x

ในอดีตสหรัฐฯ มีอิทธิพลอย่างสูงในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในช่วงยุคสงครามเย็น ซึ่งสหรัฐฯ ได้พยายามทุ่มกำลังและงบประมาณเข้ามาเพื่อยับยั้งการแผ่อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสงครามเย็นจบสิ้นลง สหรัฐฯ ค่อยๆ ถอยจากภูมิภาคนี้ไป ทำให้มหาอำนาจเศรษฐกิจชาติใหม่อย่างจีนเข้ามามีอิทธิพลแทน
 
ในระยะหลังประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ พากันตีตัวออกห่าง ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ ที่หันไปใกล้ชิดกับจีนมากกว่า โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ยังเคยพูดเล่นๆ ว่า ถ้าจีนจะให้ฟิลิปปินส์เป็นมณฑลหนึ่งของจีนก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แม้ว่าที่ผ่านมาฟิลิปปินส์จะมีเรื่องกระทบกระทั่งกับจีนมานานในข้อพิพาทด้านอาณาเขตในหมู่เกาะทะเลจีนใต้
 
หรือไทยเองก็หันมาเอาใจจีนอย่างหนัก หลังถูกประเทศตะวันตกประณามเรื่องประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชน ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือการส่งตัวผู้อพยพชาวอุยกูร์นับร้อยให้กับจีนแม้จะรู้ว่าผู้อพยพเหล่านี้เสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม หรือแม้แต่ผู้ลี้ภัยชาวจีนที่รอการย้ายไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดาก็ถูกส่งตัวกลับจีนเช่นกัน
 
ที่มาเลเซีย ในยุคของอดีตนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัก ก็ไม่ต่างกัน เขามอบโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับจีนด้วยเงื่อนไขที่เอาใจจีนสุดๆ แลกกับการที่มาเลเซียต้องเป็นหนี้เป็นสินจำนวนมาก
 
แต่เมื่อ มหาเธร์ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ เขาก็ได้รับการจับตามองว่าจะเป็นผู้เปลี่ยนแนวทางดังกล่าว 
 
ช่วงเลือกตั้งเขารับปากว่าจะทบทวนโครงการความร่วมมือต่างๆ ระหว่างมาเลเซียและจีนที่ทำขึ้นสมัยของนาจิบ ราซัก และทำการเจรจาต่อรองใหม่ในข้อสัญญาที่ไม่เท่าเทียมซึ่งน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงที่เขาเดินทางไปเยือนจีนในเดือนสิงหาคมนี้
 
“จีนต้องเผชิญกับการทำสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมาอย่างยาวนาน และจีนก็จัดการกับมันด้วยการเจรจาใหม่อีกครั้ง” มหาเธร์ย้อนเกล็ดจีนโดยกล่าวถึงสมัยที่จีนถูกเอาเปรียบโดยมหาอำนาจตะวันตกหลังยุคสงครามฝิ่น
 
ในช่วงที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก มหาเธร์ไม่คิดจะอิงแอบกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่เลือกที่จะสร้างสมดุลในการคบค้าสมาคมกับชาติต่างๆ เพื่อความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายของตนเอง 
 
“เราจะเป็นมิตรกับจีน แต่เราไม่ต้องการที่จะเป็นหนี้จีน” มหาเธร์กล่าวหลังได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2
 
มหาเธร์ไม่ได้ต้องการที่จะมีปัญหากับจีน แต่เขากล้าที่จะต่อรองกับมหาอำนาจเมื่อประเทศของตนเองอยู่ในจุดที่เสียเปรียบ และไม่คิดที่จะให้ประเทศของตัวเองเป็นเพียงสนามเด็กเล่นของประเทศใหญ่ 
 
เพื่อลดการพึ่งพาการลงทุนจากจีน ไม่นานหลังเขาได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง มหาเธร์เลือกเดินทางไปยังญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก ประเทศที่เขาเลือกใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมัยแรกตามนโยบาย “มองตะวันออก” เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของสองประเทศในแนบแน่นยิ่งขึ้น 
 
“ญี่ปุ่นเข้าขนเงินมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาไม่เคยที่จะเอาวัฒนธรรมธรรมของตัวเองมาครอบงำเรา ซึ่งจริงๆ เราก็ยินดีต้อนรับทั้งการลงทุนและวัฒนธรรมของพวกเขามากๆ” เจ้าหน้าที่จากประเทศอาเซียนรายหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อกล่าวกับ South China Morning Post 
 
“การดึงญี่ปุ่นเข้ามาในภาพรวมจะช่วยสร้างสมดุลในภูมิภาค ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง” เจ้าหน้าทีสหรัฐฯ แหล่งข่าวที่ไม่ต้องการเปิดเผยชื่ออีกรายของสื่อฮ่องกงกล่าว
 
ด้าน Zhang Mingliang ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จาก Jinan University กล่าวว่า ญี่ปุ่นมีความได้เปรียบจีนอยู่มาก เพราะที่ผ่านมาญี่ปุ่นได้ลงทุนลงแรงอย่างหนักในการเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับโครงสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ และภาพลักษณ์ของญี่ปุ่นในสายตาคนอาเซียนก็ค่อนข้างเป็นภาพบวกมากกว่าจีน 
 
นโยบายด้านความมั่นคงของมหาเธร์ยังค่อนข้างสอดคล้องกับญี่ปุ่น ต่างจากสมัยนาจิบที่ค่อนข้างเงียบกับกรณีทะเลจีนใต้ โดยมหาเธร์ชี้ว่า ทะเลจีนใต้ไม่ควรอยู่ใต้การควบคุมของชาติใดชาติหนึ่งไม่ว่าจะเป็นจีนหรือสหรัฐฯ และในขณะที่เขาสนับสนุนนโยบาย “เส้นทางสายไหมทางทะเล” ของจีนแต่เขาก็บอกว่ามันจะไม่ใช่เส้นทางที่ถูกสงวนไว้ให้จีนเท่านั้น ชาติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ควรได้สิทธิในการใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน 
 
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาญี่ปุ่นเน้นมองแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลักในการเข้ามาในอาเซียน ต่างจากจีนหรือสหรัฐฯ ที่มุ่งหวังประโยชน์ทางยุทธศาสตร์โดยมีเงินทุนจากภาครัฐช่วยผลักดัน เมื่อญี่ปุ่นไม่ต้องการไปขัดประโยชน์ด้านอื่นๆ กับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ หรือจีน การดึงญี่ปุ่นเข้ามาช่วยในการต่อรองจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเท่าใดนัก