x

ใกล้ถึงงานคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรก Tao Kae Noi Presents BNK48 1st Concert "STARTO" ของ BNK48 เข้าไปทุกที ด้วยความที่ GML48 เริ่มมาเพียง 3 เดือน จึงอยากจะขอพาแฟนๆ ย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของ BNK48 ในซิงเกิ้ลอัลบั้มแรกที่ได้รู้จักกัน “Aitakatta อยากจะได้พบเธอ” กัน เพราะออกก่อนที่จะมีงานเขียนของพวกเรา
 
สิ่งหนึ่งที่ชื่นชมเสมอก็คือการเรียบเรียงเนื้อเพลงจากญี่ปุ่น เป็นภาษาไทยที่เป็นการทำงานอย่างหนักของทีมงาน และฝ่ายผลิตเพลงที่นำโดย “เอ๊ะ ละอองฟอง” พงษ์จักร พิษฐานพร Music Director และ “แมน ละอองฟอง” ตนุภพ โนทยานนท์ Co-Music Director รวมไปถึงนักแต่งเพลงชื่อดังหลายคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่สามารถเรียบเรียงใจความได้อย่างครบถ้วน ปรับให้เข้ากับประเทศไทย  ซึ่งแมนเคยให้สัมภาษณ์กับ Spicy Disc ว่า เพลงแรกที่เริ่มทำให้ BNK48 คือ “365 วันกับเครื่องบินกระดาษ” กับ  “Oogoe Diamond ก็ชอบ ให้รู้ว่าชอบ” สองเพลงนี้น่าจะมาพร้อมๆ กัน แต่เพลง 365 วันกับเครื่องบินกระดาษ เป็นเพลงที่อุปสรรคเยอะสุด เพราะเป็นเพลงแรกๆ แล้วเรายังไม่รู้ว่าแนวทางของทางญี่ปุ่นกับเราควรเจอกันตรงไหน
 
ซึ่งการเลือกเพลงว่าจะเอาเพลงใดมาแปลนั้นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานฝั่งญี่ปุ่น และไทยทำงานร่วมกัน และ 3 เพลงที่ถูกเลือกมานั้นล้วนมีความหมายในประวัติศาสตร์ของ 48Group เป็นอย่างมาก 
 
Aitakatta อยากจะได้พบเธอ
 
ขอเริ่มเล่าตั้งแต่ “Aitakatta อยากจะได้พบเธอ” ซึ่งถือว่าเป็นเพลงเมเจอร์เดบิวท์อย่างเป็นทางการของ AKB48 ที่ทำกับค่าย DefStar ในขณะนั้น ก่อนหน้านี้ AKB48 มีเพลงอัลบั้มอินดี้ใต้ดินออกมาก่อนสองชุดนั่นคือ Sakura no Hanabiratachi และ Skirt,Hirari 
 
Aitakatta นั้นถือว่าเป็น “เพลงชาติของ AKB48” อย่างแท้จริง เพราะเป็นเพลงเมเจอร์เดบิวท์ที่เปิดตัวสมาชิกรุ่นที่ 1-2 จากโรงละครอากิฮาบาระสู่วงกว้างขึ้นในปี 2006 และถือว่าทำได้ไม่เลวในการเปิดตัว ทำให้กระแสไอดอลเริ่มมีความคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง และนำพาพวกเธอไปสู่มหกรรมดนตรีขาวแดง ของ NHK รายการดนตรีที่ยิ่งใหญ่ประจำปีของญี่ปุ่น ถึงแม้จะเป็นการแสดงสั้นๆ เพื่อบอกเล่าถึงกระแสโอตาคุที่เริ่มก่อตัวขึ้น แต่ก็เป็นครั้งที่พวกเธอได้ออกอากาศไปทั่วประเทศในรายการเรตติ้งสูงสุดของปี (คลิกอ่านเพิ่มเติมเรื่อง เมื่อ BNK48 คือบันเทิงกระแสหลัก: รู้จักวัฒนธรรมโอตาคุ จาก Sub Culture สู่ Main Streamที่นี่)
 
ความพิเศษของเพลง Aitakatta นั้นคือความอมตะในการบอกเล่าเนื้อหาที่เรียบง่าย น่ารัก และตัวตนในแบบของ AKB48 ในยุคแรก ที่เป็นเหล่าเด็กนักเรียนออกมาร้องเพลงที่สดใส ซึ่งยังถูกนำไปใช้ในรายการวาไรตี้ของพวกเธอตั้งแต่ยุค AKB 1ji 59fun มาจนถึง AKBINGO! อีกด้วย(เพิ่งเปลี่ยนไปไม่นานนี้) และมักจะถูกนำไปเล่นในแทบทุกคอนเสิร์ตที่ทำการแสดง เพื่อที่จะบอกแฟนๆว่า อยากจะมาพบเหลือเกิน 
 
