ท่ามกลางกระแสตั้งคำถามต่อนาฬิกายังไม่สร่างไปจากสังคมไทย โลกไซเบอร์ยังมีเรื่องราวเหล่านี้ผุดขึ้นมาต่อเนื่อง ล่าสุด เป็นภาพกราฟฟิตีปริศนาที่เผยแพร่ส่งต่อกันในสื่อสังคมออนไลน์ 
 
สังคมไทยคุ้นเคยกับงานกราฟฟิตีในแง่อักษรท้าทายกัน หรือประกาศสถานะว่าตัวเองเป็นบิดาใครบ้าง แต่ในด้านหนึ่ง "สตรีทอาร์ท" อีกกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้นในสังคมตะวันตกทั้งในฐานะศิลปะล้อเลียนหรือตั้งคำถามท้าทายปัญหาในสังคม 
 
สำหรับงานกราฟฟิตีชิ้นที่สร้างความตะลึงในกรุงเทพฯครั้งนี้เป็นผลงานของศิลปินสตรีทอาร์ทไทยซึ่งใช้ชื่อว่า Headache Stencil ผลงานช้ินล่าสุดที่ถูกส่งต่อกันไปเป็นภาพนาฬิกาปลุกที่ตรงกลางมีใบหน้าที่คล้ายกับบุคคลที่ชาวไทยคุ้นเคยกันดี 
 
แม้ความเคลื่อนไหวล่าสุดจะมีเจ้าหน้าที่เทศกิจไปลบภาพที่ถูกพ่นบนสะพานแล้ว (วันที่ 2 กุมภาพันธ์) แต่กระแสและข้อสงสัยต่อที่มาของงานนี้ยังวนเวียนอยู่ในหัวคนไทยเช่นเดียวกับคำถามคาใจเรื่องความหมายและการสื่อสารนาฬิกา(ปลุก)ในภาพที่ว่อนโลกไซเบอร์

Headache Stencil ตอบรับที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานสตรีทอาร์ทในไทย และที่มาของงานชิ้นนี้ รวมไปถึงคำถามที่รายล้อมงานสตรีทอาร์ทในบริบทสังคมไทยและบริบทสังคมโลก 
 
GM Live : ที่มาและแรงบันดาลใจสู่งานกราฟฟิตีชิ้นนี้
 
ตอนแรกไม่กล้าทำเท่าไหร่ แต่ผมว่าระยะเวลาหนึ่งแล้วที่ไม่มีอะไรชัดเจน ภาพเริ่มขุ่นไปเรื่อยๆ เราควรทำอะไรบางอย่าง เพราะปกติส่วนตัวก็ทำงานศิลปะเชิงการเมืองอยู่แล้ว ก็เลยทำหน่อย
 
สำหรับแนวคิดงานนี้คือมองว่า “เรื่องที่เกิดขึ้น” เป็น “นาฬิกาปลุก” สำหรับคนไทย มันปลุกคนไทยเยอะมากให้ตาสว่าง เห็นขาวเป็นดำ เห็นดำเป็นขาว (ขำ) 
 
โอเค มันอาจยังไม่มีอะไรตัดสินออกมา แต่เฮ้ย สิ่งที่คิด สิ่งเห็น อาจไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นหรือที่คิดก็ได้ แล้วผมเป็นคนทำงานสตรีทอาร์ททั่วไป ทำมาตั้งแต่หลังปฏิวัติ วันนี้การที่อยู่ดีๆคนหันมาสนใจ อยู่ๆมาแชร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีทำงาน แต่ไม่มีใครกล้าแชร์
 
ผมว่ามันถึงวันที่คนในสังคมเริ่มรู้สึกตัวว่าตัวเองมีสิทธิที่จะพูดอะไรที่อยากพูดไม่ใช่เหรอ ในขณะที่ผมเป็นคนธรรมดา สารที่ส่งไปสู่คนธรรมดา ผมยังเฉยๆ แต่กับคนที่มีหน้ามีตาในสังคม สิ่งที่พูดคิดออกไปมีพลังอำนาจมากกว่าที่ผมทำแน่ คนเหล่านี้ถ้าคิดว่ามีอะไรไม่ถูกต้องก็ควรพูดมาได้แล้ว 
 
ถ้าคนเดียวพูดอาจโดนยิง สิบคนพูดอาจโดนยิงได้ แต่ถ้าร้อยคนพูด ผมว่าไม่กล้ายิงแล้วนะ พันคน หมื่นคน ปืนที่ใช้ กระสุนที่ใช้อยู่ทุกนัดก็คือเงินของประชาชน ผมว่าแค่นี้ประชาชนมีสิทธิพูด ผมคิดว่าสิ่งที่ทำบรรลุเป้าที่ให้คนกล้าแชร์ คือกล้าพูดแล้วนะ
 
