x

หนังสือพิมพ์เช้าวันที่ 22 ธันวาคม 1984 ในอังกฤษบางฉบับ พาดหัวว่า “ทำไมพวกเขาต้องลงแข่งวันนี้ ทำไมไม่รอจนถึงมกราฯซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ?” ซึ่งเป็นคำพูดของตำรวจหลายนายที่เฝ้าดูสถานการณ์อยู่ทั่วไปในเชสเตอร์ฟิลด์ ที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจับจ่ายซื้อของสำหรับงานคริสต์มาส
 
เรื่องนี้ถูกนำมาเปิดเผยซ้ำโดยนิตยสาร Four Four Two ที่แฉถึงที่มาของศึกสงครามฟุตบอลที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อน และมันเป็นข่าวเพราะว่าวันที่ 22 ธันวาคมนั้น มีการพบกันของสองทีมบ้านใกล้เรือนเคียง คือ สโมสรเชสเตอร์ฟิลด์กับแมนส์ฟิลด์ ทาวน์ มาดวลแข้งกันในวันนั้นและท่ามกลางความตึงเครียดของแฟนบอลที่มีประวัติยาวนานของทั้ง สองทีมที่มองข้ามอะไรต่ออะไรอย่างโง่ๆ เมื่อการมาเยือนครั้งล่าสุดของทีมแมนส์ฟิลด์ พวกฮูลิแกนของทั้งสองทีมมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันทั้งก่อน ระหว่าง และหลังจบเกม และก็มีเหตุผลบางประการที่ทำให้เชื่อว่าพวกเขาจะไม่ทำอย่างเดิมอีกในวันนี้
 
บรรยากาศก่อนแข่งนั้น แฟนบอลทีมเจ้าบ้านคือเชสเตอร์ฟิลด์กำลังร้องเพลงเหยียดหยามแฟนบอลทีมเยือนด้วยน้ำเสียงที่ห้าวและหยาบกระด้างว่า “ไอ้พวกทรยศ (ไม่ยอมหยุดงานเพื่อเข้าร่วมการประท้วง) (Scab, Scab, Scab)” 1 ชั่วโมงก่อนการเขี่ยลูกเริ่มเกม ตำรวจต้องคอยตรึงกำลังอยู่เต็มพื้นที่เพื่อรอเกมเริ่ม ก่อนเริ่มเกม 2 ชั่วโมงมีการรณรงค์ลดการดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดความเสี่ยงในการตีกันก่อนเกม เชสเตอร์ฟิลด์ ทีมเจ้าบ้านมีแฟนบอลราว 6,300 คนที่จะต้องได้รับความคุ้มครองทั้งหมดถูกอัดแน่นอยู่ข้างใน 3 ใน 4 ของทั้งหมดจะถูกจับตามองเป็นพิเศษที่ถนน Cross Street End ซึ่งในขณะนั้นมีแฟนบอลทีมเยือนที่เรียกกันว่า‘เหล่ากวางหนุ่ม’ (Stags) หรือที่แฟนบอลทีมเจ้าบ้านมักเรียกว่าไอ้พวกทรยศ (The Scabs…) 
 
แล้วอะไรเป็นที่มาของการร้องเพลงที่ไม่สร้างสรรค์และไร้ซึ่งทำนอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างนอกจากการทำให้แฟนบอลอีกฝั่งรู้สึกโกรธ สำหรับผู้มาเยือน การถูกเรียกเช่นนั้นถือว่าเป็นฉายาที่เลวร้ายที่สุด ที่มาของชื่อนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไรกันแน่?
 
