ภาพประกอบ: ป้ายหาเสียงเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพฯ​ ถูกขีดเขียนด้วยคำหยาบคาย ถ่ายเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2014 ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน (Paula Bronstein/Getty Images)
 
คำด่าหยาบคายไม่ใช่สิ่งที่น่าพิศมัยแน่นอน โดยเฉพาะกับคนที่ถูกด่า แต่นักภาษารายหนึ่งบอกว่า คำด่าสาปแช่งต่างๆ แม้จะระคายหูไปบ้าง แต่มันก็อาจจะเป็นต้นตอที่ทำให้มนุษย์พัฒนาระบบการสื่อสารเลยก็ได้
 
เรื่องนี้อยู่ในหนังสือเรื่อง “การแช่งด่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ: ศาสตร์อันน่าทึ่งของภาษาที่ไม่ดี” (Swearing is Good for You: The Amazing Science of Bad Language) โดย เอ็มมา เบิร์น (Emma Byrne) ผู้เชี่ยวชาญด้านคำด่าสาปแช่ง ซึ่งนำข้อมูลงานวิจัยจำนวนมากมายว่าด้วยสมองและคำหยาบคายในหลายๆ ภาษามาวิเคราะห์หาธรรมชาติที่ร่วมกันของคำแช่งด่าในวัฒนธรรมต่างๆ 
 
จากข้อมูลของ Quartz เบิร์นบอกว่า ความหยาบคายนับเป็นส่วนที่จำเป็นของแต่ละภาษา ในฐานะที่เป็นคำบ่งชี้ลักษณะที่มีความทรงพลังสูงมาก ไม่ใช่เพราะความสามารถในการดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่น และมันก็น่าจะเป็นตัวการที่กระตุ้นให้เกิดระบบสื่อสารขั้นต้นในมนุษย์ด้วย
 
โดยหลักฐานที่เบิร์นยกมาก็คือการศึกษาในลิงชิมแปนซีด้วยการสอนภาษาสัญลักษณ์ให้กับพวกมัน ปรากฏว่าเจ้าลิงชิมแปนซีสามารถเรียนรู้คำต้องห้ามของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและเอาไปใช้จนติดเป็นนิสัย 
 
ตัวอย่างคือลิงชิมแปนซีตัวเมียที่ชื่อวาชู (Washoe) ซึ่งถูกเอามาฝึกให้ถ่ายในกระโถน ปรากฏว่าเธอจะรู้สึกอับอายกับการทำธุระส่วนตัวมาก และไม่ยอมถ่ายในพื้นที่โล่งอย่างเด็ดขาด แม้จะพาเข้าป่าก็ไม่ยอม 
 
วาชูยังค่อยๆ พัฒนาระบบการสื่อสารโดยมีคำว่า “Dirty” (สกปรก) เป็นศูนย์กลาง เวลาที่เธอทำเรื่องผิดพลาดหรือน่าอับอายเธอก็จะสบถ(ด้วยภาษาสัญลักษณ์) ว่า “Dirty dirty" ขณะเดียวกันเธอจะพูดว่า “dirty good” เวลาทำธุระในห้องน้ำแสดงถึงความพึงพอใจกับการทำในที่สิ่งเหมาะที่ควรของตัวเอง
 
ลิงชิมแปนซีตัวนี้ได้ซึมซับเอาความคิดของมนุษย์ไว้เป็นอย่างมากจนกลายเป็น “ลิงหัวสูง” และเริ่มเรียกลิงตัวอื่นๆ ที่ไม่รู้ภาษาสัญลักษณ์ว่าเป็น “dirty monkey” เพื่อเป็นการดูหมิ่นอีกด้วย
 
หรือบางทีเธอก็ด่านักวิจัยที่ไม่ยอมปล่อยเธอออกจากกรงด้วยการแสดงสัญลักษณ์เป็นชื่อนักวิจัยคนนั้นต่อด้วยคำว่า “dirty” แถมเธอยังรู้จักเอาคำหยาบมาเล่นมุกตลกเหมือนตลกคาเฟ่ เช่นฉี่ใส่นักวิจัยก่อนทำสัญลักษณ์คำว่า “funny” ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ
 
เบิร์นบอกว่ามนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์คงจะรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าการส่งเสียงเตือนในบางลักษณะสามารถช่วยหลีกเลี่ยงการเจ็บตัวได้ สามารถสื่ออารมณ์ และอันตรายที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงทำให้คนอื่นๆ หัวเราะได้ด้วย และเสียงที่มีความเอนกประสงค์นี้จึงค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นภาษาอย่างที่เราใช้กันในปัจจุบันนั่นเอง