x

ความเคลื่อนไหวเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในไทยยังเป็นประเด็นที่ถูกจับตามอง ปลายปี 2560 ภาคประชาชนจัดตั้งแคมเปญรวบรวมรายชื่อได้กว่า 3 หมื่นคนยื่นเรื่องให้ภาครัฐ พิจารณายกเลิกกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าในไทย (มีกฎหมายเกี่ยวข้องหลายส่วน ส่วนหนึ่งคือประกาศกระทรวงพาณิชย์ 2557 ห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าในราชอาณาจักร) จนนำมาสู่รายงานผลการศึกษาบุหรี่ไฟฟ้าที่นำเสนอแนวทางใหม่
 
เครือข่ายที่ขับเคลื่อนจากภาคประชาชนนำมาโดยนายมาริษ กรันยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “กลุ่มลาขาดควันยาสูบ” และแอดมินเฟซบุ๊กเพจ “บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร” เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทำแคมเปญรวบรวมรายชื่อเพื่อนำเสนอรัฐให้พิจารณาบุหรี่ไฟฟ้าใหม่ แคมเปญรวบรวมรายชื่อได้กว่า 3 หมื่นคน 
 
ภายหลังแคมเปญเมื่อปลายปี 2560 เครือข่ายฯยื่นหนังสือเรียกร้องให้ยกเลิกแบนบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเข้าให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ฯ จนนำมาสู่การศึกษาข้อเสนอ  จนช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กมธ.พาณิชย์ฯ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ  จัดทำรายงานสรุปผลการศึกษาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเผยแพร่ออกมา
 
ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการพาณิชย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สรุปใจความสำคัญโดยรวมคือ ให้ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมมากกว่าใช้มาตรการ​ “แบน” บุหรี่ไฟฟ้าตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน 
 
เนื้อหาส่วนหนึ่งในรายงานการศึกษาของกมธ.พาณิชย์ ระบุข้อเสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าจำหน่ายในร้านขายยา โรงพยาบาล และสถานบำบัดผู้ติดบุหรี่มวน จำหน่ายให้ผู้อายุมากกว่า 18 หรือ 21 ปีขึ้นไป เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นการเฉพาะ และเสนอให้คณะกรรมการอาหารและยากำหนดสูตรผสมน้ำยาและนิโคตินให้ผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายสำหรับขึ้นทะเบียนลักษณะเดียวกับยาหรือเครื่องมือแพทย์
 
ผลสรุปและข้อเสนอที่จัดทำโดยกมธ.พาณิชย์ ถือเป็นก้าวแรกสำหรับการเดินหน้าของกลุ่มผู้ต้องการทางเลือกในการลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ด้วยการหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยกลุ่มนี้อ้างอิงผลการศึกษาวิจัยจากต่างประเทศทั้งจากสาธารณสุขอังกฤษ และสถาบันวิชาการแห่งชาติด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและการแพทย์ ของสหรัฐอเมริกา ที่มีข้อมูลอ้างอิงว่า “บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน” (คลิกอ่านข้อถกเถียงบุหรี่ไฟฟ้าว่าด้วยกฎหมายกับงานวิจัยเทียบบุหรี่มวน)
 
รายงานการพิจารณาการศึกษาเรื่อง “การขอความเป็นธรรมในการพิจารณาทบทวนประกาศกระทรวงพาณิชย์ในการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า” ที่มีพลเอกสิงห์ศึก สิงห์ไพร เป็นประธาน เตรียมนำไปสู่ขั้นตอนต่อไปด้วยการยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรัฐบาลได้พิจารณากฎหมายว่าด้วยบุหรี่ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องในไทย
 
หลังผลการศึกษาออกมา นายมาริษ จึงเข้าขอบคุณพลเอกสิงห์ศึก ในวันนี้ (8 มีนาคม) นายมาริษ เปิดเผยว่า ขั้นตอนอย่างเป็นทางการหลังจากนี้ กมธ.พาณิชย์ จะยื่นเรื่องไปถึงรัฐบาล และเรียกฝ่ายสาธารณสุขเข้ามาหารือต่อไป
 
