ที่ผ่านมามีข่าวถึงกองทัพบกหลายเรื่อง ที่เกี่ยวกับ ‘ทหารเกณฑ์’ โดยเฉพาะเรื่อง ‘พลทหารเลี้ยงไก่’ และ ‘ข้าวราดน้ำลูกชิ้น 2 ลูก’ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
 
ในค่ายทหารเองก็มีเรื่องเล่าที่แทบกลายเป็น ‘วาทกรรม’ ออกมานอกค่ายที่คุ้นหูกัน เช่น “มะเขือ 1 ไร่ ไก่ 1 ตัว” และ “ข้าววิญญาณไก่” เป็นต้น แน่นอนว่าคำพูดเหล่านี้ ย่อมสะท้อนว่ามี ‘ปัญหา’ เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย
 
ทำให้ภาพสังคมจดจำ อาหารของ ‘พลทหาร’ ต้องเป็น ‘เมนูไก่’ เป็นหลัก
 
ในความเป็นจริง คือ ‘ทหารเกณฑ์’ มีกำลังพลที่นับถือศาสนาอิสลาม ถ้าเมนูหลักเป็น ‘หมูหรือเนื้อ’ ก็จะต้องประกอบอาหารแยกไปอีก
 
ทั้งนี้ ‘เนื้อไก่’ ที่นำมาประกอบอาหารจะเน้นที่ ‘อกไก่’ เป็นหลัก ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาหรือคนเล่นกล้ามอยู่แล้ว เพราะให้โปรตีนสูง มีไขมันน้อย 
 
รองลงมา คือ ‘น่องและสะโพก’ จะใช้ในเมนูต้ม ส่วน ‘สันในไก่’ แม้มีราคาแพง แต่ก็นำมาประกอบเลี้ยงพลทหารเช่นกัน ผ่านเมนูแกงพะแนงไก่ เป็นต้น
 
ซึ่ง ‘ราคาเนื้อไก่’ ถ้าเทียบกับเนื้อชนิดอื่นๆ ราคาถูกกว่าและย่อยได้ง่าย เหมาะกับกำลังพลที่ต้องใช้แรงและต้องมีร่างกายที่สมส่วน ส่วนใหญ่แล้วค่ายทหารจะเลี้ยงไก่ไข่เป็นหลัก ส่วนเนื้อไก่จะซื้อจากท้องตลาดมาประกอบอาหาร
 
 
อย่างไรก็ตาม กองทัพบกมีนโยบายเรื่องอาหารของกำลังพล ที่กำลังพลจะต้องทานให้ครบ 5 หมู่ "คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน" ไปจนถึงแคลเซียม ธาตุเหล็ก ทำให้เมนูอาหารต้องมีความหลากหลาย ไม่ใช่แค่ ‘เมนูไก่’ ตามที่เข้าใจกัน
 
โดยจะมีเมนูเสริมเข้ามา เช่น หมู ปลา เนื้อ กุ้ง เป็นต้น ผ่านการปรุงจาก ‘พลสูทกรรม’ (พ่อครัวทหาร) ที่ต้องผ่านการตรวจโรค-สุขภาพทุกเดือน และยังตรวจโรงเลี้ยง โรงครัว อยู่ตลอดเพื่อให้ถูกสุขลักษณะ
 
สำหรับอาหารแต่ละเมนูจะถูกกำหนดสูตรที่ชัดเจนมาจาก ‘กรมพลาธิการกองทัพบก’ เพื่อให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมกับกำลังพล ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยคำนวณจากอายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และพลังงาน(แคลอรี่)ที่ต้องใช้ในแต่ละวัน โดยเฉลี่ยพลทหาร ใช้พลังงานอยู่ที่ 3,000-3,500 แคลอรี่/วัน/คน 
 
ทั้งนี้ เมื่ออ้างอิงจากสารอาหาร โดยเฉลี่ยแล้วอาหารที่พลทหารต้องได้รับแต่ละวัน คือข้าวสารวันละ 7 ขีด - 1 กิโลกรัม/วัน, เนื้อสัตว์ ปลา ไข่ (ไม่รวมกระดูก) 220 กรัม, ผัก-ผลไม้ 350-600 กรัม และไขมัน-น้ำมัน 30 กรัม เพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร
 
 
นอกจากนี้ ‘สูตรอาหาร’ ของกรมพลาธิการ ทบ. จะระบุรายละเอียดการปรุงอาหารต่อกำลังพล 100 นาย จะต้องใช้ปริมาณวัตถุดิบเท่าใด ใช้ซอสปรุงรสชาติอย่างไร ให้ได้รสชาติปานกลาง เพราะต้องทำให้ทุกคนทานได้ ได้สารอาหารครบถ้วน 
 
โดยค่ายจะมีคู่มือการจัดองค์ความรู้ พัฒนาสูตรอาหาร กรมพลาธิการ ทบ. ปี 2559 และ ระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเลี้ยงดู ปี 2559
 
