x

ในช่วงที่พลังของความถูกต้องทางการเมือง (Political Correctness) ดังกระหึ่มขึ้นมาในโลกสมัยใหม่ โลกเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะมันสร้างสำนึกในการตะหนักรู้ถึงความเท่าเทียมและความแตกต่างของผู้คนในสังคม
 
แต่ความน่าสนใจก็คือ สำนึก PC นี้ มักจะมาเซนส์ของความตลกในรูปแบบใหม่ ที่ละเอียดอ่อนต่อการเหยียดคนที่ต่างไปจากสังคมส่วนใหญ่ ใครที่เล่นตลกเหยียดผู้คน อย่างการเหยียดสรีระผู้คนอย่าง ไอ้อ้วน ไอ้ดำ อะไรเทือกนั้นมักจะถูกมองว่าเป็นมุกตลกที่เสื่อม เชย และพ้นยุคพ้นสมัยไปแล้ว จนชวนให้มาคิดกันเล่น ๆ ว่า มุกตลกคาเฟ่ สมัยที่มหรสพกลางคืนในคาเฟ่กำลังเฟื่องฟูสุดฤทธิ์ ซึ่งเนื้อหามักจะส่อไปในทางเหยียดเพศ(เช่นมุกของมี sex กับเมียเพื่อน) เหยียดเชื้อชาติ(แกล้งพูดไม่ชัดเวลาสวมบทบาทเป็นชาวดอย) 
 
แต่ในความ PC โดยเฉพาะกับประเทศเสรีนิยมจ๋า อย่างอเมริกา กลับมีความย้อนแย้งในเรื่องการแสดงออกซึ่งความ PC เพราะในขณะที่ผู้คนส่วนหนึ่งในความสำคัญกับมัน แต่สังคมอีกหลายส่อน โดยเฉพาะสังคม Angry white man อันเป็นฐานเสียงสำคัญที่ผลักดันให้โดนัลด์ ทรัมป์ (ตัวพ่อแห่งความไม่ PC ที่วันดีคืนดีอาจจะเห็นเขาทวีตเหยียดเม็กซิกันหรือประเทศอื่นได้ง่ายๆ) คนกลุ่มนี้ก็ยังมองว่าคนผิวเขียนเหนือกว่ายิ่งใหญ่กว่าคนผิวสี ซึ่งสังคมสองลักษณะที่มีทั้ง PC และไม่ PC มันดำเนินไปคู่กันอย่างน่าสนใจมาก ๆ
 
คำถามที่สำคัญคือ ในสังคมสมัยใหม่ที่เปิดรับความแตกต่างแบบนี้ เราควรยืนอยุ่บน “เส้น” แบบไหนที่จะเป็นการประนีประนอมระหว่างความบันเทิงการเคารพในความแตกต่างของสังคม?
 
เราเจอประเด็นนี้ที่น่าสนใจในซีรีส์ Santa Clarita Diet อยู่มากมาย ซึ่งเราสามารถเปิดชมได้ทาง Netflix 
 
 
Santa Clarita Diet เป็นเรื่องราวของครอบครัวแฮมมอนด์ ที่ประกอบไปด้วย โจเอล(พ่อ) ชีลา(แม่) และแอบบี้(ลูกสาว) ซึ่งก่อนหน้านี้ ครอบครัวนี้อยู่กันอย่างปกติสุข แต่แล้ววันหนึ่งชีลาได้กลายร่างเป็นซอมบี้เพราะเหตุการณ์บางอย่าง จนนำมาซึ่งความชวนหัวที่สุดจะเลอะเทอะ(คำชม)
 
หากมองในฐานะคนนอกแบบไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้ นี่คือครอบครัวที่สมบูรณ์แบบตามสูตรของ American Dream ที่คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ มีบ้านอยู่ชานเมืองที่ซานตา คลาริตา แคลิฟอร์เนีย 
 
แต่เมื่อมองสำรวจเข้าไปในสายตาคนใน ครอบครัวนี้กลับป่วงถึงขีดสุด หลังจากที่ชีลากลายเป็นซอมบี้ เราจะเห็นความเปราะบางของครอบครัวนี้ผ่านกรอบความตลกโปกฮา กับคุณพ่อที่ต้องการให้ครอบครัวกลับมาปกติสุขแบบเดิมให้ได้ ซึ่งต้องแลกกับการฆาตกรรมคนรอบตัวแบบมิดชิดที่สุดเพื่อใช้เนื้อคนเป็นอาหารให้ภรรยา(ซึ่งหลายครั้งก็พลาดซะเยอะแต่ก็ให้ถือว่าเป็นจังหวะนรกที่ล่อให้ฮากันไป) ทั้งครอบครัวนี้ยังต้องดีลกับลูกสาวอย่างแอ๊บบี้ ซึ่งอยู่ในวัยห่าม และมีแนวโน้มหัวรุนแรง
 
บทสนทนาที่แทบขยี้ให้หวังผลตลกในแทบทุกประโยคของซีรีส์นี้ทั้งสองซีซัน ทำให้เราเห็นความฉลาดของคนเขียนบทในการสร้างให้เกิดเส้นบาง ๆ ระหว่างความตลกกับการเหยียดความสุดโต่งในบางอย่าง ตั้งแต่เรื่อง เพศในแง่วัตถุทางเพศที่สองสามีภรรยาพูดถึงกันอยู่เป็นประจำ การล้อเลียนคริสตศาสนา การขยี้ภาพของคนยุโรปตะวันออก ซึ่งมีเซอร์เบียร์เป็นตัวแทน(ที่มาของเชื้อซอมบี้) ในภาพของคนอพยพมาอเมริกา ไปจนถึงการเหยียดกลุ่มนีโอนาซี ความหลักแหลมในการเขียนบทที่ทั้งขยี้ แซะ และวิพากษ์สังคมร่วมสมัยอเมริกัน แทนที่จะกลายเป็นตลกถูก ๆ กลับกลายเป็นส่วนประกอบที่ classy ที่สามารถนั่งดูกันยาวๆ เพลินๆ จนจบ
 
สิ่งที่ชวนคิดก็คือ ในขณะที่ครอบครัวแฮมมอนด์ อันเป็นภาพตัวแทนของ American Dream, ครอบครัวชนชั้นกลางที่สมบูรณ์แบบ และการเป็นครอบครัวคนขาว อันเป็นสำนึกอเมริกันในแบบที่โดนัลด์ ทรัมป์นิยมชมชอบ
 
ในขณะที่ซีรีส์แสดงท่าทีในการเหยียดความต่างในแบบอื่นที่ไม่ได้ “สมบูรณ์แบบ” แบบครอบครัวแฮมมอนด์ แต่พอดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ กลายเป็นครอบครัวแฮมมอนด์นั่นล่ะที่ถูกตั้งคำถามว่า ต้องใช้จ่ายในแบบไหน ระดับใด ถึงจะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้
 
การกินเนื้อมนุษย์ของชีลา ในมุมหนึ่งก็เหมือนกับการอุปมาว่า เพื่อให้ถึงเป้าหมาย แม้จะต้องทำลายมนุษย์ด้วยกันก็ต้องทำเพื่อคงภาวะ American Dream ให้อยู่กับตัวให้นานที่สุด