x

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกตัวเก่งของลิเวอร์พูล ไม่เพียงเป็นขวัญใจของชาวหงส์แดงหรือชาวอียิปต์เท่านั้น เขายังได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากในโลกอาหรับ 
 
เหตุโชคร้ายของเขาในเกมยูฟาแชมเปียนส์ลีกนัดชิงชนะเลิศจากการแย่งการครอบครองบอลกับเซร์คิโอ รามอส กองหลังกัปตันทีมรีลมาดริด จนทำให้เขาต้องออกจากการแข่งขันจึงยังเป็นที่กล่าวถึงอยู่บ่อยครั้งในฝั่งตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ก็มีกรณีของนักเทศน์ชาวอิรักออกมาบอกว่า อาการบาดเจ็บของเขาเป็นการลงโทษของพระเจ้าเพราะเขาออกจากศีลอดก่อนกำหนด
 
ล่าสุดมีรายงานว่า มหาวิทยาลัยแห่งดามัสกัสในซีเรียได้ออกข้อสอบสำหรับนักศึกษากฎหมายโดยใช้กรณีการปะทะกันระหว่างเขากับรามอสเป็นอุทาหรณ์ด้วยคำถามว่า
 
“เซร์คิโอ รามอสทำให้โมฮัมเหม็ด ซาลาห์บาดเจ็บ ในเกมแชมเปียนส์ลีก 2018 นัดชิงชนะเลิศ โดยปกติ รามอสจะไม่ตกอยู่ในความรับผิดตามกฎหมายอาญาด้วยเงื่อนไขสี่ประการซึ่งทำให้การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ จงบอกเงื่อนไขดังกล่าว” (BBC)
 
ในทางกฎหมาย กีฬาที่มีการปะทะกันผู้เล่นไม่ต้องรับผิดทางอาญาจากอาการบาดเจ็บของคู่แข่งโดยเฉพาะในกีฬาที่มีการเผชิญหน้ากันโดยตรงเช่นกีฬาจำพวกศิลปะการป้องกันตัวชนิดต่างๆ นั้นเหตุผลสำคัญอยู่ที่ “ความยินยอม” ซึ่งก็เป็นหลักการเดียวกันกับการรักษาด้วยการผ่าตัด หมอเอามีดไปกรีดตัวคนไข้ให้ได้รับบาดเจ็บแต่ไม่ผิดฐานทำร้ายร่างกายก็เพราะคนไข้ให้การยินยอมในการรักษา
 
กีฬาอย่างมวย นักมวยจะชนะได้ก็ด้วยการทำให้คู่ต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ไม่มีนักมวยคนไหนต้องมารับผิดชอบกรณีคู่แข่งบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็เพราะความยินยอม
 
แต่ในการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากๆ บางประเทศก็มีการออกกฎหมายห้ามชัดเจนไปเลย คือต่อให้ผู้แข่งขันทุกฝ่ายยินยอม ทางการก็สามารถเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ เช่น มวยสากาลอาชีพบางประเทศก็ยังแบนการแข่งขันอยู่ หากใครฝ่าฝืนจัดการแข่งขันก็อาจต้องรับโทษทางอาญาได้
 
ส่วนในกีฬาที่ไม่ใช่กีฬาต่อสู้แต่มีการปะทะกันอย่าง “ฟุตบอล” นั้น ภายใต้หลักความยินยอม หากผู้เล่นมีการถูกเนื้อต้องตัวกันแต่อยู่ในกรอบของกติกาและธรรมเนียมการแข่งขันแม้จะทำให้คู่แข่งได้รับบาดเจ็บก็ไม่ต้องรับโทษทางอาญา  
 
กรณีที่ผู้เล่นจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อ ผู้เล่นฝ่ายหนึ่ง “จงใจ” เล่นนอกกติกาและมี “เจตนา” ทำให้ผู้เล่นอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ
 
ในเคสของรามอสกับซาลาห์เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันว่า รามอสมีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายซาลาห์หรือไม่ หากไม่มีเจตนาก็เอาผิดทางอาญาไม่ได้ 
 
ส่วนความรับผิดในทางแพ่งหากพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของรามอสเข้าลักษณะเป็นการประมาทเลินเล่อ คือไม่รู้จักระมัดระวังตามสมควรแก่หน้าที่ในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ เขาก็อาจต้องรับผิดชอบด้วยการจ่ายค่าเสียหาย
 
เคสตัวอย่างของการปะทะที่เข้าลักษณะผิดกฎหมายในเกมฟุตบอลสหราชอาณาจักรก็คือกรณีของ คันแคน เฟอร์กูสัน ตำนานศูนย์หน้าของเอฟเวอร์ตัน ซึ่งจงใจทำร้ายร่างกายของคู่แข่งสมัยยังเล่นให้กับกลาสโกว์แรนเจอร์ เมื่อปี 1994 ด้วยการเอาหัวโขก จอห์น แม็คสเตย์ ของเรธโรเวอร์ ระหว่างเกม ทำให้เขาถูกข้อหาจงใจทำร้ายร่างกายและถูกพิพากษาให้รับโทษจำคุกเป็นเวลา 3 เดือน เขาตัดสินใจออกจากทีมและย้ายมาอยู่เอฟเวอร์ตันระหว่างการประกันตัว แต่สุดท้ายศาลฎีกาก็พิพากษายืนทำให้เขาต้องติดคุกจริงๆ เมื่อเขาย้ายมาอยู่กับเอฟเวอร์ตันแล้ว
 
อีกเคสที่เกือบได้กลายเป็นคดีตัวอย่างจากการจงใจทำให้คู่ต่อสู้เหตุบาดเจ็บในเกมฟุตบอลก็คือกรณีของอัล์ฟ อิงเก ฮาร์แลนด์ ของแมนเชสเตอร์ซิตีที่ถูกรอย คีนของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใช้เท้ายันไปที่หัวเข่าอย่างรุนแรงในเกมที่โอลด์แทรฟฟอร์ดเมื่อปี 2001 ซึ่งทำให้คีนโดนใบแดงไปในเกมนั้น ขณะที่ฮาร์แลนด์ต้องรีไทร์ในราวสองปีต่อมาเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าซึ่งทำให้เขาไม่อาจยืนระยะในการเล่นฟุตบอลเต็มเวลาได้ 
 
ตอนแรกคีนก็แค่โดนโทษแบน 3 นัด กับโทษปรับ 5 พันปอนด์ จากใบแดงไปตามระเบียบ แต่ปีต่อมาคีนไปเผยในอัตชีวประวัติของเขาว่าการถีบคราวนั้นเป็นการจงใจเพื่อเอาคืนจากการปะทะกันตั้งแต่สมัยที่ฮาร์แลนด์ให้กับลีดส์ราวสามปีก่อนหน้าทางเอฟเอจึงต้องรื้อคดีขึ้นมาอีกรอบและสั่งลงโทษแบนคีนเพิ่มเติมอีก 5 นัด และปรับอีก 1.5 แสนปอนด์ พร้อมกับทำให้ฝั่งฮาร์แลนด์และแมนซิตีมองหาลู่ทางที่จะนำคดีเข้าสู่ชั้นศาล แต่ตอนหลังทางฮาร์แลนด์ยอมรับว่าปัญหาหัวเข่าของเขาเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ก่อนการปะทะกับคีนแล้วสุดท้ายเลยไม่ได้มีการดำเนินคดีต่อ