กำลังพลแต่ละนายจะต้องจ่ายค่าประกอบเลี้ยงอยู่แล้วตามที่หักแยกจากเงินเดือนที่ได้รับ ในอาหารทั้ง 3 มื้อ/วัน ได้แก่ มื้อเข้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น โดยเมนูอาหารจะได้ ‘พลสูทกรรม’ คิดล่วงหน้าในแต่ละสัปดาห์เพื่อคำนวณสารอาหารที่กำลังพลจะได้รับ และคำนวณตามค่าประกอบเลี้ยงที่ได้จัดเก็บมาจากกำลังพล
 
ที่สำคัญพลทหารมีโอกาสที่จะคิดเมนูอาหารที่ต้องการรับประทานขึ้นมาเองด้วย แล้วเสนอไปยังผู้บังคับบัญชา โดยจะต้องอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมทั้งคุณค่าทางอาหารและราคาค่าประกอบเลี้ยง อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ ค่ายทหารทั้ง 4 กองทัพภาค (เหนือ ใต้ อีสาน กลาง)จะมีเมนูอาหารถิ่นด้วย
 
แม้จะมีระเบียบของกองทัพที่ชัดเจน แต่ต้องยอมรับว่ากระแสข่าวภายนอกยังมีออกมาให้เห็น และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมถึง ‘สวัสดิการ’ ที่พลทหารเหล่านี้ได้รับ เพราะอาหารที่ประกอบเลี้ยงมาจากเงินของกำลังพลที่ถูกหักไป และควรจะได้ ‘อาหาร’ ที่ดีและมีคุณภาพ ตามประโยคว่า ‘กองทัพต้องเดินด้วยท้อง’
 
 
อาหาร 1 จาน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเล็กน้อย แต่ถ้า ‘พลทหาร’ กินไม่อิ่ม ร่างกายขาดสารอาหาร ร่างกายไม่แข็งแรง แล้วจะเอา ‘กำลังจากไหน’ ไปทำงานในหน้าที่และงานเพื่อสังคม อีกทั้ง ‘ภาพลักษณ์กองทัพ’ ในสายตาประชาชนก็จะไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลลบต่อ ‘ภาพรวมกองทัพ’ เอง
 
ซึ่งจุดนี้ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญในการตัดสินใจจะสมัครใจเป็นทหารของชายไทยหรือไม่ด้วย เพราะถ้า ‘สวัสดิการดี’ ก็จะมีคนสมัครใจมากขึ้น การใช้ระบบจับใบดำ-ใบแดงก็สามารถผ่อนคลายลงในอนาคตเช่นกัน เพราะถ้าสวัสดิการดี คนก็ ‘สมัครใจ’ มากขึ้น ไม่ต้องกังวลว่าเข้าค่ายทหารไปแล้วจะกินอยู่ลำบาก
 
อย่างไรก็ตาม การมีข่าวเชิงลบลักษณะนี้ก็ทำให้กองทัพต้องตรวจตรามากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะระดับปฏิบัติที่มีมาตรการป้องกันขึ้นมา โดยให้ ‘ครูฝึกพลทหาร’ ต้องถ่ายภาพให้ผู้คับบัญชาได้เห็นภาพอาหารของพลทหาร หรือมีชุดลงไปตรวจการประกอบเลี้ยงแต่ละมื้อด้วย แต่ก็เป็นการแก้ปัญหา ‘เฉพาะหน้า’ เท่านั้น
 
 
แต่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อยู่ที่แนวคิดภายในกองทัพเอง ในการมอง ‘พลทหาร-ทหารเกณฑ์’ เหล่านี้ ที่มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกัน แม้จะปกครองกันโดยชั้นยศ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นพื้นฐานที่จะสร้างแนวคิดความเป็นสากลในกองทัพเอง เป็นอีกกรณีศึกษาในเรื่องการ ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ด้วย
 
ทั้งนี้ กองทัพบกมีแนวทาง ‘ยกเครื่อง’ กรมจเรทหารบกและสำนักงานตรวจสอบภายในทหารบกให้มีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มอัตรากำลังเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว โดยนำร่องจากสำนักจเรกองอำนวยการรักษาความมั่นคงราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ด้วยนั่นเองเพื่อแก้ปัญหา ‘ระยะยาว’
 
ที่สำคัญ ทหารในยุคปัจจุบันจะต้อง ‘เป๊ะ-สมาร์ท’ มากขึ้น ตั้งแต่นายทหารระดับสูงไปจนถึงพลทหาร ที่มีระเบียบกองทัพบกออกมาให้มีพฤติกรรมและการแต่งกายที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสังคม อีกทั้งมีร่างกายที่สมบูรณ์ เพื่อเป็น ‘แบบอย่าง’ เป็นที่พึ่งของสังคม และมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