x

หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีข่าวเกี่ยวกับการ “ละเมิดลิขสิทธิ์” ออกมาอย่างเผ็ดร้อน ไม่ว่าจะเป็นทั้งกรณี ค่ายเพลงกับอดีตต้นสังกัด หรือกรณี ศิลปินถูกกล่าวหาว่าลอกเพลงจากศิลปินต่างประเทศวงหนึ่ง
 
 ลิขสิทธิ์ เป็นทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายลิขสิทธิ์โดยพื้นฐาน มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้สร้างสรรค์ผลงาน มิให้ถูกละเมิดจากผู้ใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะผู้แสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ทั้งหลาย
 ลิขสิทธิ์ดนตรีหรือลิขสิทธิ์เพลง ก็คือทรัพย์สินทางปัญญาของนักประพันธ์เพลงคนนั้นๆ ซึ่งทุกวันนี้ ในบ้านเรา มีบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ดนตรีอยู่ 32 แห่ง ที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดเก็บรายได้ให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงาน 
 
 ดูเผินๆ น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่เอาเข้าจริงๆ กำลังกลายเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกที อย่างที่ได้ยินได้ฟังเป็นข่าวกันนั่นแหละครับ การที่มีมือปืน (ตัวแทนผู้จัดเก็บลิขสิทธิ์) ออกไปจับร้านค้า หรือคาราโอเกะทั้งหลาย ที่เปิดเพลงของบริษัทนั้นบริษัทนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยที่ก่อนจับก็จะมีการล่อซื้อเสียก่อน ด้วยการขอให้เปิดเพลงนั้นเพลงนี้ เป็นต้น
 
และล่าสุดกับการที่ศิลปินดัง ถูกค่ายเพลงเจ้าของลิขสิทธิ์ จากอดีตต้นสังกัดที่เคยทำงานด้วยแจ้งความคดีละเมิดลิขสิทธิ์ แม้ว่าศิลปินที่เป็นเจ้าของเพลงเอาเพลงไปเล่นโดยไม่ได้อยู่ใต้สังกัดเดิมแล้วก็ตาม (อ่านต่อได้ที่ : ถอดระบบค่ายเก็บรายได้ศิลปินด้วย 'สัญญา' เมื่อ 'บิ๊กแอส' โดนคดีลิขสิทธิ์แม้เล่นเพลงตัวเอง)
 
 
 เพราะต่างคนต่างเก็บกันถึง 32 บริษัท ผู้ประกอบการคงได้แต่มึนงง เพราะไม่รู้จะต้องจ่ายไปถึงไหน เพลงเป็นเรื่องของความสวยงาม แต่ลิขสิทธิ์เพลงในบ้านเรา กลับไม่ใช่เรื่องสวยงามเสียแล้ว เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ช่องทางหารายได้ เป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ไร้หัวจิตหัวใจ และพลอยทำให้ทุกฝ่ายหวาดกลัวค่าลิขสิทธิ์ขึ้นสมอง
 
 อย่าว่าแต่ร้านค้า ร้านกาแฟ หรือ คาราโอเกะเลย แม้กระทั่งนักดนตรีด้วยกันก็ยังไม่วายสับสนกับเรื่องค่าลิขสิทธิ์ที่ว่านี้ จะร้องจะเล่นแต่ละครั้งก็ยังหวั่นๆ อดีตศิลปินแกรมมี่อาร์เอสจะเอาเพลงอดีตค่ายเพลงมาร้อง ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะดูยังไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนในการเรียกเก็บนัก
 
 เพราะความไม่ชัดเจนในหลักการการจัดเก็บ ตลอดจนถึงบ่อยครั้งที่เป็นการเรียกเก็บอย่างไม่เป็นธรรมนั่นเอง ทำให้ระบบเก็บลิขสิทธิ์ ซึ่งโดยกลไกของมัน ควรมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์ หรือการใช้งานดนตรีกรรมอย่างกว้างขวาง กลับกลายมาเป็นอุปสรรคในตัวเองไปแล้ว !
 
 ตอนนี้ใครคิดจะร้องเพลงในคอนเสิร์ตไหน ก็ต้องกังวลหรือประหวั่นพรั่นพรึงว่า จะถูกเจ้าของลิขสิทธิ์เรียกเก็บมากน้อยเท่าใด บ่อยครั้งเป็นการเรียกเก็บตามอำเภอใจ หากชอบใจ ก็ให้ใช้ฟรีๆ ก็มี แต่หากไม่ถูกโรค ไม่ถูกหน้ากัน ก็เรียกเสียแพงหูฉี่ จนสู้ไม่ไหว
 
 ข่าววงในลือกันแซ่ดว่า ค่ายเพลงเดิม เรียกเก็บค่าเพลง จาก บุรินทร์ กรู้ฟไรเดอร์ ในคอนเสิร์ตหนึ่งเป็นเงินสามแสนกว่าบาท ! ตามหลักการสากล การใช้เพลงเพื่อเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ เช่น เล่นคอนเสิร์ต พึงต้องจ่ายค่า Public Performance หรือการที่สถานีวิทยุโทรทัศน์ นำไปใช้ ก็พึงต้องจ่ายค่า boardcasting หรือ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือร้านอะไรก็ตาม เอาเพลงไปเปิด ก็พึงต้องจ่ายทั้งนั้น
 