ต้องเล่าก่อนว่า ย่านแมนส์ฟิลด์และเชสเตอร์ฟิลด์ ตั้งอยู่ห่างกันเพียง 12 ไมล์ แต่ทั้งสองต่างเป็นปรปักษ์ต่อกันมานานร่วมทศวรรษ ‘The Spireites’ หรือทีมเชสเตอร์ฟิลด์เข้าร่วมลีกเมื่อปี 1889 ส่วนแมนส์ฟิลด์เข้าร่วมเมื่อปี 1931 ทว่านอกจากเรื่องฟุตบอลแล้ว ทั้งสองเมืองต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ผู้คนจะเอาชนะผู้อื่นด้วยความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตนเอง แต่ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันอย่างออกหน้าออกตา… จนกระทั่งปี 1984 ที่หลังจากนั้นทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน
 
ในปี 1984 ระยะห่าง 12 ไมล์ ระหว่างสองเมืองเต็มไปด้วยเหมืองถ่านหินเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ ซึ่งถ่านหินถือว่าเป็นเชื้อเพลิงหลัก และอาชีพหลักอย่างหนึ่งของเกาะอังกฤษ และถ้าไม่มีมัน เราก็จะหนาวจนสั่น เหมืองเหล่านั้นตั้งอยู่ในนอตทิงแฮมเชอร์ (Nottinghamshire) รอบๆ แมนส์ฟิลด์ แต่ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นและข้ามเขตไปจนถึงดาร์บีเชอร์ (Derbyshire) ซึ่งใช้เวลาขับรถเพียงไม่นานจากเชสเตอร์ฟิลด์ ที่เหล่านี้ทั้งหมดถูกสร้างขึ้นเพื่อการทำเหมือง ตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นหลาน ทุกคนจะเข้าไปทำงานในเหมือง มันเป็นงานที่เลือดตาแทบกระเด็น แต่เป็นทั้งหมดที่พวกเขามี และเป็นสิ่งเดียวที่จะทำ 
 
จากนั้น วันที่ 5 มีนาคม 1984 พวกเขาตื่นขึ้นมาและพบว่าอาชีพของพวกเขากำลังถูกคุกคามภายใต้การโต้เถียงของกลุ่มอนุรักษนิยมที่เรียกร้องให้ปิดทำการเหมือง 20 แห่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และโครงการปิดเหมืองอื่นๆ ที่จะตามมาในเดือนเมษายน นั่นหมายความว่า เรื่องนี้จะเป็นสาเหตุให้สมาพันธ์คนงานเหมืองแร่แห่งชาติเป็นแกนนำของการชุมนุมประท้วง สมาชิกส่วนใหญ่ออกมาเรียกร้อง ซึ่งกลุ่มที่มากที่สุดคือพวกที่มาจากตอนเหนือของดาร์บีเชอร์ แต่ในแมนส์ฟิลด์และฝั่งตรงข้ามของนอตทิงแฮมเชอร์ ซึ่งถือว่างานของพวกตนเองมีความมั่นคงมากกว่า จึงเลือกที่จะทำงานของตนต่อไปไม่รู้สึกรู้สา… ดังนั้น จึงทำให้ความเป็นศัตรูกันของทั้งสองเมืองเกิดขึ้น ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจนเมื่อทั้งสองทีมต้องปะทะกัน เพราะแสดงว่าทีมหนึ่งเดือดร้อน อีกทีมหนึ่งเมินเฉย
 
แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น 
 
ในช่วงต้นของยุค 1980 อุตสาหกรรมเหมืองถ่านหินกระจายอยู่ทั่วเกาะอังกฤษ จากกลุ่มเล็กในเคนต์ ไปสู่เหมืองถ่านหินขนาดใหญ่ในเซาท์เวลส์ ทางตอนเหนือของอังกฤษและชายฝั่งตะวันออกของสกอตแลนด์ พื้นที่หลักอยู่แถวๆ เซาท์ยอร์กเชอร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาพันธ์ฯ ซึ่งอยู่ใกล้กับดาร์บีเชอร์และนอตทิงแฮมเชอร์ ผู้คนเริ่มชีวิตชาวเหมืองตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 แต่เมื่อปี 1984 ประธานาธิบดี มาร์กาเรต แทตเชอร์ ประกาศแผนการปิดเหมืองเพื่อดึง ‘ดุลการค้า’ ให้เหมาะสม และเน้นไปที่ ‘เชื้อเพลิงก๊าซ’ มากกว่า
 
