x

“ความพยายามมีหลากหลายรูปแบบ เรื่องบางเรื่องต้องพยายามอย่างหนัก แต่เรื่องบางเรื่องอาจไม่ต้องพยายามอะไรเลย และเรื่องบางเรื่องแค่ความพยายามก็ยังไม่พอ ”
 
คุกกี้เสี่ยงทาย, อรอุ๋ง, โอชิ, ลูกพี่, แกรด ไปจนถึง แคปเฌอ - นี่เป็นเพียงศัพท์ไม่กี่คำที่ผมได้ยินผ่านหูจนจำขึ้นใจจากวง BNK48 เพราะถึงแม้เราจะได้ยินเพลง ‘คุกกี้เสี่ยงทาย’ วนเวียนไปมาตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ไปจนถึงออนไลน์ และสื่อโทรทัศน์ แต่เราก็ยังไม่ได้รู้จักความเป็นมาปลีกย่อยของวงนี้อย่างชัดเจนไปมากกว่าการที่พวกเธอเป็น ‘เจ้าของของเพลงนี้’ เลยสักนิด อย่าว่าแต่จะรู้จักใครในวงเลย เอาแค่เรื่องราวของวงก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ารู้เรื่องถูกมั้ย 
 
การมาของสารคดี ‘Girls Don’t Cry’ จึงเป็นหมุดหมายอันดีที่เราจะสละเวลาส่วนหนึ่งได้เข้าไปรู้จัก เข้าใจ และพบเห็นสมาชิก 20 กว่าคนแบบจริงจังเสียที หลังจากตกเป็นทาส earworm เพลงของพวกเธอมาเนิ่นนาน (มันฮิตขนาดไหนคิดดูแล้วกัน)
 
Girls Don’t Cry ของ เต๋อ นวพล ไม่ได้มีเรื่องราวซับซ้อนอะไรมาก มันคือสารคดีที่จับเอาสมาชิกทั้งหมดของ BNK48 มานั่งคุยกับเขาแบบ talking head ถึงเรื่องราว ความรู้สึก และเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาในวงนี้ ตัดสลับกับภาพ วิดีโอ และสื่อนานาประเภท รวมไปถึงข้อความในแบบฉบับของเขาที่เราพอจะเห็นและชาชินกันแล้ว (กระนั้น ความคุ้นเคยเหล่านี้ก็ยังแม่นยำในการทำงานกับเราเสมอ) 
 
สิ่งที่เราตั้งตารอคอยที่จะดูใน Girls Don’t Cry ในสายตาคนนอกที่ไม่ได้ติดตามหรือรับรู้เรื่องราวของ BNK เลย นั่นคือ “วงนี้มันมีอะไรบ้าง? และในอะไรบ้าง มันแตกต่างกับคนอื่นยังไง?”
 
แม้หลายคนอาจจะคุ้นชินกับคำว่า 'เซ็มบัตสึ' แล้ว แต่สำหรับเรามันช่างใหม่เสียเหลือเกิน, เพียงแค่การพูดถึง system หรือระบบต่างๆ ของ BNK48 ในสารคดีก็ทำให้เราตื่นเต้นไม่น้อย แม้มันไม่ใช่อะไรที่หวือหวา โดดเด่น และแปลกแยกแหวกแนวเกินกว่าจะคาดถึง เพราะโดยความเข้าใจแล้ว มันก็คือการแข่งขันของศิลปินที่เกิดขึ้นกับทุกที่ และทุกวงการ เพียงแต่รายละเอียดปลีกย่อยที่ลงตามมานั้น (โดยเฉพาะจากปากของเหล่าสมาชิกสาวๆ) มันเริ่มทำให้อะไรที่ดูธรรมดาในสายตาแรกเห็น มีบางอย่างที่ซุกซ่อนน่าสนใจ
 
BNK48 เกิดจากการคัดเลือกสาวๆ อายุตั้งแต่ 12-22 ปี ที่มีความสามารถในการร้อง เต้น และแสดง มารวมตัวกันเป็นวง แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับช่วงเวลาที่อยู่ในนั้น ระบบของวงที่สาวๆ 30 คนต้องประสบพบเจอนั่นคือ ‘การแข่งขัน’ 
 
ทุกคนอาจจะเป็น BNK ก็จริง แต่จะมี BNK เพียงแค่ครึ่งเดียวที่ได้ก้าวขึ้นมาฉายแสงในฐานะผู้ได้รับคัดเลือกในแต่ละซิงเกิ้ล หรือในชื่อ เซ็มบัตสึ ข้างต้นนั่นเอง ซึ่งนี่คือประเด็นที่ Girls Don’t Cry พยายามจะขุดลึกลงไปให้สุดถึงรากจิตใจและความรู้สึกของสมาชิกว่าคิดเห็นอย่างไร ระบบนี้เกิดอะไรกับขึ้นพวกเธอ รวมไปถึงภาพรวมของวง ไม่ว่าจะกับผู้ที่ได้รับคัดเลือก หรือคนที่เป็นอันเดอร์ก็ตาม (คือคนที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่า 16 อันดับ ซึ่งที่ไม่มีสิทธิ์ได้อยู่ในซิงเกิ้ลนั้นๆ)
 
