ไอเดียของผู้นำไทยเป็นที่เลื่องลือมานานแล้ว เมื่อถึงคราหลายพื้นที่มีปัญหาการบริหารจัดการน้ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีก็เอ่ยถึงการสนับสนุนอาชีพเสริมอย่าง “ประมงพื้นบ้าน” ไปจนถึง “ห้องเย็น” ที่จะนำมาช่วยกักเก็บปลา แต่คำถามคือไอเดียนี้ได้ผลดีหรือไม่อย่างไร นอกเหนือจากกรณีตัวอย่างในบางพื้นที่
 
นับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สถานการณ์น้ำหลายพื้นที่เริ่มน่าเป็นห่วง จนช่วงต้นเดือนสิงหาคม ระดับน้ำในเขื่อนแก่งกระจานสูงจนต้องหาทางออก ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องเริ่มเร่งหาทางบริหารจัดการคลี่คลายสถานการณ์ เช่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเตรียมตรวจงาน และเผยถึงแนวทางแก้ปัญหาอุทกภัยที่มีแนวโน้มน่าเป็นห่วง
 
ผู้นำฝ่ายบริหารของประเทศไทยระบุแนวทางแก้ปัญหาหลายข้อที่สั่งการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขุดขยายเส้นทางน้ำตามธรรมชาติ, แนวทางการชดเชยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และที่ถูกพูดถึงมากคือแนวคิด “สนับสนุนอาชีพเสริมให้ประชาชน” ด้วยการทำ “ประมงพื้นบ้าน” 
 
พล.อ.ประยุทธ์ ระบุถึง อาชีพเสริมนี้ในช่วงที่ทำนาไม่ได้โดยอ้างอิงถึงพื้นที่ที่เคยมีข่าวจับปลาระหว่างน้ำท่วมในช่วงก่อนหน้านี้อย่างอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และจ.พระนครศรีอยุธยา
 
“วันนี้ปลาเยอะแยะ วันนี้ก็มีขอห้องเย็นมาอีกเพื่อจะเก็บปลาที่มีจำนวนมาก เป็นรายได้เสริมขึ้นมาในช่วงตอนที่ทำนาไม่ได้ รัฐบาลต้องคิดได้ในทุกมิติ” 
 
 
ต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่าบริบทที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดถึงอาชีพเสริมเรื่องประมงพื้นบ้านคือช่วงที่กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการน้ำโดยรวมในช่วงที่มีหลายพื้นที่มีปัญหาระดับน้ำสูงและต้องเร่งระบาย แต่ไม่ได้หมายความถึงพื้นที่เพชรบุรีโดยตรง
 
เทียบเคียงเรื่อง "ประมงช่วงน้ำท่วม"
 
กระแสในบริบทเรื่องการทำประมงในช่วงน้ำท่วมจากวาทะของบิ๊กตู่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เดือนพฤศจิกายน 2560 ซึ่งมีปัญหาบริหารจัดการน้ำเช่นกัน พล.อ.ประยุทธ์ เคยต้องชี้แจงเรื่องแนวคิดการทำประมงในช่วงน้ำท่วมผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2560 
 
“เรื่องของการทำประมง ผมคงไม่บอกให้ทางประมงในระหว่างน้ำท่วม ผมพูดหมายความว่า ถ้าน้ำท่วมที่ปลูกพืช หลังจากนั้นปลูกพืชไม่ได้ น้ำมันท่วมอยู่ ต้องหาวิธีการ เช่น ปล่อยน้ำเข้าทุ่ง ทั้งนี้ เราก็ปล่อยปลาไปด้วย ในช่วงที่น้ำยังขังอยู่ ปลาก็โตขึ้นเรื่อยๆ ก็ใช้บริโภค ขายบ้าง 
 
นี่คือเรื่องประมงที่ผมพูด ไม่ได้หมายความว่าจะให้ทำประมงแล้วน้ำท่วมประมงหมดอะไรทำนองนี้ บิดเบือนทุกอัน ผมรับไม่ค่อยได้ พยายามทำความเข้าใจหน่อย ผมก็บอกว่าคิดดูก็แล้วกัน 
 