 
 แต่ปัญหาคือ จะจ่ายเท่าใด จึงจะเป็นธรรม ทั้งต่อตัวเจ้าของผลงาน และต่อตัวผู้ใช้งาน นั่นเป็นเรื่องที่ยังไม่มีความชัดแจ้ง หรือถึงมีความชัดแจ้ง แต่ก็ยังมีความคลุมเครือ ไม่มีมาตรฐาน หรือมีการเลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของแวดวงผู้เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ (ซึ่งส่วนมากมิใช่นักแต่งเพลงหรือศิลปิน) เพราะเม็ดเงินยิ่งมาก ก็ยิ่งเป็นผลงานของผู้บริหารจัดการคนนั้นๆ
 
 ปัจจุบัน ในคอนเสิร์ตหนึ่งๆ บริษัทจัดเก็บอย่าง MPC มีอัตราการเรียกเก็บ ทั้งในแบบเหมาจ่าย เพลงละ 2 หมื่นบาท หากเล่น 24 เพลง ก็ต้องจ่ายสี่แสนแปดหมื่นบาท ซึ่งมากกว่าค่าตัวของนักร้องนักดนตรีในคอนเสิร์ตนั้นๆ เสียอีก ทั้งที่ ยังมีวิธีการเรียกเก็บอีกแบบหนึ่ง โดยคำนวณในอัตรา 3.5 เปอร์เซนต์ของรายได้ (หากขายตั๋วละหนึ่งพันบาท จำนวนหนึ่งพันที่นั่ง) ก็จ่ายค่าลิขสิทธิ์เพียงสามหมื่นห้าพันบาท
 
 
 จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันฟ้ากับเหว จนคุณพอจะจินตนาการได้ว่า หากคนจัดคอนเสิร์ตประสบพบเจอการเรียกเก็บในแบบแรก จะเกิดอะไรขึ้น นอกจากเรื่องตัวเลขที่ชวนให้ปวดหัวแล้ว ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ยังมีความสำคัญกว่านั้น ตรงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องวัฒนธรรมการสร้างสรรค์ การใช้งาน และการเสพฟังผลงานดนตรี 
 
เพราะหาก “ลิขสิทธิ์” กลายมาเป็น “กำแพง” ที่ปิดกั้นการใช้งานดนตรีเสียเอง (เรียกเก็บแพงอย่างไม่มีเหตุผล ไม่เปิดให้สาธารณะใช้งานเพลงได้จริง เพราะติดเรื่องค่าย ฯลฯ) อีกต่อไปในอนาคต บทเพลงจำนวนหนึ่งจะถูกปิดตายอยู่ในลิ้นชักของกาลเวลา โดยไม่มีใครปรารถนาจะหยิบมาใช้งาน เพราะติดขัดในเรื่องนี้
 
 
ขอยกตัวอย่าง คอนเสิร์ต “พอส” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปไม่กี่ปี เป็นตัวอย่างของปัญหาการเรียกเก็บ “ค่าลิขสิทธิ์” อย่างไม่สนใจองค์ประกอบรายล้อมอื่นๆ ทั้งที่น่าจะกลายเป็นผลดีต่อวงการเพลง ลิขสิทธิ์ที่เรียกเก็บ ได้กลายเป็นกำแพง เป็นอุปสรรค ทั้งต่อตัวนักดนตรีสมาชิกวงพอสที่เหลือ จนถึงผู้จัดงาน โชคดีที่ยังสามารถตกลงกันได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มิได้สร้างประสบการณ์อันเป็นน้ำมิตรในหมู่คนเพลงด้วยกัน และทำให้ยากที่จะมีการสานต่อการใช้งานเพลงเหล่านี้ในอนาคต
 
 โดยสรุป ในอนาคต หากจะมีการสังคายนาระบบลิขสิทธิ์ ควรมีแนวทางปฏิบัติเพื่อปรับปรุงวงการเพลงให้ดีขึ้น ด้วยการลดจำนวนบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์ให้น้อยที่สุด เพื่อลดความซ้ำซ้อนหรือเอาเปรียบผู้ประกอบการ และควรมีหลักปฏิบัติตลอดจนอัตราการจัดเก็บที่เปิดเผยต่อสาธารณะ
 
 
เหนืออื่นใด ลิขสิทธิ์ ควรเน้นที่การส่งเสริมให้มีการใช้งาน มากกว่าการมุ่งตั้งเป้าไปในเรื่องการละเมิด ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใช้เพลง อำนวยความสะดวกให้เข้าถึงเพลง และจ่ายในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้เพลงดีๆ ที่มีอยู่ได้ถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อมิให้ต้องถูกหลงลืมไปจากสังคมไทย หรือทำให้คนรุ่นหลังมิได้มีโอกาสชื่นชม เพียงเพราะผู้ใหญ่ของวงการเพลงในวันนี้ พวกเขามีความละโมภต่อเงินๆ ทองๆ มากกว่าความรักในคุณค่าของเสียงดนตรี.
 
เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์