แล้วอะไรที่ทำให้ได้คัดเลือก? สิ่งนี้โยงใยมายังประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของหนังนั่นคือ ‘ความพยายาม’ แน่ล่ะ ความพยายามเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เป็นเรื่องที่เราทุกคนต่างต้องเคยทำ และไม่น้อยที่จะผิดหวังหรือเสียใจจากความพยายามครั้งนั้น แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความพยายาม สำหรับสมาชิกวง BNK48 เป็นความพยายามในหลายๆ รูปแบบที่เราไม่เคย และคงไม่มีวันประสบพบเจอได้เหมือนพวกเธอแน่ๆ จนทำให้เรานึกถึงประโยคที่ เต๋อ นวพล เคยสัมภาษณ์ไว้ว่า 
 
"มันไม่มีคำว่าเด็กกับผู้ใหญ่อีกแล้ว มันมีคำว่าคนที่เจอประสบการณ์มาก ประสบการณ์น้อย หรือประสบการณ์แบบไหน"
 

 
Girls Don’t Cry พาเราไปเข้าใจชีวิตของการเป็น BNK48 อย่างช้าๆ ไล่ไปตั้งแต่การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม การฝึกฝน และเรียนรู้ชีวิตที่แตกต่าง นั่นก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน (จนเอาเข้าจริง การยังทนอยู่ใน BNK สำหรับนี่คือความพยายามเหมือนกันนะ) แต่นั่นยังไม่หนักหนาเท่าช่วงเวลาหลังจากนั้นที่พวกเธอต้องลงสู่สนามจริง นั่นคือ การออกซิงเกิ้ล การสร้างแบรนด์ตัวเองให้เป็นที่น่าจดจำ ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook, Instagram ไปจนถึงอื่นๆ 
 
ทุกอย่างล้วนเป็นหน้าที่ ล้วนเป็นสิ่งที่เธอต้องพยายามเพื่อที่จะฝ่าฟันและก้าวสู่จุดสำเร็จของ "เซ็มบัตสึ" ให้ได้ (พาร์ทนี้เป็นพาร์ทที่เราชอบสุดๆตอนดูเลย โดยเฉพาะคนทำเพจแบบเรายิ่งตะลึงไปใหญ่) และแน่นอนว่าการจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น มนุษย์ทุกคนล้วนต้องสละทิ้งบางอย่างไปเช่นเดียวกัน
 
ในขณะที่สารคดีจับจ้องสิ่งที่พวกเธอได้จากการเข้ามาในวงนี้ ขณะเดียวกัน มันก็ไม่ได้ละเลยที่พาเราไปสำรวจบาดแผลและความทุกข์ทนที่ทุกคนต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
 
เราจะได้รู้ว่าสมาชิกทุกคนของ BNK48 ต้องสูญเสียอะไรไปบ้างเพื่อที่จะก้าวมาในวงนี้ ตั้งแต่ การละทิ้งการเรียนตั้งแต่เข้าวง การเลิกกับแฟนเพื่อทำตามความฝัน ไปจนถึงส่วนสำคัญที่สุดนั่นคือ ‘ตัวตนของตัวเอง’ เราจะยอมเสียความเป็นตัวของตัวเองเพื่อความก้าวหน้าทางการงานหรือไม่ เพื่อแฟนคลับ เพื่อกระแส เพื่อการได้ออกซิงเกิ้ล เราจะยอมสละมันทิ้งไปจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งนี่เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจไม่น้อย
 
จริงๆ มันยังมีประเด็นอีกเพียบ ที่พูดมาเหมือนจะเยอะแต่จริงๆ ตามรายทางยังมีดีเทลน่าสนใจ และชวนพูดถึงอีกมาก ตั้งแต่ความขัดแย้งภายในวง, การแบ่งชนชั้นอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้, การเป็นคนที่ถูกลืม ไปจนถึงการตั้งคำถามกับวง กับระบบ กับสังคม และสิ่งต่างๆที่พวกเธออึดอัดและสงสัย มันเต็มไปด้วยข้อความที่มีสตอรี่แตกแขนงออกไปหมด แต่กระนั้น ทั้งหมดก็เดินทางมาบรรจบลงด้วยคำว่า ‘ความพยายาม’ อยู่ดี
 
“คำว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายใครสักคนที่ตั้งใจ"
 
