“ความเดิมตอนที่แล้ว” 
 
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบนักการเมืองท่านหนึ่ง ซึ่งก็ได้มีการให้สัมภาษณ์นักข่าวว่า นาฬิกาพิพาทดังกล่าวนั้นเพื่อนให้มาใส่ไม่ได้ซื้อมาฝาก  ประชาชนหลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมต้อง “ยืมเพื่อนมาใส่” แล้วทำไมถึงไม่ต้องยื่นบัญชีรายการทรัพย์สิน ต่อมา สำนักงาน ป.ป.ช. ก็ออกมาแถลงว่า ตามระเบียบของ สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนดว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีหน้าที่ต้องมาแสดงนั้นต้องเป็นของ ผู้ดำรงตำแหน่ง, คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดังนั้น หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาฬิกานั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของเพื่อน หรือ “ยืมเพื่อนมาใส่” นั้นก็ไม่เข้าข่ายรายการทรัพย์สินที่ต้องนำมาแสดงต่อ สำนักงาน ป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม วันนี้ผู้เขียนไม่ได้มาพูดกันถึงเรื่องของนาฬิกาหรือนักการเมือง วันนี้เราจะมาพูดกันถึงประเด็นเรื่องบทบาทของ สำนักงาน ป.ป.ช. 
 

ก่อนอื่นจากประสบการณ์ ผู้เขียนต้องออกตัวก่อนเลยว่ามีหลายคดีที่ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับความเห็นการสั่งคดีมีมูลหรือสั่งฟ้องของ ป.ป.ช. ตามหลักแล้ว ป.ป.ช. จะต้องส่งสำนวนการสอบสวนให้กับพนักงานอัยการ ซึ่งหากพนักงานอัยการเห็นด้วยกับสำนวนของ ป.ป.ช. พนักงานอัยการก็จะฟ้องคดี แต่ถ้า ป.ป.ช. ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานอัยการ ป.ป.ช. เองก็มีสิทธิที่จะฟ้องคดีด้วยตนเอง ซึ่งเท่าที่ผ่านมาในกรณีที่พนักงานอัยการมีความเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะฟ้องคดี ป.ป.ช. มักมีแนวโน้มที่จะสอบสวนเพิ่มเติมและฟ้องคดีด้วยตนเองไปก่อน
 
สำหรับคดีนี้ ในประเด็นเรื่องการทำงาน ในขณะที่มีนักวิชาการหรือนักการเมืองหลายคนออกมาวิจารณ์การทำงานของ ป.ป.ช. โดยอาจจะยังไม่ทราบหลักการของการสอบสวนคดีอาญา กล่าวคือ ปกติในการสอบสวนคดีอาญานั้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ พนักงานอัยการ หรือ ป.ป.ช. นั้น ไม่สามารถที่จะเปิดเผยข้อมูลใดๆ หรือข้อเท็จจริงที่ได้มาในทางสืบสวนก่อนมีการฟ้องคดี หลังจากที่ดูไปวิดีโอสัมภาษณ์ที่ได้ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว พบว่านักข่าวทั้งหลายพยายามที่จะล้วงลับตับแตกข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในมือของ ป.ป.ช. ซึ่งคนให้สัมภาษณ์คือ ป.ป.ช. ก็ต้องอึกๆอักๆ กันไปตามระเบียบ 
 
จากคลิปสัมภาษณ์ของ ป.ป.ช. ที่ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวมีการพาดหัวข่าวว่า “ยืมเพื่อนมา ไม่ต้องแจ้ง”  ซึ่งตอนที่ผู้เขียนได้อ่านพาดหัวข่าวครั้งแรกค่อนข้างที่จะตกใจว่า ทำไม ป.ป.ช. จึงให้สัมภาษณ์สื่อเช่นนั้น ฟังดูแล้วช่างดูง่ายเหลือเกิน แล้วก็เริ่มได้ยินได้เห็นประชาชนออกมาโพสต์วิจารณ์การทำงานของ ป.ป.ช. จำนวนมาก ด้วยความสงสัยจึงไปเสาะแสวงว่าข้อเท็จจริงจากวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของ ป.ป.ช. ต่อผู้สื่อข่าวว่าแท้จริงแล้วความจริงเป็นเช่นไร พบว่าคลิป ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ว่า  “ถ้าเป็นของบุคคลอื่น ...ก็ไม่ต้องแสดง ถ้าเป็นของท่าน ท่านได้มาเมื่อไหร่ ถ้าได้มาก่อนเข้ารับตำแหน่งก็ต้องแจ้งแล้วทำไมไม่แจ้ง อันนี้แล้วแต่ข้อเท็จจริง..ไม่ใช่ว่า ป.ป.ช.จะต้องเชื่อคำกล่าวอ้าง อันนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ”   ตามที่ได้รับฟังมา สิ่งที่ ป.ป.ช. ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนนั้นเป็นเพียงการอธิบายให้คอนเซ็ปต์โดยวาดภาพกว้างให้สื่อมวลชนเข้าใจหลักเกณฑ์การพิจารณาเท่านั้น ยังไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าคดีมีมูลหรือไม่อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ หลักเกณฑ์การพิจารณาสองประเด็น ประเด็นแรก คือ ทรัพย์สินเป็นของใคร ประเด็นที่สอง คือ ช่วงเวลาที่ได้ทรัพย์สินมาในแต่ละรายการ ตัวอย่างเช่น สมมุติว่า ป.ป.ช. รับฟังพยานหลักฐานว่าเป็นนาฬิกาที่ไม่ได้ยืมเพื่อนมา ป.ป.ช. ก็จำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ว่านาฬิกานั้นได้มาก่อนหรือขณะรับตำแหน่งอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งถ้าหาก ป.ป.ช. ไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ได้ก็ไม่อาจที่จะสั่งฟ้องคดีสำหรับรายการทรัพย์สินนั้น 
 

 

ในมุมมองทางด้านการเมือง สถานการณ์ที่คณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ชุดนี้เผชิญอยู่เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างกดดันและบีบคั้นอยู่ทางด้านหนึ่งต้องเข้าปะทะกับแรงกดดันของสังคม อีกทางด้านหนึ่ง หากเดินหน้าต่อไปก็อาจจะไปเหยียบเท้าใครเข้า ซึ่งถ้าหากพบว่าคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ท่านใดท่านหนึ่งประกาศถอนตัวจากการสอบสวนในครั้งนี้หรือในวงการนักร้องที่เค้าใช้คำว่า “ประกาศจบการศึกษา” แล้ว ผู้เขียนก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อมั่นว่า ป.ป.ช. จะสอบสวนคดีอย่างตรงไปตรงมาและเป็นไปอย่างเป็นธรรม เพราะไม่ว่าการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องคดีนั้นหากกระทำไปโดยปราศจากดุลพินิจอันปราศจากรากฐานเหตุแห่งเหตุผลแล้ว ป.ป.ช. จากผู้สอบสวนอาจจะกลายเป็นผู้ที่โดนสอบสวนซะเองในภายหลัง ในเรื่องนี้ หาก ป.ป.ช. เห็นว่าคดีมีมูลหรือไม่มีมูลก็น่าที่จะต้องเปิดเผยแสดงเหตุผลของการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม  ส่วนผลในคดีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น เราคงต้องให้ “ป.ป.ช. ทำนายกัน”