x

ปรากฏการณ์ “จันทรุปราคาเต็มดวง” ส่งท้ายเดือนมกราคม 2561 โผล่เต็มหน้าฟีดโลกสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลก สิ่งที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีเพียงแค่ภาพดวงจันทร์ที่แปลกตาเท่านั้น ความคิดเห็นจากชาวไทยที่เข้าไปพิมพ์ “สาธุ” และ “ขอพร” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติกันแบบรัวๆในโพสต์ถ่ายทอดสดหลายแพลตฟอร์มในสื่อออนไลน์เป็นอีกหนึ่งควันหลงที่ทำให้เกิดคำถามตามมา
 
ทุกครั้งที่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งอยู่นอกเหนือ “ความปกติ” ที่คนทั่วไปพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน วลี “สาธุ” และ “ขอพร” มักลอยมาให้เห็นบ่อยครั้ง วลีที่พบเห็นเหล่านี้ถูกนำมาเปรียบเทียบ ตั้งคำถาม(ที่เป็นคำถามเชิงล้อเลียนขบขันด้วยซ้ำ) ต่อที่มาของวลีเหล่านี้ ตั้งคำถามต่อแนวคิดความเชื่อเจ้าของข้อความที่มีต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 
 
วลีเหล่านี้กลายเป็นภาพสะท้อนสภาวะทางสังคมและความคิดในหลายแง่มุม ปราฏการณ์เหล่านี้มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆอย่างกว้างขวาง ถ้าได้สัมผัสข้อมูลที่มาที่ไปของปรากฏการณ์จะรู้ได้เลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องและไม่สามารถให้ในสิ่งที่ “สาธุ” และ “ขอพร” ได้ (ถ้าพิจารณาจากฐานข้อมูลที่พิสูจน์ได้ ณ ปัจจุบัน)

เว็บไซต์ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติอธิบาย “ปรากฏการณ์จันทรุปราคา” ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลก
 
ผู้สังเกตบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งไปทีละน้อยจนดวงจันทร์เข้าไปอยู่เงามืดทั้งดวง และเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก ช่วงที่ดวงจันทร์โคจรเข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกบางส่วนจะเรียกว่า “จันทรุปราคาบางส่วน” และช่วงที่ดวงจันทร์โคจรเข้าไปอยู่ในเงามืดของโลกทั้งดวง เรียกว่า “จันทรุปราคาเต็มดวง” จะมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงเป็นสีแดงอิฐ เนื่องจากได้รับแสงสีแดงซึ่งเป็นคลื่นที่ยาวที่สุด  หักเหผ่านบรรยากาศโลกไปกระทบกับดวงจันทร์
 
เว็บไซต์ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งอธิบายปราฏกการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า เป็นปรากฏการณ์จันทรุปราคาที่เกิดในช่วงดวงจันทร์โคจรอยู่ใกล้โลก ช่วงกึ่งกลางคราสเต็มดวง มีระยะห่างจากโลกเพียง 360,191 กิโลเมตร ซึ่งใกล้กว่าระยะห่างเฉลี่ยระหว่างโลกถึงดวงจันทร์ (ประมาณ 384,400 กิโลเมตร) จะมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวงสีแดงอิฐมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย 
 
นอกจากนี้ ยังตรงกับจันทร์เพ็ญครั้งที่ 2 ของเดือนอีกด้วย หรือที่นิยมเรียกกันว่าบลูมูน (Blue Moon) ซึ่งปกติดวงจันทร์เต็มดวงจะเกิดขึ้นเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น และดวงจันทร์ไม่ได้เป็นสีน้ำเงิน ปรากฏการณ์นี้นักดาราศาสตร์สมัครเล่น นิยมเรียกว่า “ซูเปอร์บลูบลัดมูน” (Super blue blood moon) เป็นจันทรุปราคาเต็มดวงช่วงที่ดวงจันทร์โคจรใกล้โลกและตรงจันทร์เพ็ญครั้งที่สองของเดือน
 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ศึกษาด้านพุทธศาสนาในเอเชีย แสดงความคิดเห็นว่า ความเชื่อของคนไทยต่อดวงจันทร์เป็นความเชื่อดั้งเดิม อย่างเช่นตำนานเรื่อง “กบกินเดือน” จากข้อมูลในหนังสือ “ไทบ้านดูดาว” งานศึกษาโดยนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ซึ่งเป็นตำนานที่พบในกลุ่มคนไทยอีสาน ล้านนา ลาว หรือไทดำไทขาวในเวียดนาม
 
เรื่องราวในตำนานของ “กบกินเดือน” แตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิ่น บางกลุ่มมอง “กบ” เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์จากหลายเหตุผลตั้งแต่เรื่องเป็นสัตว์แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์หรือเป็นสัตว์ที่ใกล้ชิดเกี่ยวข้องกับมนุษย์ แต่โดยสรุป ตำนานจะมองว่า “กบ” เป็นสัตว์ที่กลืนพระอาทิตย์ซึ่งสะท้อนแนวคิดและความเชื่อต่อเรื่อง “เหนือธรรมชาติ” 
 
ในแง่มุมมวิทยาศาสตร์ นายพิสิฏฐ นิธิยานันท์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) แฟนพันธุ์แท้ดวงดาว ยกตัวอย่างอีกหนึ่งตำนานเรื่องตำนานกวนเกษียรสมุทร ซึ่งเกี่ยวข้องกับราหู เป็นตำนานที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย และเป็นความเชื่อร่วมในหลายประเทศของเอเชีย 
 
