เลสิก (LASIK - laser-assisted in situ keratomileusis) หรือการผ่าตัดแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติโดยการใช้เลเซอร์ เป็นการผ่าตัดที่มักมีการโฆษณาว่า “มีความปลอดภัยที่สุด” “ไม่มีผลข้างเคียงระยะยาว” ทำให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาสบายใจ (จนเกิดเหตุ) ไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังว่าการทำเลสิกอาจเกิดผลกระทบอะไรบ้าง? 
 
ในสหรัฐฯ องค์การอาหารและยาอนุญาตให้ใช้เลสิกตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 90 มีผู้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการนี้แล้วกว่า 9.5 ล้านคน และมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ด้วยความเชื่อใจว่ากระบวนการนี้ปลอดภัย และจะช่วยให้พวกเขาหายขาดจากอาการสายตาผิดปกติได้เป็นปลิดทิ้ง
 
“มีผลการรักษาที่ออกมาไม่ดีบ้างมั้ย? มันก็มีอยู่แล้วล่ะ แต่ความเสี่ยงมันน้อยยิ่งกว่าน้อยซะอีก” ดร.เอริก ดอนเนนเฟลด์ (Eric Donnenfeld) จักษุแพทย์ผู้เคยนั่งตำแหน่งประธานสมาคมศัลยกรรมแก้ปัญหาสายตาและต้อกระจกแห่งอเมริกากล่าวกับ New York Times
 
ดร.ดอนเนนเฟลด์มักจะอ้างรายงานปี 2016 ที่บอกว่า ผู้ป่วยเลสิกส่วนใหญ่พอใจกับผลการรักษา แต่ก็มีงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่พบผลกระทบที่เกิดกับผู้รับการรักษาหลังการผ่าตัดหลายเดือนหรือเป็นปี
 
งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างสูงหลังการทำเลสิกเป็นเวลา 5 ปี แต่ขณะเดียวกันแม้จะผ่านมานานแล้ว เกือบครึ่งหนึ่งของผู้รับการรักษามีปัญหาตาแห้งอย่างน้อยเป็นครั้งคราว 20 เปอร์เซนต์บอกว่ามีอาการปวดหรือเจ็บตา 40 เปอร์เซนต์บอกว่าตามีอาการไวต่อแสง และหนึ่งในสามบอกว่าพวกเขามีปัญหาเวลาขับรถตอนกลางคืน หรือเวลาทำงานที่จำเป็นต้องเพ่งมองวัตถุใกล้ๆ 
 
และแม้การทำเลสิกจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่งานวิจัยเมื่อปี 2017 ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดจากอย.สหรัฐฯ กลับพบว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหาเล็กน้อยในการขับรถตอนกลางคืนหลังผ่านการผ่าตัดแล้ว 1 ปีได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 20 เปอร์เซนต์ ขณะที่อาการ แสงจ้า (glare) และแสงทรงกลด (halo) ได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวมาอยู่ที่ 20 เปอร์เซนต์เท่ากัน ส่วนอาการตาแห้งก็เพิ่มขึ้นเกินกว่าเท่าตัวมาอยู่ที่ 40 เปอร์เซนต์
 
ผลข้างเคียงของการทำเลสิกที่รุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยตัดสินใจฆ่าตัวตายก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
 
หนึ่งในผู้ทำเลสิกที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายก็คือ แมกซ์ เบอร์เลสัน โครนิน (Max Burleson Cronin) ทหารผ่านศึกวัย 27 ปี เขาบอกว่าหลังการทำเลสิกทำให้สายตาของเขาเสียหายจนไม่อาจมองเห็นในตอนกลางคืน หรืออ่านอะไรจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ และทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา แม่ของเขากล่าวว่า โครนินทิ้งจดหมายลาตายบอกว่า “หมอทำลายดวงตาและชีวิตของผม”
 
ในอาชีพที่ต้องใช้สายตาเป็นสำคัญผลกระทบจากการทำเลสิกอาจทำให้การงานต้องเสียหายได้ เช่น สก็อต เพ็ตตี (Scott Petty) ศิลปินภาพสามมิติซึ่งมีภาวะกระจกตาปูด (corneal ectasia) หลังทำเลสิกได้หกเดือน ทำให้สายตาของเขาเสียหายแม้จะทำการแก้ไขด้วยกระบวนการที่เรียกว่า corneal cross-linking ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ความเจ็บปวดในดวงตาที่รุนแรงเหมือนถูกราดด้วยโลหะหลอมละลายยังทำให้เขาคิดฆ่าตัวตาย และยอมรับว่าอนาคตในหน้าที่การงานของเขาได้จบลงแล้ว
 
การโฆษณาว่าการทำเลสิกปลอดภัย “ที่สุด” หรือเป็นการผ่าตัดที่ผู้รับการรักษา “ส่วนใหญ่” พอใจในผลการรักษา โดยไม่ได้บอกว่าแม้กระทั่งผู้รับการรักษาที่พึงพอใจก็ยอมรับว่าพวกเขาเกือบครึ่งประสบปัญหาจากผลข้างเคียงของการทำเลสิก จึงอาจทำให้ผู้พิจารณารับการรักษาละเลยที่จะศึกษาผลกระทบได้
 
“ตกค่ำเข้านอนทีไรผมก็ได้แต่โทษตัวเองว่า ‘ทำไมไม่กูเกิลถึงผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนจากการทำเลสิกก่อนว่ะ?’ ตอนซื้อรถผมยังเสิร์ชก่อนเลย” โจบันนี รามิเรซ (Geobanni Ramirez) ผู้ทำงานด้านกราฟฟิก หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบเห็นภาพซ้อนหลังการทำเลสิกมาแล้วถึง 2 ปี กล่าว
 
ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือแพทย์ที่มองเห็นถึงปัญหาดังกล่าวออกมาผลักดันให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ส่งเสียงเตือนไปยังสาธารณะให้ตระหนักต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการทำเลสิกมากกว่าที่เป็นอยู่
 
“เราต้องการให้อย.เตือนประชาชนว่าเลสิกทำให้ดวงตาได้รับบาดเจ็บและทำให้เกิดความเจ็บปวด ปัญหาสายตา และปัญหาอื่นๆ ที่ไม่หายขาด และแก้ไขไม่ได้ และคุณจะไม่เจอปัญหานี้เลยหากใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์” มอร์ริส แวกซ์เลอร์ (Morris Waxler) อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอย.สหรัฐฯ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยผลักดันให้เลสิกได้รับการรับรอง กล่าว