เมื่อปีค.ศ. 79 ได้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ขึ้นบนคาบสมุทรอิตาลี เมื่อภูเขาไฟวิสุเวียสได้ระเบิดนำพาเอาลาวาเข้าทับถมเมืองปอมเปอีทั้งเมือง ทำให้ชาวเมืองล้มตายเป็นอันมาก และเมืองแห่งนี้ก็ได้หายสาบสูญไปนานนับพันปี แม้จะมีบันทึกเหตุการณ์ครั้งนั้น ไว้ แต่กว่าจะมีการค้นพบเมืองนี้เข้าจริงๆ ก็ปาเข้าไปถึงศตวรรษที่ 18
 
"หลายคนร้องขอความช่วยเหลือจากบรรดาเทพเจ้า แต่อีกพวกพากันคิดว่า เทพเจ้าก็คงไม่เหลือรอดแล้วเหมือนกัน แลจักรวาลก็ยิ่งก้าวลงสู่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์" พลีนีผู้เยาว์ (Pliny the Younger) เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นหลังเวลาภายไปได้ราว 25 ปี
 
โศกนาฏกรรมแห่งปอมเปอียังคงได้รับความสนใจเสมอมา และเมื่อปีที่แล้ว (2017) เรื่องราวของปอมเปอียิ่งได้รับความสนใจมากขึ้นไปอีก เมื่อมีการเผยแพร่ภาพๆ หนึ่ง พร้อมคำบรรยายว่า "ชายผู้กำลังช่วยตัวเอง, ปอมเปอี 79 CE[สามัญศักราช]"
 
 
ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ครั้งแรกผ่านอินสตาแกรมของอุทยานประวัติศาสตร์ปอมเปอี (Pompeii Parco Archeologico) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2017 ซึ่งมีการลงคำบรรยายประกอบเพียงว่า "รูปหล่อปูนพลาสเตอร์ของเหยื่อภูเขาไฟระเบิด" เท่านั้น ไม่ได้ระบุเลยว่าเหยื่อกำลังทำอะไรอยู่
 
 
การบอกว่าเหยื่อรายนี้กำลัง "ช่วยตัวเอง" อยู่จึงเป็นการสันนิษฐานกันไปเอง จากภาพที่เห็นมือข้างหนึ่งของเหยื่องอมาอยู่เหนืออวัยวะเพศเท่านั้น
 
แต่นั้นอาจจะเป็นท่าทางก็เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว ไม่ใช่ท่าสุดท้ายในขณะที่เขายังมีสติอยู่
 
ในงานวิจัยของคณะวิจัยอิตาลีเผยแพร่ทางวารสารวิทยาศาสตร์ Plos One เมื่อปี 2010 กล่าวถึงเหยื่อผู้เสียชีวิตในปอมเปอีว่า "ในปอมเปอีและพื้นที่โดยรอบ เหยื่อมักอยู่ในท่าทางราวกับถูกแช่แข็งระหว่างออกท่าทาง (73% ในลักษณะท่าทางอย่างผู้มีชีวิต, 27% ในท่านอนหลับ) เช่นเดียวกับอวัยวะต่างๆ ที่แสดงถึงการหดตัว (76%)"
 
นักวิจัยยังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการสันนิษฐานกันว่า เหยื่อบางส่วนอาจขาดอากาศหายใจตายจึงทำให้ท่าทางของพวกเขาบิดงอเหมือนต้องทนทุกข์ทรมานเป็นเวลานาน   แต่จากการทดลองพบว่า การถูกคลื่นความร้อนอย่างน้อย 250 องศาเซลเซียสจากแหล่งที่ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตร ก็พอที่จะทำให้เหยื่อเสียชีวิตโดยทันทีไม่มีเวลาให้ทรมาน ส่วนการหงิกงอของอวัยวะต่างๆ ก็เป็นผลมาจากคลื่นความร้อนนั่นเอง
 
จากงานวิจัยข้างต้นที่กล่าวว่า อวัยวะของเหยื่อส่วนใหญ่ (76%) มีการ "หดตัว" เนื่องจากถูกความร้อนสูง เหยื่อที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยตัวเองในวาระสุดท้าย ก็อาจจะอยู่ในกลุ่ม "ส่วนใหญ่" นี้เช่นกัน ในระหว่างที่เขายังมีชีวิตมือขวาของเขาจึงอาจไม่ได้อยู่เหนืออวัยวะเพศก็ได้  แต่ด้วยความร้อนสูงจากเถ้าภูเขาไฟทำให้แขนของเขาหดงอจนมือไปอยู่ในท่านั้น 
 
และทำให้คนสมัยหลังเข้าใจไปว่า แม้ในช่วงเวลาเป็นตายของชีวิต เขากลับไม่คิดหนี ยังอุตส่าห์หาความสุขทางเพศเป็นครั้งสุดท้ายไปได้ 
 
(ต้องขอกล่าวเสริมด้วยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันปุบปับจนไม่มีทางหนีได้เลย เพราะจากบันทึกของพลีนีผู้เยาว์ ชาวบ้านผู้อยู่ในเหตุการณ์ต่างเห็นเค้าลางไม่ดีจากกลุ่มควันกลุ่มใหญ่ที่มาจากภูเขาไฟ บางส่วนเลือกที่จะหลบอยู่ในอาคารบ้านเรือน บางส่วนก็พากันวิ่งหนีโกลาหล บ้างก็รอดบ้างก็ตาย และลุงของเขา "พลีนีผู้อาวุโส" ก็เป็นนายเรือที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือมิตรสหายหลังได้รับการแจ้งเหตุ แต่ตัวเขาเองกลับต้องเสียชีวิตลงในเหตุคราวนี้)