เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับหนังสือแปล “วะบิ-ซะบิ สำหรับศิลปิน นักออกแบบ กวี & นักปรัชญา” ระหว่างสำนักพิมพ์ โอเพ่นบุ๊คส์ กับผู้แปล กรินทร์ กลิ่นขจร ผู้เคยแปลงานชิ้นนี้พิมพ์เผยแพร่กับสำนักพิมพ์ สวนเงินมีมา เมื่อหลายปีก่อน และทางสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์นำสำนวนแปลนี้มาพิมพ์ใหม่ ออกเผยแพร่ช่วงงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา
 
เริ่มต้นจากฝ่ายนักแปลแสดงความไม่พอใจทางเฟสบุ๊ค โดยวิจารณ์ว่าฉบับพิมพ์ที่สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์จัดพิมพ์นั้น เป็น “การตีความออกแบบใหม่” และจัดพิมพ์ที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก(ที่มา: คลิกที่นี่) รวมทั้งทักท้วงว่าทางสำนักพิมพ์ไม่ได้ส่งงานออกแบบปกและรูปเล่มให้ดูเพื่อตรวจสอบก่อน และยังได้เปลี่ยนแปลงคำสะกดทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทยของต้นฉบับแปลโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ
 
หลังจากนั้นไม่นาน ทางสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ได้ประกาศขอยุติการพิมพ์และการจำหน่ายหนังสือฉบับพิมพ์นี้ รวมทั้งจะทำลายหนังสือทั้งหมดที่ได้พิมพ์เสร็จสิ้นลงแล้ว และจะไม่ทำการพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสำนวนไหน
 
พร้อมกันนั้น สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ได้อธิบายในเชิงตอบโต้ว่า ผู้แปลไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับบทบาทหน้าที่ภาระความรับผิดชอบ ที่แต่ละฝ่ายมีในกระบวนการผลิตหนังสือ และแสดงความเห็นต่อไปว่า ผู้แปลวางตัวยิ่งกว่าผู้เขียน (ที่มา: คลิกที่นี่)
 
เมื่อทราบว่าทางสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ได้ประกาศยุติการพิมพ์ ผู้แปลได้แสดงความยินดี(ที่มา: คลิกที่นี่) แต่ในครั้งนี้ ผู้แปลยังได้กล่าวพาดพิงถึงผู้เขียนด้วยว่า สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ควรให้เกียรติและเคารพในต้นฉบับของผู้เขียน และอ้างว่าตัวผู้แปลให้เกียรติและเคารพต้นฉบับของผู้เขียนมาตลอดตั้งแต่การพิมพ์ครั้งแรกเป็นต้นมา และตอบโต้ว่าทางสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ไม่ได้แจ้งผู้เขียนเกี่ยวกับการออกแบบตีความรูปเล่มและปกใหม่ดังที่ผู้แปลได้แนะนำ (น่าสนใจว่าในครั้งนี้ ผู้แปลไม่ได้พูดถึงตัวเองและขั้นตอนกระบวนการแปลอีกแล้ว แต่อ้างโดยยึดโยงกับตัวผู้เขียนทั้งหมด)
 
ต่อมา ทางสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ได้ตอบกลับว่าทางสำนักพิมพ์ได้ติดต่อกับผู้เขียน คือ ลีโอนาร์ด โคเรน และผู้เขียนได้ตอบกลับมาทางอีเมล(ที่มา: คลิกที่นี่) โดยลงท้ายว่า ประเด็นต่างๆ ที่ผู้แปลทักท้วงมานั้น ต้องให้เขา (ผู้เป็นนักเขียน) เป็นผู้ตัดสินใจ ไม่ใช่ผู้แปล และในอีเมลฉบับถัดมา(ที่มา: คลิกที่นี่) ผู้เขียนก็ยังคงย้ำว่าเขาไม่เคยได้ติดต่อกับผู้แปล และเขาไม่เคยให้อำนาจการตัดสินใจใดๆ แก่ผู้แปล ตัวผู้แปลไม่มีสิทธิ์ ไม่มีอำนาจตามหน้าที่ ไม่ได้รับอนุญาต ในการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับแนวทางการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานของผู้เขียน
 