 
ค่อนข้างมั่นใจว่ากมธ.พาณิชย์ เดินหน้าต่อ เพราะวันนี้ที่เข้าขอบคุณ มีแถลงข่าว สื่อมากมายเข้ามาทำข่าว ข่าวเดินมาขนาดนั้นน่าจะต้องไปต่อ เราคิดว่าสุดท้ายแล้ว ทุกคนต้านกระแสโลกไม่ได้ และจะเอาตัวเองไปเทียบสิงคโปร์ที่แบนบุหรี่ไฟฟ้าก็เทียบไม่ติด” นายมาริษ กล่าว
 
เมื่อถามต่อถึงกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ หัวเรือขับเคลื่อนเครือข่าย มองว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้พิจารณาเร็วที่สุด เพราะนอกจากเกี่ยวข้องกับสุขภาพคนแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งทุกวันนี้บุหรี่ไฟฟ้าโยงเข้ากับการคอร์รัปชั่นด้วย
 
มันเกี่ยวข้องกับการเลือกปฏิบัติ สมมติว่าตำรวจตั้งข้อหาว่า ครอบครองสินค้าต้องห้าม ยังไม่ได้เสียภาษี ตั้งวงเงินประกันคนละ 1-2 แสนบาท ทุกวันนี้เขาโดนกันก็รายละ 1-2 แสนบาท ถามว่าในขณะที่คนเดินกันริมถนน ถือกระเป๋าแบรนด์เนมลอกเลียนแบบ เจ้าหน้าที่รัฐบางรายที่ใช้เคสสมาร์ทโฟนเลียนแบบ ก็เป็นสินค้าต้องห้าม ยังไม่ได้เสียภาษีเช่นกัน ทำไมไม่ดำเนินการแบบเดียวกับที่ดำเนินการกับกรณีบุหรี่ไฟฟ้า 
 
พอไม่ทำ เราก็จะเจอการเรียกรับสินบน ก็จะพบกรณี ถ้าไม่อยากขึ้นถึงฟ้องร้อง เอามา 7 พัน ถึง 2 หมื่นบาท” นายมาริษ กล่าว  
 
ที่ผ่านมา กมธ.สาธารณสุข เคยพิจารณาข้อเสนอกลุ่มไปแล้วแต่การพิจารณาไม่ได้มีกลุ่มสนับสนุนทางเลือกอื่นเข้าไปร่วมด้วย ซึ่งนายมาริษ เชื่อว่า การดำเนินการในขั้นตอนหลังจากนี้ ถ้าฝ่ายสาธารณสุขเป็นห่วงสุขภาพทั้งผู้สูบและไม่สูบ ควรเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลมากกว่าการตั้งโต๊ะแถลงฝ่ายเดียวโดยไม่มีข้อมูลอีกฝ่ายมาประกอบ
 
ถ้าอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ควรมีในไทยด้วยเหตุผลเรื่องคุ้มครองเด็กและเยาวชน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณไม่สามารถควบคุมในตลาดได้ เมื่อควบคุมของลักลอบเข้ามาไม่ได้ เด็กก็เข้าถึงได้ง่ายอยู่ดี พอไม่มีฐานภาษี ราคาก็ถูก หาซื้อได้ทางออนไลน์ทั่วไปแม้ผิดกฎหมาย 
 
แต่ถ้ามีกฎหมายควบคุม การซื้อทางออนไลน์ก็ทำไม่ได้เพราะต้องมีกฎหมายเรื่องโฆษณาเข้ามาเกี่ยวข้อง มีภาษีบวกเข้ามาทำให้ราคาสูงขึ้น ร้านค้าที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติผู้ซื้อก่อนขาย เป็นการควบคุม ถามว่าไม่ดีกว่าหรือที่จะแค่มานั่งบอกว่า เด็กไม่ควรเข้าถึงนิโคติน เพราะจะมีปัญหาสุขภาพ” นายมาริษ กล่าว
 
เมื่อติดต่อถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนครั้งล่าสุดจากแพทย์ที่รณรงค์เรื่องไม่สูบบุหรี่ในไทยอย่างศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ 
 
ศ.นพ.ประกิต เปิดเผยว่า ยังไม่ได้ติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับรายงานการศึกษาครั้งล่าสุด จึงขอไม่แสดงความคิดเห็น
 
เมื่อถามเรื่องการดำเนินการจากกลุ่มที่รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ นพ.ประกิต ระบุว่า จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมก่อนกำหนดแนวทางดำเนินการหลังจากนี้