ครั้งนี้ก็มีการปล่อยปลาในทุ่ง 12 ทุ่ง ภาคกลาง ทุ่งเจ้าพระยา หลายจังหวัดเสียสละกันมาผมก็ให้ปล่อยลงไป ก็พยายามจะทำให้มันมีความแข็งแรงของพันธุ์ปลาที่ลงไป แล้วทุกคนก็หาปลามาอย่างน้อยก็บริโภคได้ ถ้ามันเหลือก็ขาย ประมงของผมเป็นแบบนี้...” (ผู้จัดการ, 2560)
 
บางระกำ พิษณุโลก? 
 
ตัวอย่างที่พูดถึงอย่างอ.บางระกำ จ.พิษณุโลก เมื่อสืบค้นข้อมูลพบว่าเดือนตุลาคม ปี 2560  “พิษณุโลกนิวส์” สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งต้องเสียสละพื้นที่การเกษตรสำหรับกักน้ำที่ไหลหลากจากภาคเหนือผ่านสุโขทัยเข้ามา ช่วยให้ชาวบ้านบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างไม่ต้องถูกน้ำท่วมหนัก ระหว่างน้ำท่วมชาวบ้านออกหาปลาได้จำนวนมาก
 
ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งต้องกักเก็บน้ำมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฏาคม 2560 จนถึงช่วงเดือนตุลาคมต้องปรับตัวมาสู่วิถีชาวประมง หาปลาเพื่อจำหน่ายให้รถเร่ตระเวนรับซื้อถึงที่พัก จากที่พื้นที่หน่วงน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากมีปลาจำนวนมาก ชาวบ้านไปหาปลาตามท้องทุ่ง ปลาที่ได้มีทั้งเก็บไว้เป็นอาหาร นำไปจำหน่าย ส่วนปลากระดี่ที่นำไปทำเป็นปลาร้าก็จะเก็บไว้ให้ได้จำนวนหนึ่งก่อนขายให้พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อถึงถิ่น
 
ถ้าเทียบกับบริบทของแนวทางครั้งล่าสุดกับบริบทที่ยกตัวอย่างถึงอ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ประกอบกับคำชี้แจงที่เคยพูดถึงแนวทาง “ประมงเป็นอาชีพเสริม” เมื่อเดือนพ.ย. 2560 รูปแบบของการส่งเสริมประมงพื้นบ้านในช่วงน้ำท่วมคือการหาปลาในท้องทุ่ง ไอเดียคือระหว่างที่น้ำท่วมพื้นที่ปลูกพืช หากใช้วิธีแก้ไขอย่างปล่อยน้ำเข้าทุ่ง ก็ให้ปล่อยปลาเข้าไปด้วย ในช่วงที่น้ำยังขังอยู่ (หลายเดือน) ปลาที่อยู่ในทุ่งก็เติบโตและสามารถจับใช้บริโภคหรือขายได้ 
 
ขณะที่แนวทางการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่น้ำท่วมเป็นประจำซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "บางระกำโมเดล" ก็มีพูดถึงการพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งต้องรับน้ำในฤดูกาลน้ำท่วม เมื่อถึงฤดูแล้งก็จะมีจัดสรรน้ำมาให้  พื้นที่ในบางระกำโมเดลยังมีแบ่งช่วงทำนาระหว่างธ.ค.-ก.ค. และช่วงที่น้ำท่วมเดือนส.ค.-พ.ย. จะทำประมง 
 
สมมติฐานข้างต้นที่ได้จากการเปรียบเทียบโมเดลต้นแบบที่พูดถึง และการชี้แจงในประเด็นเดียวกัน ทำให้เห็นว่ามีแนวโน้มว่ารูปแบบ “ประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพเสริมในช่วงน้ำท่วม” จากการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดอาจอยู่ในลักษณะนี้ 
 
ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
 
นายวิศรุต อ่วมกลัด กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและแปรรูปบ้านอบทม ให้สัมภาษณ์แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้เรื่อง “ประมงพื้นบ้าน” ในพื้นที่น้ำท่วมขัง โดยอธิบายว่า การพูดถึงปลาในช่วงน้ำท่วมมี 2 ลักษณะคือปลาที่แตกจากบ่อซึ่งมากับน้ำ และปลาตามธรรมชาติ
 
กรณีน้ำท่วมไม่นาน ปลาตามธรรมชาติไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้ เท่ากับว่าไม่มีปลาให้จับในระยะยาว 
 
กรณีนำ้ท่วมขังตามธรรมชาตินานหลายเดือน การปล่อยปลาลงไปเพื่อทำ “ประมง” ถือว่ามีความเป็นไปได้หากน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือนขึ้นไป ในทางปฏิบัติแล้ว มีปัจจัยที่ควรพูดถึง 2 อย่าง
 
อย่างแรกคือสภาพน้ำซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพปลา น้ำท่วมขังในบางพื้นที่มีหญ้าหรือฟางปนซึ่งเสี่ยงต่อน้ำเน่าเสีย ปลาบางชนิดไม่สามารถอยู่ในน้ำเสียก็ตาย
 
อย่างที่สองคือพันธุ์ปลา ปลาบางชนิดสามารถอยู่ในน้ำคุณภาพไม่ดีได้ เช่น ปลาหมอ หรือปลากระดี่ที่มักพอพบเห็นว่าขึ้นมาหายใจเหนือน้ำได้ 
 
“อีกเรื่องที่น่าพูดถึงคือ หลักการตลาด เป็นที่รู้กันว่าฤดูที่น้ำมามาก ปลาจะถูก เพราะคนที่เลี้ยงในบ่อต้องรีบจับหนีน้ำ ปลาในธรรมชาติเจริญเติบโต คนก็จับมาขายเยอะขึ้น ปัจจัยราคาก็ไม่ได้ดีมาก ไม่เหมือนเลี้ยงปกติ อย่าไปมองว่าน้ำท่วมแล้วมา ‘เลี้ยงปลา’กัน” 
 
ประเด็นเรื่องปัจจัยการตลาดสอดคล้องกับรายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นซึ่งเล่าข้อมูลรายได้ของชาวบ้านที่จับปลาในช่วงน้ำท่วมว่ารายได้ไม่แน่นอน มากบ้าง น้อยบ้าง 
 
ด้านนายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย แสดงความคิดเห็นว่า การจับปลาในพื้นที่ที่น้ำท่วมหลายเดือนในบางพื้นที่อย่างภาคเหนือ (บางหน่วยงานเคยจัดให้พิษณุโลกอยู่ในภาคเหนือตอนล่าง) มีความเป็นไปได้บ้าง เพราะมีเวลาให้ปลาเติบโต แต่ถ้าพูดถึงทำประมงพื้นบ้านในยามน้ำท่วมกรณีของเพชรบุรีไม่ควรทำ เพราะพื้นที่นี้ควรระบายน้ำลงทะเลมากกว่า 
 
สำหรับรายได้จากการขายขึ้นอยู่กับชนิดปลาที่จับได้ ขณะที่การใช้ห้องเย็นจะเกิดขึ้นในกรณีที่จับปลาได้จำนวนมากและสามารถใส่ปลากับน้ำแข็งไปแช่ได้ แต่ส่วนใหญ่ปลาที่จับสามารถไปขายในตลาดได้ในวันต่อวันอยู่แล้วหากไม่ได้เป็นการประมงขนาดใหญ่ 
 
คำถามเชิงทีเล่นทีจริงคือ สำหรับพื้นที่น้ำท่วมหนัก-นาน(พอจะใช้จับปลา) ห้องเย็นหรือตู้แช่จะไปตั้งไว้ที่ไหนให้ปลอดภัย เข้าถึง และที่สำคัญที่สุดคือใช้งานสะดวก