ท้ายที่สุด สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ได้ชี้แจงแนวทางการทำงานระหว่างสำนักพิมพ์ (อันได้แก่บรรณาธิการและนักออกแบบ) นักแปล และนักเขียน ว่าควรเป็นไปอย่างไร(ที่มา: คลิกที่นี่)
 
ประเด็นที่ถกเถียงนี้ มีความน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องอำนาจหน้าที่ของคนทำงานต้นฉบับ คือสำนักพิมพ์ (บรรณาการ) นักเขียน และนักแปล
 
หนังสือ Wabi-Sabi: For Artists, Designers, Poets & Philosophers ของ Leonard Koren
 
 
มีใครเกี่ยวข้องกับงานต้นฉบับหนังสือแปลบ้าง
 
ปัญหาตรงนี้ออกจะเข้าใจยากอยู่สักนิดสำหรับท่านที่ไม่ได้คุ้นเคยกับการทำงานด้านหนังสือ หากพิจารณาเฉพาะที่เกี่ยวกับหนังสือแปลจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศ ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงย่อมคือนักแปลและนักเขียน ในภาษาที่มีคนรู้และใช้งานมากอย่างภาษาอังกฤษ หากนักเขียนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ มีนักเขียนจำนวนไม่น้อยเข้ามามีส่วนปรับแก้ต้นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วยตนเอง (และมีเรื่องเล่าขานมากมายจากฝั่งนักแปลที่บอกเล่าปัญหาความไม่ลงรอยกันทางความคิด หลายครั้งนักแปลยืนยันว่านักเขียนไม่ได้รู้ภาษาอังกฤษดีพอดังที่ตัวนักเขียนเองเข้าใจ จนนักแปลต้องหาทางรับมือข้อเสนอจากนักเขียนที่นักแปลไม่เห็นด้วย ด้วยวิธีการต่างๆ นานา)
 
อาจจะเป็นทั้งโชคดีและโชคร้ายของภาษาไทยที่ไม่ใช่ภาษาที่มีคนใช้หรือรู้จักกันมาก นักเขียนจึงไม่ค่อยเข้ามามีส่วนพิจารณาต้นฉบับแปลด้วย อย่างไรก็ดี ในสัญญาส่วนมากที่สำนักพิมพ์ทำกับนักเขียน ก็มักจะระบุลงไปในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร เรียกร้องความเคร่งครัดต่อต้นฉบับของผู้ทำงานแปล และขอให้นักเขียนได้เป็นผู้อนุมัติต้นฉบับและงานออกแบบ
 
ครั้นเมื่อนักแปลได้แปลงานจากต้นฉบับของนักเขียน และส่งมาให้สำนักพิมพ์แล้ว สำนักพิมพ์ส่วนมากก็ยังมีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับต้นฉบับอยู่ด้วยขั้นตอนหนึ่ง นั่นก็คืองานบรรณาธิการ งานบรรณาการที่ว่านี้ มีทั้งงานที่เรียกร้องการตรวจสอบอย่างหนัก ระดับเทียบเคียงต้นฉบับกับต้นฉบับแปลประโยคต่อประโยค หรืองานที่เบากว่า เช่นเป็นเพียงการอ่านรอบสุดท้าย ดูความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสำนวนหรือการถอดชื่อ การสะกดคำต่างๆ
 
และเมื่อผ่านขั้นตอนบรรณาธิการ ก็ยังมีกระบวนการพิสูจน์อักษรอีกครั้ง ถึงจะได้ต้นฉบับเรียบร้อยพร้อมจะเข้าสู่ขั้นตอนการพิมพ์ ตอนนี้ งานส่วนอื่นๆ เช่นงานออกแบบรูปเล่ม ออกแบบปกก็จะต้องพร้อมด้วย (ถ้าในสัญญาที่สำนักพิมพ์ทำกับนักเขียนขอให้นักเขียนได้อนุมัติงานออกแบบปกหรือรูปเล่มก่อนจะได้พิมพ์จริง ก็จะต้องส่งให้นักเขียนตอนนี้ แน่นอนว่าในยุคสมัยดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นไปได้อย่างสะดวก)
 
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ถึงจะเข้าสู่กระบวนการพิมพ์ แน่ล่ะ ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างขั้นตอนต้นฉบับก็คือ หากมีความไม่เห็นพ้องกันระหว่างคนทำงาน จากฝั่งนักแปล สำนักพิมพ์ และนักเขียน ขึ้นมานั้น ควรจะทำกันอย่างไร?
 