GM Live : มองอย่างไรกับตัวอย่างก่อนหน้านี้ที่เคยมีคนพ่นสัญลักษณ์เสียดสี(ในสถานที่ราชการ)แล้วโดนจับ ไม่กลัวถูกดำเนินคดีเหรอ
 
จะมาจับผมเรื่องอะไร ถ้าผมไปทำของสาธารณะเลอะเทอะก็มีกฎหมายที่ลงโทษเรื่องนี้อยู่ แต่ถ้าจะจับผมเรื่องไม่พอใจที่งานผมไปทำอะไรใครมากกว่านั้น ถ้าเกิดจริง คิดว่าประเทศนี้น่าจะอยู่ยากแล้วหละ 
 
อันนี้ผมว่าไม่ได้ดูหมิ่นอะไร แต่สื่อสารว่าสิ่งที่ทำมันปลุกคนไทยทั้งประเทศแล้ว 
 
GM Live : มองอย่างไรกับคนที่วิจารณ์วิธีการพ่นภาพสีลงบนพื้นที่สาธารณะเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย
 
ผมเป็นศิลปินแนวสตรีท ผมก็ต้องพ่นบนถนน ผมว่ามันมีทั้งโลก สิ่งที่ทำไม่ได้เหมือนกับเด็กนักเรียนที่พ่นว่าใครเป็นพ่อใคร ผมว่าศิลปินสตรีทอาร์ทในโลกพ่นบนพื้นที่เหล่านี้เหมือนกัน 
 
ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดามากกว่า คนไทยด้วยความที่ไม่กล้า เลยอาจมองเป็นของใหม่หรือเปล่า แต่ทั้งโลกมี Politic Art แต่จริงๆศิลปินสตรีทของไทยก็มีเยอะ คนที่พ่นกันก็พ่นเรื่องนำ้เสียจากโรงงาน ทุกคนทำเพื่อสังคม น้องๆรุ่นใหม่ที่ทำขึ้นมา สีสเปรย์ที่พ่นกันไม่ใช่ถูกๆนะ แล้วเรามาพ่นเล่นใส่พื้นที่บนถนนโดยไม่มีค่าตอบแทนอะไร 
 
โอเค ต่อให้เรื่องที่พ่นไม่ได้เป็นเรื่องที่กระทบต่อสังคม หรือทำเพื่อความสวยงามเฉยๆ แค่คุณอยากไปเติมความสวยงามกับจุดที่มันดูแย่อยู่มันก็ดูสวยแล้ว ผมว่านะ 
 
GM Live : ถ้ามีคนบอกว่า "ความเจ๋ง" จากการทำสตรีทอาร์ทคาบเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมาย มองแนวคิดนี้อย่างไร
 
ในมุมผมมองว่ามันเป็นงานศิลปะ ผมว่ามันเป็นเส้นบางมากๆ ถ้าไปพ่นว่าเป็นพ่อใคร ผมโดนด่าก็ยอมรับได้ แต่อันนี้ผมไม่รู้สึกว่าทำอะไรเสียหาย 
 
GM Live : ในขณะที่ศิลปินสตรีทระดับโลกมี Banksy วงการศิลปินล้อเลียนการเมืองในไทยเป็นอย่างไร 
 
มีคนที่ทำแบบนี้อยู่ แต่คิดว่าด้วยความที่เป็นศิลปะจ๋า คนอาจตีความไม่ทัน เป็นศิลปินที่ชื่อ “มือบอน” (Muebon) ที่เป็นรูป “หัวกะโหลกหนู” แต่จริงๆแล้วงานเขาที่ทำก็ทำเกี่ยวกับสังคมตลอดเหมือนกัน 
 
ส่วนผมแค่มาแตะการเมืองแบบเพียวๆ หนักๆเลยมากกว่า แต่จริงๆมีอีกเยอะที่ทำเกี่ยวกับสังคม ก่อนหน้านั้นที่ผมพ่น คนก็คิดว่าเป็นฝรั่งมาตลอด 

GM Live : ก่อนหน้านี้เคยพ่นสีแล้วเคยเกิดเหตุการณ์วิวาทะไหม
 
มีเคยพ่นที่งานที่พัทยา พ่นรูปหน้าคล้ายๆลุงตู่แล้วตัวเป็นหมี พอกลับกรุงเทพฯ โดนโทรศัพท์มาตามว่าให้ตามไปแก้หน่อย สุดท้ายผมไปก็ไม่อยากลบ ก็ไปเพิ่มเป็นผ้าปิดปาก ปิดตาไปข้างหนึ่ง ตอนที่ไปแก้ก็รู้จักกับเพื่อนศิลปินอื่นๆ 
 