เหตุผลง่ายๆที่อธิบายปรากฏการณ์นี้คือดวงจันทร์โคจรเข้ามาในเงามืดของโลกทำให้ดวงจันทร์มืดไปขณะหนึ่ง แต่หลายวัฒนธรรมในเอเชียเห็นว่าเสี้ยวหนึ่งของดวงจันทร์หายไปเหมือนถูกเขมือบไป ดวงจันทร์ที่เคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงถูกคนในสังคมพยายามหาเหตุผลมาอธิบายปรากฏการณ์นี้นำมาสู่ตำนานเรื่องราวต่างๆในท้องถิ่น
 
“ถ้าเทียบเชิงสังคมแล้ว สังคมตะวันตกเน้นพึ่งพาตนเองมากกว่าที่จะพึ่งพิงเรื่องโชคชะตา ถ้าเอาเข้าจริงแล้ว เชื่อว่าคนที่ขอพรหรือสาธุบางส่วนน่าจะรู้ว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ด้วยแบ็คกราวด์ทางจิตใจเบื้องหลังส่วนหนึ่งทำให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้”
 
ย้อนกลับไปสมัยที่เทคโนโลยีและการสื่อสารยังไม่สามารถแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งใน “ศาสนาธรรมชาติ” โดยดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการด้านศาสนวิทยา แสดงความคิดเห็นว่า ศาสนาธรรมชาตินี้เกิดก่อนความเชื่อเรื่อง(ศาสนา)ผีและวิญญาณ และเป็นธรรมชาติทั่วไปที่ความเชื่อของคนไทยจะไหว้ดวงจันทร์ ขอพรจากดวงจันทร์สืบต่อกันมาเช่นเดียวกับความเชื่อในประเทศอื่นในเอเชีย
 
“คติความเชื่อดั้งเดิมที่ผูกกับตำนานในหลายประเทศแถบเอเชียมอง​ ‘ดวงจันทร์’ เป็นไปในลักษณะลึกลับ จากที่ความมืดมอบความรู้สึกหวาดกลัวแก่คน ซึ่งมันตามมาด้วยความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ เมื่อดวงจันทร์ให้แสงสว่างท่ามกลางความมืด เป็นเจ้าแห่งความสว่างท่ามกลางความมืด คติความเชื่อเรื่องการขอสิ่งต่างๆจึงตามมา” ดร.ศิลป์ชัย แสดงความคิดเห็น
 
ดร.ศิลป์ชัย อธิบายเพิ่มว่า ความเชื่อดั้งเดิมอย่างการขอจากดวงจันทร์เป็นเรื่องเชิงประเพณี ในแง่ศาสนาพุทธในไทย มีวัดที่จัดบูชาราหู ชาวไทยที่มีความเชื่อด้านนี้มักไปกราบไหว้อยู่เสมอ ขณะเดียวกันวัดหรือสถานที่ทางศาสนามักรู้และเข้าใจความต้องการ-ความคาดหวังของคนทั่วไปเป็นอย่างดีจึงหยิบจับความเชื่อเหล่านี้ไปใช้เรียก “ศรัทธา” 
 
ต้องยอมรับว่าการผสมรวมกันระหว่างความเชื่อเรื่องผี วิญญาณ และคติแบบพุทธ ปัจจุบันถูกผสมรวมกันกลายเป็นเนื้อเดียว การดำรงอยู่ของหมอดู ไสยศาสตร์ หรือแม้แต่ศาลเจ้า ก็หยิบความเชื่อบางอย่างไปใช้ประโยชน์ 
 
คำถามคือ ความเชื่อเหล่านี้ส่งผลอย่างไร
 
“เรื่องลบอาจไม่มาก แต่ก็ไม่ส่งผลบวกเช่นกัน ถ้าคนในสังคมพูดแต่เรื่องไสยศาสตร์ บางครั้งไม่มีแง่มุมทางวิทยาศาสตร์เข้ามา สะท้อนว่าสังคมอยู่กับประเพณีด้านไสยมากเกินไปก็น่าเป็นห่วง ถ้าเป็นเรื่องประเพณี การละเล่น” ดร.ศิลป์ชัย กล่าว
 
วลีจากความคิดเห็นของชาวไทยในโลกสื่อสังคมออนไลน์สะท้อนบทเรียนสำคัญมากกว่าคำถามเชิงล้อเลียนบางอย่าง ย่ิงเมื่อเทียบกับความคิดเห็นจากชาวต่างชาติซึ่งแสดงความคิดเห็นเชิงเหตุผลมากกว่าอ้างอิงถึงความเชื่อหรือคติท้องถิ่น 
 
แม้ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการเลือกเชื่อในสิ่งที่ต้องการเชื่อ แต่อย่างน้อยถ้าลองพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อมูลหรือระบบคิดแบบวิทยาศาสตร์มาเสริมเพิ่มเติมบ้างอาจเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น 
 
ขณะเดียวกัน ความเชื่อบางอย่างที่เกินขอบเขตความเป็นจริง นักวิชาการด้านศาสนาอย่างดร.ศิลป์ชัย เชื่อว่า คนในสังคมต้องกล้าทักท้วงคนที่หลงเชื่อ และลดทอนความเชื่อด้านไสยด้วย
 
ซึ่งความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ไม่ได้ถือเป็นผลร้ายที่กระทบกระเทือนต่อตัวบุคคลมากนัก ถ้าไม่หลงเชื่อแบบ “งมงาย”​ เกินไป