คำตอบแบบอุดมคติก็คือ เจรจาพูดคุยกันเพื่อหาฉันทานุมัติจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ดี หากสุดท้ายแล้ว ยังไม่ได้ความเห็นที่สอดคล้องกัน เสียงของใครควรจะดังกว่าเสียงของใคร?
 
การพิจารณาว่าใครจะมีสิทธิ์ระดับไหนในต้นฉบับนั้น น่าจะพิจารณาจากสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งมีทั้งตัวลิขสิทธิ์โดยตรง และยังมีสิทธิ์อีกประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังไม่เป็นที่รับรู้แพร่หลายนักในบ้านเรา คือ ธรรมสิทธิ์ (Moral rights)
 
หนังสือ วะบิ-ซะบิ: สำหรับศิลปิน นักออกแบบกวี & นักปรัชญา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2546 โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา (จากเพจ เผื่อตัดตก)
 
 
รู้จักกับ “ลิขสิทธิ์” และ “ธรรมสิทธิ์”
 
หนังสือ วะบิ-ซะบิ ที่เป็นประเด็นอยู่นี้ เป็นหนังสือแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ โดยผู้เขียน ลีโอนาร์ด โคเรน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา การจะแปลและเผยแพร่งานชิ้นนี้ในบ้านเราให้ถูกต้องตามที่กฎหมายรับรอง ต้องดำเนินตามแนวทางที่กฎหมายลิขสิทธิ์เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศบังคับใช้
 
เราคงรู้จักกฎหมายลิขสิทธิ์กันพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการคุ้มครองผู้เขียน กฎหมายลิขสิทธิ์ให้สิทธิ์แก่ผู้ได้รับอนุญาตจากผู้เขียน สามารถนำงานสร้างสรรค์ชิ้นนั้นไปกระทำการใดๆ ได้ภายใต้ขอบเขตแห่งสิทธิ์ที่ผู้เขียน (ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์) ได้อนุญาตไว้ เช่นถ้าเป็นงานเขียน ก็คือได้รับอนุญาตให้นำไปตีพิมพ์เผยแพร่ จัดจำหน่าย หรือถ้าเป็นคนละภาษากัน ก็คือได้รับอนุญาตให้นำไปแปล (ในทางกฎหมายเคร่งครัดเรียกว่างานดัดแปลง) และเผยแพร่ผลงานต้นฉบับผ่านทางงานดัดแปลงนั้น
 
อย่างไรก็ดี แม้ผู้สร้างสรรค์ผลงานจะอนุญาตผู้ใดในการเผยแพร่ผลงานของตนไปแล้ว เขาก็ยังได้รับความคุ้มครองด้วยว่าผู้ได้รับอนุญาตเผยแพร่งานของตนต้องไม่ทำลายชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์จนเสียหาย
 
อย่างในพรบ.ลิขสิทธิ์ 2537 น่าจะหมายถึงมาตรา 18:
 
มาตรา 18 ผู้สร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิที่จะแสดงว่าตนเป็นผู้สร้างสรรค์งานดังกล่าว และมีสิทธิที่จะห้ามมิให้ ผู้รับโอนลิขสิทธิ์หรือบุคคลอื่นใดบิดเบือน ตัดทอน ดัดแปลงหรือทำโดยประการอื่นใดแก่งานนั้นจนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้สร้างสรรค์ และเมื่อผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย ทายาทของผู้สร้างสรรค์มีสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับตามสิทธิดังกล่าวได้ ตลอดอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร
 
แนวคิดเบื้องหลังมาตรานี้ คือแนวคิดเรื่อง ธรรมสิทธิ์ (Moral rights)
 
