในปี 2012 และสร้างปรากฏการณ์ขายดีทั่วโลกมานับแต่นั้น (ซึ่งถ้านิยายเผยแพร่ในช่วงที่ไม่มีแฟนฟิค, อีบุ๊ค หรือโซเชียลเน็ทเวิร์กที่ช่วยกระพือคำบอกเล่าปากต่อปาก มันอาจไม่โด่งดังเท่านี้)  
 
นอกจากนั้นการเผยแพร่ผ่านช่องทาง E – book ยังมีข้อดีตรงที่ไม่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเขินอายว่าอ่านนิยายเกี่ยวกับเซ็กส์ (เพราะ E – book ไม่มีหน้าปกหนังสือให้คนอื่นเห็น) อีกทั้งยังซื้อง่ายขายคล่องโดยไม่ต้องไปร้านหนังสือ โดยในช่วงแรกๆ นิยายเรื่องนี้มีสัดส่วนยอดขายทาง E – book สูงถึง 50% เลยทีเดียว (ในขณะที่นิยายอื่นๆ มักจะมีสัดส่วนไม่เกิน 20%)
 
ส่วนเวอร์ชั่นหนังก็ประสบความสำเร็จเนื่องจากช่วงเวลาที่เหมาะสมเช่นกัน โดยมันเป็นหนังเรต R ที่เจาะกลุ่มผู้ชมเพศหญิง (ต่างจากหนังในตลาดส่วนใหญ่ซึ่งเป็นหนังเรต PG – 13 และเน้นผู้ชมเพศชาย) อีกทั้งยังเข้าฉายในช่วงวันวาเลนไทน์ซึ่งถือเป็นวันแห่งความรัก (และการมีเซ็กส์) จึงไม่น่าแปลกใจที่มีคู่รักตีตั๋วเข้าไปดูหนังเรื่องนี้อย่างคับคั่ง
 
 
5. มีเค้าโครงเรื่องแบบคลาสสิคที่เข้าถึงง่าย
 
แม้เนื้อหาที่เน้นไปที่เซ็กส์บวกกับรูปแบบการเผยแพร่ที่เน้นไปที่ออนไลน์จะทำให้นิยายเรื่องนี้ดูแตกต่าง แต่โดยเนื้อหาแล้วมันกลับมีเค้าโครงเรื่องแบบคลาสสิคดั้งเดิมที่เข้าใจและเข้าถึงได้ไม่ยาก นั่นคือเรื่องราวของหญิงสาว innocent เข้มแข็งจิตใจดี ที่ตกหลุมรักชายหนุ่มเย็นชาแฝงอันตรายซึ่งมีบาดแผลและปัญหาซ่อนอยู่ภายใน (แต่ที่จริงจิตใจดีและชอบนางเอก) 
 
ซึ่งเราสามารถพบโครงเรื่องดังกล่าวได้ในนิยายคลาสสิคอย่าง Beauty and the Beast ไปจนถึงนิยายยุคใหม่อย่าง Twilight โดยเป็นเนื้อเรื่องที่นำมาใช้เมื่อไรก็ฮิตเมื่อนั้น ซึ่ง Fifty Shades ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
 
6. สิ่งที่อยู่ในกระแสตลอดเวลาย่อมเป็นเรื่องดี
 
ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา Fifty Shades ถือเป็นวัฒนธรรมป๊อปที่ได้รับการพูดถึงในกระแสสังคมมากเป็นอันดับต้นๆ ทั้งเสียงวิจารณ์ในแง่บวก-แง่ลบ, การวิเคราะห์เชิงวิชาการ, รวมถึงการเลียนแบบ-เสียดสี – ล้อเลียนอีกมากมาย ซึ่งการที่หนังกับหนังสือถูกพูดถึงตลอดเวลา (แม้จะเป็นแง่ลบ) กลับกลายเป็นเรื่องดี เพราะมันทำให้คนทั่วไป – แม้แต่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย –รู้จัก Fifty Shades และอดไม่ได้ที่จะต้องหานิยาย/หนังมาดูเพราะอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งถือเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการได้รับการพูดถึง (แม้จะเป็นในแง่ลบ)  ย่อมดีกว่าการไม่ได้รับการพูดถึงเลย