GM Live : สไตล์การพ่นงานของคุณเป็นเรื่องการเมืองมาตลอดหรือเปล่า 
 
จริงๆก็อยากพ่นเรื่องการเมือง แต่คิดว่าอาจเสี่ยงตาย ก็เลยใช้วิธีพ่นอย่างอื่นคั่นๆไปให้ซอฟต์ลง 
 
GM Live : ที่ทำไปลงทุนด้วยตัวเองทั้งหมดเลยหรือเปล่า
 
ใช่ครับ ไม่มีท่อน้ำเลี้ยง (หัวเราะ) 
 
GM Live : ได้อะไรกลับมาจากสิ่งที่ทำไป
 
ผมว่าได้ความสุข ไม่รู้ว่าคนจะเห็นหรือไม่เห็น ชอบหรือไม่ชอบ เวลาคนทำงานศิลปะจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ เราได้ส่งออกสิ่งที่คิดเสร็จแล้ว แล้วยิ่งปัจจุบันไม่ต้องรอให้คนมาเห็นกำแพง มันมีสื่อสังคมออนไลน์ที่คนอีกซีกโลกเห็นงานเราได้ มันก็ทำให้ทำงานง่ายขึ้น 
 
ในมุมผมคือคนควรกล้าพูด การที่ผมเอาสติ๊กเกอร์หน้าลุงตู่ไปติดตามที่ที่ผมไปเที่ยวก็คือสิ่งที่อยากบอกว่าคนจะได้ช่วยกันทำ ไม่ว่าคนนี้จะทำดีหรือไม่ดีต่อประเทศ เราต้องใช้เวลาดูกันต่อ แต่คนจะจดจำใบหน้าใบนี้ไว้ ถ้าผลออกมาไม่สวยอย่างที่คนคิดไว้ คนจะได้จำไว้ว่าสิ่งที่เคยคิดว่ามันจะดี มันอาจไม่ดีก็ได้นะ 
 
GM Live : ถ้ามีคนถามว่า "ความสุขนี้คาบเกี่ยวกับกรอบกฎหมาย" จะบอกคนที่ตั้งคำถามงานสตรีทออาร์ทอย่างไร
 
ผมยินดีเสียค่าปรับ หรือโดนตามกฎหมาย ไม่มีทางดิ้นว่าเป็นเพื่อนมาพ่นแน่
 
GM Live : ปกติแล้วทำอาชีพอะไรอยู่
 
ผมมีงานจ็อบอย่างอื่นที่ทำอยู่ มันเหมือนกับคนอื่นไปตีแบตเล่นในคอร์ทตอนว่าง ผมก็ทำงานแบบนี้เป็นงานอดิเรก ส่วนอาชีพหลักก็ทำงานศิลปะ ทำของขาย หรือบางทีเพื่อนได้งานใหญ่ๆมา เวลาทำงานต้องใช้ทีม เราก็ไปเป็นลูกทีมเขา 
 
GM Live : มีวางแผน วางไอเดียงานต่อไปหรือยัง
 
จริงๆมีอยู่บ้าง แต่ต้องรอดูตามสถานการณ์ก่อน (หัวเราะ)
 
GM Live : ถ้าเทียบไทม์ไลน์ภาพที่ออกมาใกล้เคียงกับช่วงกระแสงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ถ้าเปรียบแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้ล้อเรื่องนาฬิกา เปรียบเทียบกันแล้วเสียวไหม
 
ผมถามว่ามีทหารประเทศนี้ประเทศเดียวไหมที่ทะเลาะกับเด็ก ผมเรียนมาจากจุฬาฯ เมื่อเช้าผมดูข่าวแล้วคิดว่าถ้าผมเรียนอยู่นะ ผมต้องทำอะไรแน่ๆ 
 
ถ้าเด็กจะร้องแต่ปิดปากเด็ก เวลาเด็กขออะไรก็บอกว่าเขาเป็นเด็ก เวลาคิดอะไรขึ้นมาก็บอกเป็นเด็ก ไม่ประสีประสา ไปฟังคนอื่นมา 
 
GM Live : อยากบอกอะไรกับคนที่เห็นงานแล้วชอบ หรือวิจารณ์ว่าไม่ชอบ
 
คิดว่าของทุกอย่างมีสองมุม ผมมั่นใจว่ามีทั้งคนชอบและเกลียดงาน มีทั้งคนชอบและเกลียดสิ่งที่ผมพูดไป แต่มันเป็นไปไม่ได้เหรอที่คนคิดไม่เหมือนกันจะอยู่ด้วยกัน ผมว่ามันเป็นไปได้นะ