การได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หมายถึง การได้รับอนุญาตในการพิมพ์ เผยแพร่ ดัดแปลง งานชิ้นนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า จะทำอะไรกับงานสร้างสรรค์อย่างไรก็ได้ เพราะยังมี “ธรรมสิทธิ์” ซึ่งผูกติดตัวผู้สร้างสรรค์ไปตลอดคุ้มครอง
 
ลิขสิทธิ์นั้น โอนได้ ถ่ายเทได้ มอบต่อให้คนอื่นได้ ทั้งชั่วคราว หรือถาวร แต่ธรรมสิทธิ์เป็นของผู้สร้างสรรค์ไปตลอด
 
ซึ่งหมายความว่า สมมติว่าในกรณีที่สำนักพิมพ์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแปล ผู้แปลในฐานะผู้สร้างสรรค์ก็จะยังคงมีสิทธิ์บางอย่างในผลงานสร้างสรรค์ของตนเองอยู่
 
ซึ่งแนวคิดเรื่อง “ธรรมสิทธิ์” นี้เอง เป็นที่มาของการให้อำนาจของผู้สร้างสรรค์ อย่างเช่นนักเขียน ในสัญญาที่สำนักพิมพ์ทำกับนักเขียน ข้อเรียกร้องต่างๆ ในสัญญาที่ขอให้นักเขียนได้เป็นผู้อนุมัติต้นฉบับและงานออกแบบต่างๆ มาจากแนวคิดนี้
 
อย่างไรก็ดี สำหรับงานแปลที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องแล้ว นักแปลเองก็อยู่ในฐานะ "ผู้สร้างสรรค์" เช่นกัน? แล้วนักแปลควรจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร?
 
ลิขสิทธิ์และธรรมสิทธิ์ของงานสร้างสรรค์ต่อเนื่อง
 
งานแปล จัดอยู่ในงานจำพวก "งานสร้างสรรค์ต่อเนื่อง" (Derivative works) หรืองานดัดแปลง ซึ่งถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่อาจได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์เช่นกัน
 
มาตรา 11 งานใดมีลักษณะเป็นการดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้ผู้ที่ได้ดัดแปลงนั้นมีลิขสิทธิ์ในงานที่ได้ดัดแปลงตามพระราชบัญญัตินี้ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบ กระเทือนสิทธิ ของเจ้าของลิขสิทธิ์ ที่มีอยู่ในงาน ของผู้สร้างสรรค์เดิมที่ถูกดัดแปลง
 
อย่างไรก็ดี เงื่อนไขสำคัญที่งานประเภทนี้จะได้รับความคุ้มครองก็คือ "โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์"
 
อาจจะเป็นด้วยเหตุนี้เอง ทำให้แนวทางการทำงานแปลที่ต้นฉบับยังได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่ จึงเป็นไปในทางที่ว่า สำนักพิมพ์ติดต่อขออนุญาตจากฝั่งนักเขียนก่อน หลังจากนั้นจึงไป "จ้างนักแปล" ให้มาทำงานแปลต่อ มากกว่าจะเป็นแบบที่นักแปลทำงานแปลไปเองเลยโดยยังไม่มีผู้ว่าจ้าง เพราะถ้าทำเช่นนี้ งานแปลที่แปลออกมานั้น จะไม่สามารถเผยแพร่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากฝั่งนักเขียน ดังนั้นการแปลงานโดยยังไม่มีสำนักพิมพ์ที่ได้รับอนุญาตมาจ้างนั้น จึงสุ่มเสี่ยงต่อการทำงานเปล่าโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือเผยแพร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกิดวันใดมีสำนักพิมพ์ที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องจากนักเขียน แล้วไปจ้างคนอื่นให้แปลแทน
 