กลุ่มอนุรักษนิยมพยายามที่จะปิดเหมืองในปี 1981 แต่ไม่สำเร็จ การรวมพลังกันของสมาชิกในสมาพันธ์คนงานเหมืองแร่แห่งชาติทำให้แทตเชอร์ต้องกลับไปคิดทบทวนอีกครั้งด้วยคำกล่าวของ เดฟ ดักลาส ซึ่งต่อมาได้เป็นตัวแทนของสมาพันธ์คนงานเหมืองแร่แห่งชาติสาขาฮาร์ทสฟิลด์ในยอร์กเชอร์ที่ว่า “เหมืองถ่านหินในอังกฤษสร้างพลังงานมากกว่า2 ใน 3 ของพลังงานทั้งหมด ถ้าหากปิดเหมืองเหล่านี้ ก็เหมือนกับการปิดประเทศทั้งประเทศด้วย”
 
แต่หญิงเหล็กก็แสดงท่าทีว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการดำเนินงานอย่างแน่นอนทำให้ อาเธอร์ สการ์จิลล์ ประธานสมาพันธ์คนงานเหมืองแร่แห่งชาติ ออกมาเตือนว่าหากปิดเหมือง 70 แห่งก็จะทำให้คนตกงาน 70,000 คน “พวกเราสาบานว่าเราจะไม่อยู่เฉยๆ เพื่อเป็นพยานในการทำลายล้างครั้งนี้อย่างแน่นอน เราจะไม่นั่งอยู่เฉยๆ มองดูคนของเราก้าวไปสู่การเดินทางอันไร้จุดหมายจากแหล่งหนึ่งไปอีกแหล่งหนึ่ง จากเหมืองสู่อีกเหมืองเพื่อหางานทำ และการตกเป็นเหยื่อของกระดาษรายงานผลการกระจายรายได้ของรัฐบาล”
 
สการ์จิลล์ชอบที่จะต่อสู้ เขาเกิดและใช้ชีวิตอยู่ที่บาร์นสลีย์ เขาเชื่อมั่นในกำลังสนับสนุนของสมาชิกว่าจะสามารถยุติโครงการนี้ได้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเพื่อนสมาชิก เขาได้รับการสนับสนุนที่สำคัญจากคนงานเหมืองกว่า 10,500 คนจากเชสเตอร์ฟิลด์ซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของอังกฤษ แต่ที่น็อตต์ส (Notts) ที่อยู่อีกฝั่งซึ่งมีคนงานมากกว่า 30,000 คน จาก 25 เหมือง ปฏิเสธที่จะหยุดงาน เพราะเหมืองของพวกเขาขุดได้ลึกกว่า จึงมีโอกาสอยู่รอดมากกว่า
 
สการ์จิลล์บอกว่าการทรยศครั้งนี้ถือเป็นสิ่งที่สามารถเลือกเองได้ ทางสมาพันธ์คนงานเหมืองแร่แห่งชาติควรจะปล่อยให้ตัดสินใจได้อย่างอิสระว่าจะหยุดหรือไม่หยุดงาน เพื่อจะหยุดการผลิตถ่านหินทั้งหมด สการ์จิลล์ต้องการการนัดหยุดงานพร้อมกันทั้งประเทศ ซึ่งต้องการการลงคะแนนแบบลับของสมาชิกสมาพันธ์ และในขณะที่เขามีการสนับสนุนอย่างดีนั้น เขาต้องการ 55% ของทั้งหมดเพื่อทำการนี้ให้สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลตรงไปยังแทตเชอร์ “พวกน็อตต์สและพวกชาวเหมืองในดาร์บีเชอร์ตัดสินใจไม่เข้าร่วมกับเรา ทำให้การดำเนินงานของเราอาจจะพังลง แทตเชอร์จะรู้เรื่องนี้ และตัดสินใจอย่างมีสติ และสามารถเอาชนะพวกเราได้ ด้วยการใช้ความไม่ลงรอยกันของเรากับพวกน็อตต์ส และพวกชาวเหมืองในดาร์บีเชอร์” ดักลาสกล่าว
 