อีกทั้งยังเป็นเพลงที่ถูกนำไปทำใหม่ในหลากหลายเวอร์ชั่นมากที่สุด ทั้งแบบย้อนยุคสไตล์ญี่ปุ่นโบราณของยูนิตพิเศา Team Z และอีกเวอร์ชั่นที่ได้รับความนิยมก็คือ Aitakatta Kamoshirenai ของวง Nogizaka46 วงคู่แข่งอย่างเป็นทางการของ AKB48 ที่มีผู้ก่อตั้งคือ “อากิพี” อากิโมโตะ ยาสุชิ เหมือนกัน โดยจะเป็นจังหวะที่มีความร็อกและหนักแน่นมากกว่า โดยเลือกการถ่ายทำ PV แบบที่ประกบถอดแบบกันช็อตต่อช็อตและได้ “อัตจัง” มาเอดะ อัตสึโกะ ตำนานของ AKB48 ไปร่วมแสดงรับเชิญอีกด้วย
 
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของ Aitakatta ก็คือตัว PV ที่ถ่ายทำกันที่จังหวัดจิบะโดยเฉพาะประภาคารอันโดดเด่นใกล้ๆกับสถานี ทาเทยามะ ซึ่งแฟนๆทั้ง AKB48 และ Nogizaka46 มักจะชอบไปตามรอยสถานที่ถ่ายทำ PV กัน หากใครมีโอกาสไปญี่ปุ่นสามารถลองไปตามรอยกันได้ ส่วนของไทยนั้นตอนแรกมีเพียงการทำ PV ขนาดยาว Story Version ออกมาทำให้การโปรโมทอยู่ในวงจำกัด จนกระทั่ง GDH นำเพลง “Aitakatta อยากจะได้พบเธอ” ไปประกอบซีรีส์ “Shoot I love you  ปิ้ว!ยิงปิ๊งเธอ” จึงได้มีการถ่ายทำ PV ร่วมกับนักแสดงจากค่าย GDH 
 

 
“Oogoe Diamond ก็ชอบให้รู้ว่าชอบ”
 
เพลงที่ 2 ของอัลบั้มคือ “Oogoe Diamond ก็ชอบให้รู้ว่าชอบ” เพลงนี้มีความน่าสนใจในเชิงประวัติ AKB48 กล่าวคือเป็นครั้งแรกที่มีสมาชิกจากวงน้องสาวอย่าง SKE48 ที่เพิ่งก่อตั้งมาร่วมด้วย และไม่ธรรมดาเพราะการมาร่วมในครั้งนี้ เด็กประถมจากไอจิ อย่าง “มัตสึอิ จูรินะ” มาเป็นเซนเตอร์ในวงพี่และเบียดอัตจังที่ผูกขาดตำแหน่งเซนเตอร์ในช่วงแรกของ AKB48 มาโดยตลอด บรรยากาศในการทำงานนั้นไม่ได้เรียบร้อยเหมือนภาพที่ออกมามากนัก จูรินะถึงกับพูดถึงความอึดอัดในขณะทำงานครั้งนั้นทำให้เราเห็นภาพการแข่งขันภายในได้ดี (คลิกอ่านเพิ่มเติมเรื่อง สมรภูมิไอดอลระอุ BNK48 รุ่น2 กำลังมา รุ่น 1 อยู่ต่อแบบไหน สงครามและการแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว!)
 
และยังเป็นซิงเกิ้ลอัลบั้มเดียวที่บนหน้าปกในทุกไทป์ที่เป็นสมาชิกคนเดียวนั่นคือจูรินะอีกด้วยซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการถ่ายทำปกฉบับอัตจังแบบเดี่ยวไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้ เบื้องหลังการทำงานนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด มีเพียง “มาริโกะซามะ” ชิโนดะ มาริโกะ ที่เข้ามาทำให้จูรินะรู้สึกผ่อนคลาย และเมื่อต้องถ่ายทำปกอัลบั้มดังกล่าวที่จูรินะ ต้องทำท่าตะโกน เธอจึงเลือกท่าตะโกนออกมาว่า “มาริโกะซามะ!!”
 