เมื่อเป็นเช่นนี้ ในกรณีทั่วไป ผู้ได้รับอนุญาตจากนักเขียนจึงได้แก่สำนักพิมพ์ และเมื่อสำนักพิมพ์ว่าจ้างนักแปลมาแปลงาน จึงส่งผลให้ลิขสิทธิ์ในงานแปลตกเป็นของสำนักพิมพ์ ด้วยเหตุนี้ การยอมรับการทำงานในแวดวงหนังสือทั่วๆ ไป จึงดูจะให้อำนาจต่อสำนักพิมพ์ (ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานแปล) มากกว่านักแปล และการตัดสินใจของนักแปล ก็เป็นเสียงที่เบากว่าสำนักพิมพ์ และเสียงที่ดังที่สุดก็คือเสียงของนักเขียน (เพราะเป็นผู้อนุญาตให้สำนักพิมพ์ทำงานแปล)
 
ในกรณีของสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์กับนักแปล เรื่องเล่าที่เกิดขึ้น เริ่มต้นจากนักแปลเรียกร้องอำนาจในการอนุมัติต้นฉบับและงานออกแบบรวมทั้งหน้าปกจากสำนักพิมพ์ (ซึ่งกรณีนี้จะถือว่านักแปลเรียกร้องธรรมสิทธิ์ของผู้แปลได้หรือไม่?) แต่สำนักพิมพ์ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียกร้องนี้ และตอบโต้โดยการกล่าวหาว่านักแปลทำตัวใหญ่ยิ่งกว่านักเขียน นักแปลพยายามแก้ต่างให้ตนเอง ด้วยการอ้างว่าตัวนักแปลนั่นเองที่เคารพและให้เกียรตินักเขียน โดยกล่าวหาว่าสำนักพิมพ์นั่นเองที่ไม่ได้ให้เกียรตินักเขียนเท่าตัวผู้แปล สำนักพิมพ์ตอบโต้ด้วยการใช้เสียงของนักเขียน (ในฐานะที่ตนเองได้รับอนุญาตมา) มากลบเสียงของนักแปล และนักเขียนใช้อาญาสิทธิ์ลงโทษนักแปล โดยปฏิเสธความชอบธรรมของอำนาจตัดสินใจของนักแปลต่อกระบวนการพิมพ์ครั้งนี้
 
(อย่างไรก็ดี น่าสังเกตว่านักเขียนไม่ไ่ด้พูดถึงเรื่องสิทธิ์ของผู้แปลที่อาจจะมีอยู่เหนืองานแปลของตัวผู้แปลเองด้วยเลย)
 
ปัญหาที่น่าสนใจคงกลับมาที่ปัญหาเดิม ที่ว่าในการทำงานแปลนั้น นักแปลเองก็มีโอกาสที่จะอยู่ในฐานะ "ผู้สร้างสรรค์"  เช่นกัน? แล้วนักแปลควรจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร?
 
ปกหนังสือ วะบิ-ซะบิ ของสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์(จากเพจ openbooks)
 
พระเจ้าสถิตอยู่ในลิขสิทธิ์?
 
กรณี วะบิ-ซะบิ ที่ผ่านมา นักเขียนใช้อำนาจของตนเองประดุจพระเจ้า และทั้งสำนักพิมพ์และนักแปลก็ดูจะยอมรับในเงื่อนไขอำนาจที่ว่านี้ นักแปลจึงได้พยายามอ้างนักเขียน และสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ก็ว่านักแปลว่า กรณีนี้นักแปลจึงทำตัวคล้ายเป็นคาทอลิก ยิ่งกว่าพระสันตะปาปา หรือเรียกกันในภาษาอังกฤษว่า more Catholic than the Pope (ที่มา: คลิกที่นี่)
 
ดูเหมือนธรรมสิทธิ์ของนักแปลจะถูกละเลยไปเสียสิ้น จนดูเหมือนเงื่อนไขของเกมอำนาจนี้ คือการยอมรับว่า พระเจ้าสถิตอยู่ในลิขสิทธิ์ และด้วยเหตุที่สำนักพิมพ์ได้รับอนุญาตจากนักเขียนผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์นี่เอง จึงใช้อำนาจนี้กลบการเรียกร้องธรรมสิทธิ์ (หรือลิขสิทธิ์) ของนักแปล (ถ้าหากมี)
 
ในกรณีโดยทั่วไปนั้น สำนักพิมพ์จะมีอำนาจเหนืองานแปลเต็มที่ ก็ต่อเมื่อสำนักพิมพ์มีลิขสิทธิ์เหนือสำนวนแปลนั้น ซึ่งวิธีการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์เหนืองานแปลหรือสำนวนแปลก็คือ อย่างน้อยที่สุด สำนักพิมพ์ต้องเป็นผู้จ้างนักแปล 
 
