x

ภาพประกอบ: ตอนหนึ่งของวิดีโอ Seven Sins of India เผยแพร่ทาง New China TV ช่องยูทูบของสำนักข่าวซินหัว 
 
นักวิจารณ์ชี้ โฆษณาชวนเชื่อของจีนขาดความคงเส้นคงวา ทำให้ไม่รู้ว่า เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลคืออะไรแน่ และส่งผลต่อความเชื่อถือของรัฐบาลเอง
 
Chauncey Jung คอลัมนิสต์ของ South China Morning Post กล่าวถึงปัญหาการขาดความสืบเนื่องและสอดคล้องกันของโฆษณาชวนเชื่อของจีน ตั้งแต่การสร้างภาพลักษณ์ให้ สี จิ้นผิง ที่ตอนแรกสื่อว่าเป็นคนกันเอง ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย เอาใจใส่ประชาชน ใช้คำเรียกอย่างเป็นกันเองว่า “ลุงสี” (Xi Dada) แต่ตอนหลังเริ่มมีการเชิดชูว่าเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง ยิ่งใหญ่เทียบเท่าเหมา เจ๋อตุง นำไปสู่ลัทธิเชิดชูบุคคล และกลายเป็นผู้นำที่ไม่อาจตั้งข้อสงสัยได้
 
Jung บอกว่า การเปลี่ยนทิศทางการนำเสนอภาพลักษณ์ของสี ทำให้ฝ่ายควบคุมสื่อต้องตามลบโฆษณาชวนเชื่อเก่าๆ ทิ้ง แต่สำหรับกลุ่มคนจีนมีการศึกษาและตามติดสถานการณ์โลก วิธีการแบบนี้เริ่มใช้ไม่ได้ผล และทำให้ผู้คนเห็นถึงความย้อนแย้ง และตั้งข้อสงสัยในความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
 
โฆษณาชวนเชื่อที่มีเป้าหมายผู้ชมเป็นคนต่างชาติก็เช่นกัน การโปรโมต “China Dream” หรือการกำเนิดใหม่ของประเทศบนความมั่นใจในตัวเอง 4 ประการ (ศรัทธาในระบบ, เส้นทาง, ทฤษฎี และวัฒนธรรม ของตัวเอง) ซึ่งเป็นการต่อต้านค่านิยมตะวันตก และกล้าที่จะแสดงออกอย่างไม่เกรงกลัว โดยมีเป้าหมายสองประการคือ เพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงความเป็นจีนยุคใหม่ที่เข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียว และเป็นเครื่องมือแสดงออกถึงความมั่นใจของรัฐบาลด้วยการเล่นงานรัฐบาลอื่นๆ ที่มีข้อโต้แย้งด้วย
 
ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นอย่างไร แต่วิธีการถือว่ามีปัญหา Jung บอกว่า ในช่วงที่จีนกับอินเดียมีปัญหาเรื่องชายแดน สื่อของรัฐเลือกที่จะเผยแพร่วิดีโออย่างเรื่อง Seven Sins of India (บาป 7 ประการของอินเดีย) ซึ่งมีลักษณะเหยียดเชื้อชาติ ใช้ภาษาที่ไม่ให้เกียรติผู้อื่น มีแต่จะสร้างภาพลบให้กับรัฐบาลเอง 
 
 
แผนโฆษณาชวนเชื่อเพื่อรับมือกับสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ของจีนก็กลับไปกลับมาระหว่างการข่มขู่ที่จะเอากันให้ถึงที่สุดและยุติการครอบงำของสหรัฐฯ กับการบอกว่าจะให้ความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์โดยรวมของสังคมโลก ทำให้คนทั่วโลกงงว่าจีนจะเอายังไงกันแน่
 
Jung ชี้ว่า จีนไม่เข้าใจระบบการทำงานของสื่อในโลกเสรี ซึ่งต่างจากจีนที่สามารถควบคุมอินเตอร์เน็ตได้อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อจีนปล่อยข้อมูลที่กลับไปกลับมาคนก็สามารถสืบค้นเจอได้ง่ายๆ ถึงการไม่คงเส้นคงวาของจีน 
 
“จีนจ่ายเงินเป็นหมื่นๆ ล้านดอลลาร์เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศจะมีภาพลักษณ์ในเชิงบวก แต่ถ้าจีนไม่ยอมอัพเดตวิธีการประชาสัมพันธ์ มันคงเป็นเรื่องยากที่ประเทศจะไปถึงเป้าหมายที่จะให้โลกเห็นสิ่งอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการกระทำอื่นๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
 
“ปัญหาก็คือ จีนไม่เชื่อในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ กลับกันคณะปกครองเลือกที่จะเดิมพันด้วยการปิดปาก และข่มขู่ใครก็ตามที่อยากจะพูด” Jung กล่าว