ดังนั้น ‘การลุกขึ้นสู้’ จึงเป็นชนวนที่ทำให้ทั้งสองเมืองเกิดความขัดแย้งกัน และส่งผลรวมถึงเกมฟุตบอลทั้งสองเกมด้วย “คุณสามารถมีอารมณ์ร่วมไปกับบรรยากาศของทั้งสองเกมได้ มีการตีกันในทุกๆ ที่ ทั้งในและนอกสนาม โดยเฉพาะที่ฟิลด์ มิลล์ (สนามเหย้าของแมนส์ฟิลด์) มันแย่มาก” จากคำกล่าวของ จอห์น เดวิส แฟนบอลทีมเชสเตอร์ฟิลด์ แต่เวสต์กล่าวว่า “มันก็ไม่แย่เท่ากับพวกที่ประท้วงอยู่ทุกๆ วัน”
 
เมื่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น คนขับแท็กซี่ถูกฆ่าด้วยเสาคอนกรีตที่ถูกปล่อยลงมาที่รถของเขาจากบนสะพานโดยฝีมือของกลุ่มผู้ประท้วง เมื่อเขาพยายามขับรถฝ่ากลุ่มผู้ประท้วงเข้าไปในเหมือง ในขณะที่ผู้ประท้วงหนุ่มสองรายถูกฆ่าตาย คนแรกถูกรถบรรทุกถ่านหินชนเสียชีวิต ส่วนอีกคนถูกปาด้วยก้อนอิฐ “ที่แนวขอบกลุ่มประท้วง ตำรวจปราบจลาจลพร้อมอาวุธครบมือ ทั้งที่อยู่บนม้าและอยู่ข้างล่าง ซึ่งมีสุนัขตำรวจติดตามมาด้วย ซึ่งพวกมันถูกปล่อยให้เข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วง พวกเราเห็นการทำร้ายและข่มขู่ของพวกตำรวจ ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นตั้งแต่มีการก่อตั้งหอการค้าอังกฤษ” สการ์จิลล์กล่าวด้วยความโมโห
 
เขาเล่าจากประสบการณ์โดยตรงว่า “พวกเราถูกเกราะตำรวจ ม้าตำรวจ เข้าปะทะกับคนของพวกเรา พวกเราถูกตีด้วยกระบองและถูกเตะลงไปนอนกับพื้น” ซึ่งนั่นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เมื่อผู้ประท้วง 5,000 คน รู้ว่าพวกตนมีจำนวนมากกว่าพวกตำรวจปราบจลาจล ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นถูกเรียกว่า ‘The Battle of Orgreave’
 
‘The Battle of Orgreave’ ถูกตัดสินว่าเป็นเหตุการณ์นองเลือดและโหดร้ายที่สุดตลอดปีที่มีการประท้วง ซึ่งจบลงด้วยการสังเวย 6 ชีวิต แต่มันก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเปลี่ยน ไม่ใช่แค่รถบรรทุกถ่านหินเท่านั้นที่ได้รับการคุ้มกันเพื่อให้ออกจากเหมืองในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงความคิดเห็นจากหลายๆ คนที่มีความเห็นตรงกันว่า “เราไม่มีทางที่จะเอาชนะได้ แต่เราน่าจะรู้ตัวเร็วกว่านี้ พวกเราไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย เพราะการลงคะแนนลับทั่วประเทศนั้น ทางรัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจว่าเป็นการนัดหยุดงานอย่างเป็นทางการ พวกเราสามารถมีกำลังประท้วงได้ด้วยเงินเก็บของพวกเราเอง แต่นั่นจะไม่สามารถทำให้เราประท้วงได้ตลอดไป ผมไม่เป็นไร แต่ครอบครัวอีกหลายครอบครัวเกิดปัญหาในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะเมื่อหน้าหนาวมาถึง” สตีฟ ฮิลล์กล่าว
 