กรณี วะบิ-ซะบิ มีความซับซ้อนที่น่าสนใจ คือเป็นงานที่เคยแปลมาก่อนแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่การจ้างแปลใหม่ แต่ก็เหมือนจะมีปัญหาสำคัญเช่นกัน ด้วยสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ก็ได้แจ้งว่า นักเขียนได้ระบุมาว่าในการตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งก่อนหน้านี้ เขาได้รับค่าลิขสิทธิ์ไม่ครบ
 
แล้วในท้ายที่สุด ใครจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในสำนวนแปลที่ว่านี้? และถ้าลิขสิทธิ์เหนืองานแปล อาจจะไม่ใช่ของสำนักพิมพ์ สำนักพิมพ์ยังจะมีอำนาจในการบรรณาธิการต้นฉบับแปลได้เต็มที่อยู่หรือไม่? นี่เป็นปัญหาที่ชวนคิดกันต่อ
 
หากพิจารณาเช่นนี้ ก็ชวนคิดต่อได้อีกว่า เงื่อนไขต่างๆ กรณีหนังสือแปล วะบิ-ซะบิ นี้ น่าจะเป็นเงื่อนไขเฉพาะกับงานเขียนที่ต้นฉบับยังได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์อยู่ แต่ถ้าเป็นงานแปลจากงานต้นทางที่พ้นความคุ้มครองลิขสิทธิ์ไปแล้ว (ตามกฎหมายไทยคือผู้เขียนเสียชีวิตมากกว่า 50 ปี) นั้น สถานะของนักแปลและงานแปลแบบนี้จะเป็นเช่นไร? จะเทียบเท่ากับนักเขียนเลยหรือไม่? ในเมื่อนักแปลไม่ต้องกังวลว่าจะมีอำนาจลิขสิทธิ์ของผู้เขียนมาจัดการตนแล้ว
 
ก่อนจะจบบทความนี้ อยากจะชวนตั้งข้อสังเกตว่า งานแปลที่ผ่านมาของโอเพ่นบุ๊คส์ เป็นงานที่ต้นทางพ้นความคุ้มครองลิขสิทธิ์ไปแล้ว (จากสเตตัสของสำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ )
 
openbooks เป็นสำนักพิมพ์ขนาดเล็ก จึงถือนักเขียนและนักแปลเป็นเพื่อนมิตร เป็นอาจารย์ เราได้รับความเมตตาจากนักแปลชั้นครูมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น อ.สดใส ขันติวรพงศ์ ผู้แปล “สิทธารถะ” คุณพจนา จันทรสันติ ผู้แปล “เต้าเต๋อจิง - วิถีแห่งเต๋า” อ.สุวรรณา สถาอานันท์ ผู้แปล “หลุนอี่ว์: ขงจื่อสนทนา” อ.ปกรณ์ ลิมปนุสรณ์ ผู้แปล “คัมภีร์เมิ่งจื่อ” คุณสุรัติ ปรีชาธรรม ผู้แปล “จวงจื่อ” อ.นัยนา นาควัชระ ผู้แปลพระไตรปิฎกและกำลังแปล Soil, Soul, Society ให้กับสำนักพิมพ์ (ที่มา คลิกที่นี่)
 
ในกรณีดังกล่าวนี้ ดูราวกับว่า ถ้าอาญาสิทธิ์ในตัวงานมีอยู่จริง ก็อาจจะไม่ได้อยู่ที่นักเขียน เท่ากับที่อยู่ในลิขสิทธิ์ และเราๆ ท่านๆ จะทำอย่างไรไม่ให้ลิขสิทธิ์ลุแก่อำนาจจนกลบประเด็นอื่นๆ ไปเสียหมด
 
...
 
ผู้เขียน: 
 
วรงค์ หลูไพบูลย์ บรรณาธิการอำนวยการสำนักพิมพ์บทจร
 
ช้องนาง วิพุธานุพงษ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม