เรื่อง: ณขวัญ ศรีอรุโณทัย Art Director จาก Way Magazine
 
หากเริ่มจากคำนิยาม วะบิ-ซะบิ คือหัวใจของสุนทรียภาพแบบญี่ปุ่น เป็นการมองเห็นความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ
 
ในบท คำนิยามเฉพาะกาล (ใช้คำตามสำนวนแปล) ให้ความหมายแยกไว้ดังนี้ ‘ซะบิ’ หมายถึง เย็น เอนเอียง ร่วงโรย ‘วะบิ’ หมายถึง ความทุกข์ทนในการใช้ชีวิตเพียงลำพังในธรรมชาติ ไกลห่างจากสังคม ปลีกวิเวก
 
แต่เราลืมๆ นิยามข้างต้นไปก่อนก็ได้ เพราะ “...สิ่งลึกซึ้งที่สุดเกี่ยวกับความหมายของ วะบิ-ซะบิ ก็คือการค้ำจุนตำนานแห่งความลี้ลับเอาไว้เพื่อเหตุผลทางสุนทรียภาพ ... วะบิ-ซะบิ คือจุดหมายปลายทาง ซึ่งไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์เต็มที่ [ถ้ามันชัดสมบูรณ์ จะเรียกว่า ความงามในความไม่สมบูรณ์ได้ยังไงล่ะ-ฮา] การอธิบายฐานคิดนี้อย่างหมดเปลือกจะเป็นการทำให้ตัวฐานคิดนี้ด้อยลง (หน้า 33)
 
 
เราพักเรื่องนิยามไว้ก่อน แล้วมองมันในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ (อย่างที่ผู้เขียนเล่าไว้ในเล่ม) กันดีกว่า
 
เชน โนะ ริคิว (พูดอย่างหยาบ เขาคือบิดาแห่งวะบิ-ซะบิ แต่แนวคิดนี้ช่างขัดแย้งกับการยกใครคนหนึ่งขึ้นมาเป็นบิดาของอะไรสักอย่าง) ให้คุณค่าแก่งานฝีมือพื้นบ้านแบบดั้งเดิมของเกาหลีและญี่ปุ่นที่ทำขึ้นอย่างหยาบๆ และไม่ระบุชื่อผู้สร้าง โดยยกคุณค่ามาเทียบชั้น (หรือกระทั่งบอกว่าเหนือกว่า) ศิลปะแบบจีน ที่เน้นความเกลี้ยงเกลา ตัวอย่างรูปธรรมก็เช่น ห้องชาที่ริคิวออกแบบใหม่ มีต้นแบบมาจากกระท่อมชาวนา ผนังโคลน หลังคามุงหญ้า โครงสร้างไม้ที่คดโค้งบิดเบี้ยวไปจากสัณฐานปกติ ทั้งยังมีขนาดเล็ก เพียงประมาณ 35 ตารางฟุต (2 เสื่อ)
 
แต่ดราม่าบังเกิด เพราะเจ้านายไม่เก็ตรสนิยมแบบนี้ (ยุคนั้นเจ้านายคือฮิเดะโยะฌิ ขุนศึกผู้เติบโตมาจากชนชั้นชาวนา) แน่นอนว่าหมิ่นอะไรก็ไม่ร้ายเท่าหมิ่นรสนิยมกัน ฮิเดะโยะฌิผู้นิยมศิลปะจีนหรูหราอลังการ (ห้องชาต้องติดทองคำเปลวสิ) อาจจะทั้งหมั่นไส้ริษยา จนถึงขั้นระแวงอิทธิพลของริคิว จึงบัญชาให้เขาคว้านท้องฆ่าตัวตาย 
 
(สองย่อหน้าข้างต้น สรุปความจากเนื้อหาหน้า 48-50 ฉบับพิมพ์ครั้งแรก และใช้ตัวสะกดการถอดเสียงตามฉบับแปลในการพิมพ์ครั้งแรก)
 
 
วะบิ-ซะบิ ก็เป็นบางสิ่งที่คนญี่ปุ่นส่วนมากบอกว่าตนเข้าใจมัน แต่ก็ปากหนักไม่ชอบอธิบายว่ามันคืออะไรกันแน่ หนึ่งในความพยายามของผู้เขียน (ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน) คือการทำให้ความคลุมเครือนั้นชัดเจนขึ้น คล้ายการปักป้ายบอกทางแก่คนรุ่นหลัง โดยแยกธาตุนำเสนออย่างเป็นระบบ และหนึ่งในวิธีที่ผู้เขียนเลือกใช้ในการปั้นภาพร่างของ วะบิ-ซะบิ ให้เราเห็น คือการยกมาเปรียบเทียบกับอุดมคติความงามอีกแบบ คือ โมเดิร์นนิสม์ เมื่อเราเห็นภาพโครงร่างคร่าวๆ แล้ว ผู้เขียนก็ค่อยๆ นำเราเข้าสู่จักรวาลของ วะบิ-ซะบิ ทีละชั้น ทีละชั้น โดยเริ่มจากรากฐานทางปรัชญา คุณค่าเชิงจิตวิญญาณ สภาวจิต (หรือพูดง่ายๆ คือ ความรู้สึก) จริยา (ข้อปฏิบัติ) และปลายทางคือ คุณลักษณะของวัตถุ
 
บางหัวข้อมีเนื้อหาเพียงแค่หน้ากระดาษเดียว แต่ใช้ภาพถ่ายประกอบ บางหัวข้อยกตัวอย่างไว้เพียงสั้นๆ และบทกวีบทเดียว
 
แต่ในสังคมร่วมสมัย เราเองน่าจะคุ้นเคยกับข้อสุดท้าย นั่นคือคุณลักษณะของวัตถุ ‘แบบญี่ปุ่นๆ’ 
 