ร้านขายซุปเปิดตัวในหลายๆ จุดของยอร์กเชอร์ครั้งแรกเมื่อยุค 1920 และสการ์จิลล์ก็ให้เรียกคนของเขามาพร้อมด้วยครอบครัว มารวมตัวกันเพื่อปรบมือแด่ความ ‘อดทนและความกล้าหาญ’ ในการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ลำบากเช่นนั้น เป็นเรื่องน่าเศร้าของสการ์จิลล์ เมื่อแผนในการต่อสู้ของเขาถูกแทตเชอร์ควบคุมไว้ได้ และยังทำให้พวกของเขาต้องพบกับความปวดร้าว ประธานาธิบดีวางแผนระยะยาวในการแก้ไขการประท้วงนี้ โดยการปล่อยให้พวกผู้ประท้วงค่อยๆ หมดสภาพไปตามกาลเวลา โดยมีถ่านหินสำรองที่เก็บไว้ในคลังลับโดยการรอคอยอย่างคาดหวัง ที่เหลือก็แค่นั่งรอจนกว่าจะถึงเวลาที่จะมาถึง มันกินเวลาเกือบปีในการทำให้คนงานทั้งหมดกลับไปทำงานที่เหมืองในวันที่ 3 มีนาคม 1985 การกลับไปทำงานที่เหมืองช่างดูเหมือนกับฉากในภาพยนตร์เรื่อง ‘Brassed Off’ แต่เหมืองของพวกเขาก็อยู่ในสภาพที่เหมือนกับการนับถอยหลัง โดยมีการปิดตัวลงของแต่ละเหมืองในทุกๆ ปี รวมทั้งในนอตทิงแฮมเชอร์ที่ดูเหมือนจะเป็นเหมืองที่น่าจะอยู่รอดก็ตาม 
 
จาก 175 เหมือง คนงาน 180,000 คน ในเดือนมีนาคม 1984 วันนี้มีคนที่ทำเหมืองอยู่น้อยกว่า 5,000 คน ในเกาะอังกฤษ 2 แห่ง ในทั้งหมดตั้งอยู่ที่ธอเรสบีและเวลเบค (Thoreseby and Welbeck) แต่เหมืองของดาร์บีเชอร์ได้ถูกปิดแล้ว
 
กลับมาสู่ปัจจุบัน เมืองเชสเตอร์ฟิลด์ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายระดับของหน่วยตำรวจของเมืองดาร์บีเชอร์ (Derbyshire Constabulary) ที่เตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ความรุนแรงไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับเกมเหล่านี้ แน่นอนว่าพวกเขาจะทำร้ายอีกฝั่งตั้งแต่ “ช่วงกลางยุค 1970” พอล เทย์เลอร์ แฟนบอลทีมกวางหนุ่มกล่าว “ที่นั่นจะมีบรรยากาศที่เลวร้ายมาก เพราะแฟนบอลอีกฝั่งเกลียดเราอย่างหาที่สุดมิได้”
 
หลังเหตุการณ์ประท้วง “มันก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง”ไซมอน เฮย์วูด แฟนบอลทีมเชสเตอร์ฟิลด์ผู้เติบโตในแมนส์ฟิลด์กล่าว “การแข่งขันพัฒนาไปเป็นความน่าขยะแขยงอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยพบมาก่อน สมมุติให้แฟนบอลของทั้งสองทีมเป็นคนคนเดียวกับที่ยืนอยู่แถวหน้าของกลุ่มผู้ประท้วง และเป็นคนที่สูญเสียวิถีการดำรงชีวิตของตนเอง ก็สมควรที่เขาจะเกลียดชังอีกฝ่าย คุณจะเห็นได้จากเกมดาร์บีแมตช์”
 