 
ภาพหน้าปก Oogoe Diamond ที่จูรินะ ตะโกนว่า "มาริโกะซามะ"
 
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Oogoe Diamond ถูกนำไปเล่นในคอนเสิร์ตบ่อยครั้งคือจังหวะที่สนุกสนาน ท่าเต้นอันทรงพลังและใช้แรงค่อนข้างมาก บีทที่สนุกทำให้สามารถยิงมิกซ์ให้เข้ากับจังหวะเพลงได้แบบมีอารมณ์ร่วม สำหรับผู้เขียนยกให้เป็น 1 ใน 3 เพลงของ 48 Group ที่มีการแสดงสดสนุกที่สุดและแฟนๆสามารถมีส่วนร่วมได้เทียบเท่ากับเพลงซิงเกิ้ลหน้าร้อนอย่าง Everyday, Katyusha และ 47 no Suteki na Machi e ของทีม8 AKB48 ทีเดียว 
 

 
“365วันกับเครื่องบินกระดาษ”
 
เพลงสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงคือเพลงช้าความหมายดีที่ให้กำลังใจทุกคน ที่มีเนื้อร้องสละสลวยอย่าง “365วันกับเครื่องบินกระดาษ” หรือ 365 nichi no kamihikouki ที่แฝงเนื้อหาปรัชญาในการใช้ชีวิต ที่พูดถึงชีวิตเราที่ล่องลอยไปตามหนทางที่เราเชื่อมั่นและศรัทธา ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่ถูกและผิดปะปนกันไป แต่อย่างน้อยเราก็กล้าที่จะก้าวออกไป ล่องลอยไปเหมือนเครื่องบินกระดาษที่ไปตามแรงลม มุ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว
 
ความพิเศษคือเพลงนี้เป็นเพลงรองเพลงเดียวที่ถูกนำมาใช้ในซิงเกิ้ลแรกของ BNK48 โดยต้นฉบับเป็นเพลงรองของซิงเกิ้ล Kuchibiru ni Be my Baby อัลบั้มจบการศึกษาของ “ทาคามินะ” ทาคาฮาชิ มินามิ อดีตโชคันโตคุ หรือ ผู้จัดการทั่วไปคนแรกของ 48 Group ซึ่งเกือบจะทำให้เสียสถิติยอดขายไม่ถึง 1 ล้านแผ่นโดยเปิดตัวเพียงแค่ 9 แสนแผ่นเท่านั้น แต่อานุภาพของเพลงนี้มีส่วนช่วยผลักดันให้ท้ายที่สุดสามารถรักษายอด 1 ล้านแผ่นไว้ได้ 
 
365 nichi no kamihikouki นั้นเป็นเพลงประกอบละครของ NHK เรื่อง “Asa ga kita” ทรูวิชั่น เคยนำเข้ามาฉายในชื่อ “อาสะ ยอดหญิงหัวใจแกร่ง” ที่สร้างจากชีวิตจริงของผู้หญิงเก่งชาวญี่ปุ่นที่ต่อสู้ชีวิต “ฮิโรโอกะ อาสะโกะ” ที่ผ่านอุปสรรคมากมาย และท้ายที่สุดได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยหญิงแห่งแรกของญี่ปุ่น เนื้อหาของเพลงดูไปได้กับเนื้อหาละครที่ต้องการให้กำลังใจ โดยส่วนมากละครช่วงเช้าของ NHK จะเน้นละครที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคม 
 

สำหรับเพลงนี้มีทั้งเวอร์ชั่นที่เป็นการรวมสมาชิก 48 Group ที่อยู่ในอัลบั้ม และอีกฉบับที่ฮิตคือ การร้องแบบโซโล่เดี่ยวพร้อมเล่นกีต้าร์เองของ “ซายาเน่” ยามาโมโตะ ซายากะ กัปตันของ NMB48 อีกด้วย เนื้อร้องของไทยก็ทำได้ละมุนหู และมักจะถูกนำไปใช้ให้กำลังใจ อีกทั้งยังได้รับเลือกเป็นเพลงธีมประจำงาน Japan Expo in Thailand 2017 อีกด้วย
 
ความสนุกของการติดตามเพลงอย่างหนึ่งคือการรู้จักประวัติและที่มาของเพลง เพราะบางเรื่องราวนั้นมีความน่าสนใจ ประทับใจ และตราตรึงใจไม่แพ้กับเสียงที่ถูกบรรเลงออกมาเช่นกัน เมื่อเราเปิดเพลงของ BNK48 ลองนึกย้อนถึงเรื่องราวต่างๆที่เคยเกิดขึ้น ก็อาจจะยิ่งทำให้มีความสุขและอารมณ์ร่วมกับบทเพลงมากขึ้น