วะบิ-ซะบิ จะต้องขรุขระ เป็นสัมผัสแบบดิน สีไปในทางเอิร์ธโทนหรือออกสนิมๆ จะต้องเรียบง่าย ถ่อมตัว สลัว ไร้ลวดลายประดับประดา อุณหภูมิไปในทางอุ่น เป็นมิตรในการสัมผัสจับต้อง ฯลฯ
 
ข้อพึงระวังก็คือ เมื่อเราฉวยมาเพียงผลลัพธ์สุดท้ายของแนวคิดใดๆ มาก็ตาม มีโอกาสสูงยิ่งที่เราจะสูญเสียแนวคิดตั้งต้นนั้นไป 
 
เช่นตอนหนึ่งในหนังสือ
 
“…เนื่องในฐานะเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ต่อความมั่งคั่งร่ำรวยในยุคสมัยของริคิว บางครั้งห้องชาซึ่งมีรูปลักษณะของเรือนชาวนาหลังจ้อย และการใช้ภาชนะทั้งหลายที่มิได้ถูกทำขึ้นอย่างประณีตบรรจงของเขา ก็ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการเล่นเป็นหญิงเลี้ยงแกะและรีดนมวัวของพระนางมารี อังตัวเน็ต ผู้ซึ่งแต่งพระองค์ในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่าย สวมหมวกฟาง และอยู่ในกระท่อมชาวนาที่สร้างขึ้นเลียนแบบของจริง ณ มุมหนึ่งของอุทยานพระราชวังแวร์ซายส์ แต่ในความคล้ายคลึงทั้งมวลนั้น การปฏิบัติของริคิวจริงจังกว่ามาก ริคิวมีระเบียบวาระทางสุนทรียะเป็นพื้นฐาน ในขณะที่ความสนใจของพระนางมารี อังตัวเน็ต เป็นความบันเทิงเริงรมย์เชิงนิยายล้วนๆ แต่ทว่าชนกลุ่มใหญ่ที่ดำเนินรอยตามริคิวในยุคหลังนั้น เป็นบรรดาเศรษฐีที่เล่นเป็นคนจนคนยาก กระท่อมชาแบบพื้นบ้านอัน ‘เรียบง่าย’ ของพวกเขาบางหลังสร้างด้วยวัสดุที่ดีเป็นเลิศ และใช้ฝีมือความชำนาญของช่างที่แพงที่สุดในยุคนั้น มีราคาค่างวดสูงกว่าคฤหาสถ์ทั้งหลายเสียอีก...”
 
(หน้า 100)
 
 
จะเห็นว่าการแซะ วะบิ-ซะบิ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แนวคิดไหนเป็นที่นิยมขึ้นมาล้วนถูกแซะทั้งนั้น เอาเข้าจริงก็ไม่แฟร์นักที่เราเหยียดหยามรสนิยมของเศรษฐี เราคงไม่อาจอ้างว่า เป็นคนรสนิยมอย่างนี้ๆ ตั้งแต่เกิด เมื่อเข้าร่วมพิธีชงชา เศรษฐีก็มีโอกาสพบกับศานติในเรือนใจได้เช่นเดียวกับชาวบ้าน แต่ประเด็นก็คือ การอ่านหนังสือแนวคิดทางศิลปะ จะพาให้เราเข้าใจที่มา ก่อนถึงปลายทางที่รูปลักษณ์ภายนอก ส่วนความเข้าใจนั้นจะนำไปสู่อะไรนั้น เราคงไม่รู้หรอก
 
การปะทะของแนวคิดเรื่องความงาม ไม่ต่างอะไรกับแนวคิดทางการเมือง แนวคิดทางสังคม หรือกระทั่งความเชื่อทางศาสนา มันคือการแสดง ‘แนวคิดหนึ่ง’ ที่ไม่อาจเคลมว่าเป็นความจริงสูงสุดหนึ่งเดียว เหมือนสินค้า ที่เราแต่ละคนต้องเลือกหยิบเอาตามรสนิยมและเหตุผลของตัวเอง จุดเริ่มของหนังสือเล่มนี้ คือการสร้างรูปร่างให้กับแนวคิดคลุมเครือ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา (และแน่นอน ตัวผู้เขียนนั้นสมาทานแนวคิดทางความงามแบบนี้)
 
ซึ่งถ้าอ่านแล้วเดินทางถอยกลับเข้าไปในจักรวาลของวะบิ-ซะบิ จากประดาข้าวของที่เรามี ประคองถ้วยชาผิวขรุขระสักใบในอุ้งมือ รับรู้ถึงความอุ่น มองเงาสะท้อน ผิวน้ำที่สั่นไหว... สักวันเราอาจเข้าไปจนถึงรากฐานเชิงอภิปรัชญาของ วะบิ-ซะบิ ที่ว่า
 
“สรรพสิ่งกำลังแปรเปลี่ยน, อย่างถดถอยไปสู่ หรือไม่ก็กำลังวิวัฒน์ไปสู่, ความไม่มีอะไร” 
 
หรือถ้าไม่เวิร์ค จิบมัทฉะเบื่อแล้วจะกินชานมไข่มุกก็ได้ คงไม่มีใครบัญชาให้คุณคว้านท้องหรอก
 
...
 
ข้อมูลหนังสือ
 
หนังสือ: วะบิ-ซะบิ: สำหรับศิลปิน นักออกแบบกวี & นักปรัชญา
ผู้แต่ง: เลนนาร์ด โคเรน
ผู้แปล: กรินทร์ กลิ่นขจร
สำนักพิมพ์: สวนเงินมีมา