ทุกวันนี้ความรุนแรงเปลี่ยนจากแถวหน้ากระดานของผู้ประท้วงกลายมาเป็นที่สนามฟิลด์ มิลล์และซาลเทอร์เกท (Saltergate) เกมแรกหลังเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1985 แมนส์ฟิลด์เป็นเจ้าบ้าน และผลออกมาเสมอกัน 0-0 หลังจบเกมมีความพยายามที่จะแยกแฟนบอลสองฝั่งออกจากกัน โดยมีการขอร้องให้แฟนบอลทีมเชสเตอร์-ฟิลด์นั่งอยู่ในสนามต่ออีก 10 นาที ในขณะที่แฟนบอลทีมเจ้าบ้านออกจากสนามก่อน
 
“แต่นั่นคือการทำให้แฟนบอลเจ้าบ้านมาล้อมที่อัฒจันทร์เพื่อขว้างปาขวดเข้าใส่พวกเรา” เฮย์ วูดกล่าว “พวกเราตกเป็นเป้านิ่ง จากนั้นผมและชายที่นั่งข้างๆ ก็รีบกระโดดลงสนามเพื่อหนีเอาตัวรอด บนถนนมีตำรวจม้าอยู่เต็มไปหมด พร้อมด้วยเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือดว่า พวกนั้นอยู่ข้างหลังเรา!”
 
เมื่อมองไปยังทีมระดับเดียวกัน สถานการณ์เลวร้ายที่ทีมเพื่อนบ้านเจอนั้น ต้องการความเห็นใจอย่างมากเมื่อพวกเขาต้องมาพบกัน เหมือนกับว่าทั้งสองทีมได้แสดงออกร่วมกันเป็นครั้งแรก เสียงครางต่อเนื่องของคำว่า ‘ไอ้พวกทรยศ’ ในที่สุดก็ได้หลีกทางให้กับเพลง “คีธ ฮาสลามเพียงคนเดียว, คีธ ฮาสลามเพียงคนเดียว, คีธ ฮาสลามเพียงคนเดียว” (One Keith Haslam) ทีมเยือนก็ได้ตอบกลับโดยการแปลความหมายอย่างสุภาพว่า “ขี้โกง, ขี้โกง, ขี้โกง” (Cheat) ซึ่งเป็นการทำร่วมกันในช่วงปีที่ ดาร์เรน บราวน์ อยู่กับสโมสร 
 
หลังจากนั้นเกมก็เริ่มขึ้น เชสเตอร์ฟิลด์ทำได้ 2 ประตูในครึ่งหลัง ชัยชนะครั้งนี้ทำให้พวกเขาขึ้นไปรั้งในตำแหน่งเพลย์-ออฟ และทำให้แมนส์ฟิลด์ยังจมอยู่ท้ายตาราง เมื่อแฟนบอลหลั่งไหลไปที่ประตู รอบสุดท้ายของการร้อง “ไอ้พวกทรยศ” ก็ดังออกมา ซึ่งครั้งนี้มีการเล่นดนตรีประกอบด้วยเสียงร้องของรถไซเรนตำรวจ
 
ทุกวันนี้ สงครามคู่นี้ไม่มีแล้ว เพราะทีมหนึ่งอยู่ลีก 2 อีกทีมหนึ่งกระเด็นออกนอกลีก แต่การที่ในอดีตเมื่อ 34 ปีที่แล้ว ที่ทีมหนึ่งเดือดร้อนเรื่องยกเลิกอาชีพเหมืองถ่านหิน แล้วอีกทีมไม่เดือดร้อนร่วมเป็นตาย ทำให้แฟนบอลผิดใจกันมากขึ้น จนนำมาสู่เกมในสนามที่มีการเตะติดดาบ ล้างแค้นเรื่องราวนอกสนามไปในทางหนึ่ง
 
เรื่องทำนองนี้จะไม่มีอีกแล้ว เพราะอาชีพเหมืองถ่านหินไม่มีแล้ว และสอง, ทีมปรปักษ์ได้อยู่กันคนละโลกฟุตบอล โดยที่ยากจะกลับมาเจอกันอีก