ประโยคส่วนหนึ่งจากบทเพลง ‘Shonichi วันแรก’ ดูจะย้อนแย้งกับความรู้สึกของพวกเธออยู่ไม่น้อย และทำร้ายความรู้สึกของเราตอนดูเช่นเดียวกัน ทุกๆ ครั้งที่หนังฉายภาพหน้าสมาชิกในระดับใกล้ชิด มันไม่เพียงแต่จะถูกบอกเล่าผ่านคำพูดและน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเท่านั้น สายตา สีหน้า ไปจนถึงน้ำตา มันก็แสดงออกได้อย่างชัดเจนถึงแรงกดดันและความเจ็บปวด ที่ดูยิ่งไปทำไหร่ยิ่งทำให้รู้สึกว่าความพยายามอาจไม่ได้นำมาซึ่งความสุข มันมีความเสียใจ มีความเจ็บปวด แต่เราทุกคนก็ยังต่อสู้ ฟันฝ่า เพื่อที่จะได้มาซึ่งความสำเร็จเหล่านั้นให้ได้
.
สืบเนื่องจากประโยคต้นบทความ สำหรับเรามันคือส่วนสำคัญที่สุดและสั่นสะเทือนมายังใจเราที่สุด เพราะไม่ว่าจะใน BNK หรือโลกภายนอก เราต่างต้องได้พบเจอกับความพยายามหลากหลายรูปแบบที่เกิดขึ้นทั้งจากตัวเราเอง และคนอื่นๆ 
 
สิ่งสำคัญในเรื่องของความพยายามนั่นคือ บางครั้งคนเราไม่ต้องพยายาม และหลายครั้งแค่ความพยายามก็ไม่เพียงพอ มันไม่เสมอไปหรอกที่การพยายามอย่างหนักจะนำมาซึ่งการประสบความสำเร็จ มันมีผลลัพธ์ที่แตกต่างมากมายไปกว่านั้น ซึ่งใน Girls Don’t Cry ก็พยายามขยายส่วนนี้ให้เราได้เห็นชัดเจนที่สุดเท่าที่จะสัมผัสได้
 
จริงๆ การเปรียบเทียบหรือเห็นตัวเองเป็นใครคนหนึ่งใน BNK48 ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน เพราะทุกคนต่างมีสตอรี่ที่แตกต่างกัน มีปัญหาที่ต้องรับมือไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าคนที่พ่ายแพ้จะต้องเจ็บปวดอยู่ฝ่ายเดียว เพราะไม่สำคัญว่าเราจะเป็นอันเดอร์ หรือเป็นที่สุดของตัวท็อป ความพยายามก็ทำร้ายเราทุกๆคนเสมออยู่ดี - นี่คือสิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าแท้จริงว่า ‘มันคือ fact’ ในแบบที่ปฏิเสธไม่ได้
 
เห็นที่พูดมาจะเคร่งเครียดสุดขีดขั้นสุด แต่จริงๆแล้ว Girls Don’t Cry ปะปนไปด้วยอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเพราะน้องๆ สมาชิกวง หรือวิธีการลำดับเรื่องของ เต๋อ นวพล ที่ยังคงสไตล์เดิมของเขาเอาไว้ได้ดี นั่นจึงทำให้บรรยากาศของเรื่องไม่ได้ดิ่งลงสู่ด้านมืด (ความดาร์ก) เสียตลอดเวลา 
 
มันยังพอจะมีรอยยิ้มและความหวังผสมไปด้วยเช่นเดียวกัน เฉกเช่น นักฝันอย่างเราๆ ทุกคนนั่นแหละ แม้เอาเข้าจริงเราจะเป็นส่วนที่ขำ "หึๆ" ไปจนถึงขำไม่ออกก็ตาม (ด้วยสภาพการความกดดัน และสารที่น้องๆส่งออกมา มันตลกก็จริง แต่มันปะปนความเศร้าจนเราไม่ชวนหัวไปกับมันได้) 
.
สำหรับเรา Girls Don’t Cry เป็นเหมือนการจดบันทึกบทสนทนาของวัยรุ่นสาวในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ช่วงเวลาที่พวกเธอก้าวสู่จุดที่พีคที่สุดไม่ว่าจะในด้านอะไรก็ตาม มันคือความอัดอั้นตันใจในตลอดหลายเดือน ปี หรือแม้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก 
 
ทุกคนมีเรื่องที่แตกต่างกัน มีมุมมองที่ไม่เหมือนกัน และในเวลานั้นพวกเธอได้บันทึกสิ่งที่รู้สึกอย่างสัตย์จริงออกมาเป็นคำพูดที่จริงใจที่สุด และไม่สำคัญว่าคำพูดนั้นจะเป็นจริงเสมอไป หรือแปรเปลี่ยนในสักวันหนึ่ง เพราะไม่ว่ายังไงมันก็ไม่อาจทำลาย ‘ความพยายาม’ ที่ถูกบันทึกภาพผ่าน ‘หยดน้ำตา’ ของพวกเธอได้อยู่ดี ซึ่งไม่ว่าท้ายสุดจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม มันก็คือน้ำตาที่เป็นหลักฐานประสบการณ์สุดแสนทรหดอันเป็นดั่งการก้าวข้ามผ่านพ้นวัยครั้งใหญ่ที่สุดของพวกเธอได้ดี 
 
นั่นคือการก้าวเท้าเข้าสู่ชีวิตใหม่ในวง “BNK48” นั่นเอง