x

บรรยากาศวงการวรรณกรรมยุคนี้เต็มไปด้วยสีสัน (ไม่ว่าจะมองในแง่บวกหรือลบก็ตาม) สีสันที่โดดเด่นที่สุดในช่วงปลายปีหนีไม่พ้นการแจ้งเกิดของนักเขียนซีไรต์ที่จารึกชื่อเป็นเจ้าของรางวัลที่น้อยที่สุดจนถึงปี 2017 เธอคือ ลี้ - จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท
 
สำหรับแฟนนิยายสายดาร์คแฟนตาซี นิยายวาย หรือนิยายชายรักชาย น่าจะรู้จักชื่อเธอเป็นอย่างดี แต่สำหรับแวดวงวรรณกรรมอาจยังเป็นโลกใหม่สำหรับลี้ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ซึ่งเพิ่งมีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มแรก การเริ่มต้นของเธอนำนักเขียนวัย 25 ปีสัมผัสรางวัลซีไรต์ รางวัลที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงวรรณกรรมภูมิภาคอาเซียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา
 
หญิงวัยรุ่นยุคใหม่วัย 25 ปี มีแนวคิดสร้างงานเรื่องสั้นที่ถูกนิยามว่า "ลึกซึ้งและคมคาย" อย่างไรบ้าง ติดตามจากบทสัมภาษณ์พิเศษที่จะบอกเล่าตัวตนและที่มาของแนวคิดการสร้างงานที่มีโครงเรื่องซับซ้อนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

GM : อ่านนิยายหรือหนังสือชนิดที่อ่านมีอะไรบ้าง อย่างในงานเขียนของลี้ จะมีพูดถึง มีนักปรัชญาด้วย
จิดานันท์ : เพราะว่าตอนเขียนสองเรื่องแรกจะเป็นช่วงที่ลี้เรียนปีสามปีสี่แล้ว แล้วปีสี่ไปลงตัวเลือกปรัชญาไว้เยอะ แล้วก็บางทีอาจารย์ก็จะสั่งให้อ่าน text เยอะมากแล้วบางทีพอเราอ่าน text เราก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อย ในตรงนี้เราน่าจะเอามาเขียนนะ ถ้าสมมติเรามีเมืองแบบนั้นแบบนี้ เราก็โยน text ทิ้งไปแล้วก็เอามาเขียน (หัวเราะ) ส่วนใหญ่อิทธิพลก็มาจากช่วงนั้น เราอ่าน text ซึ่งเอาจริงๆเป็นการบังคับด้วยแหละ
 
GM : ส่วนใหญ่ เท่าที่คุยมานักเขียนจะบอกว่าเป็นอาชีพที่ทำเงินแต่ไม่ถึงขั้นรวย  ทำไมถึงเลือกอาชีพเป็นนักเขียน เป็นนักเขียนนิยายเต็มตัวใช่ไหมครับ
จิดานันท์ : คือลี้เขียนหนังสือมาตลอดตั้งแต่มัธยม  ตอนมหาลัยเราก็เขียนแล้วเราก็เริ่มได้รางวัลแล้วด้วย แต่เราก็ยังพูดกับเพื่อนว่า เออ ชั้นก็คงเป็นนักเขียนอาชีพไม่ได้มั้งแก มันน่าจะอยู่ไม่รอด ลี้ก็ไปสมัครงานบริษัท ซึ่งลี้ก็ไปทำงานบริษัทก็โอเคด้วยนะ ก็ทำงานได้ บอสก็ใจดี  แต่ว่าตอนนั้นก็มีบรรณาธิการที่เขาขอต้นฉบับแต่เราก็มัวแต่ทำงานบริษัท ทำให้เราไม่ได้ให้เขาสักที จนถึงจุดนึงลี้ก็ว่าเราจะลาออกเพื่อมาเขียนหนังสือ มันก็เหมือนมีจ็อบที่เราต้องทำมาเรื่อยๆ ก็อยู่แบบพอจะมีเงินอยู่มาได้จนถึงตอนนี้ ก็พยายามทำอยู่
 
GM : "สิงโตนอกคอก" มีตัวละครที่มี conflict และซับซ้อนเยอะเหมือนกัน เหมือนเทียบระหว่างโลกจินตนาการกับโลกความเป็นจริงที่มันเหมือนเอาตัวละครนี้ไปสะท้อนโลกความเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า ไปเอาวัตถุดิบที่เป็น conflict เหล่านี้จากไหน
จิดานันท์ : คือความจริง เล่มนี้ส่วนใหญ่จะตั้งคำถามเชิงปรัชญาหรือไม่ก็บอกตัวเองว่าโอเคเราจะเล่าหัวข้อประเด็นนี้นะ เช่นประเด็นเพศสภาพ ประเด็นความดี อะไรอย่างนี้ แล้วลี้ก็จะพยายามสร้างสตอรี่ไปรอบๆให้มันเล่าเรื่องนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นบางที conflict ต่างๆของตัวละครมันเกิดขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องนั้น คือเหมือนลี้พยายามจะสร้างสิ่งใหม่ๆให้ตอบในโจทย์ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา
 
GM : เห็นอะไรที่มันเป็นโลกความเป็นจริงที่ต้องมาตั้งโจทย์ให้มันเป็นนิยาย แล้วที่ตั้งมาจงใจสื่อถึงความมืดมิดในโลกความเป็นจริงด้วยหรือเปล่า
จิดานันท์ : คือไอ้พวกโจทย์ที่เป็นปัญหาปรัชญาหรือแบบมาจากในคลาสเรียน ปัญหาที่เราถกเถียงกันแบบ ongoing มานานค่ะ แล้วเอามาใช้ วิธีการที่เราจะเล่าโจทย์พวกนี้ได้เราต้องดาร์ค เราไม่มีทางเล่าโจทย์พวกนี้ได้ร่าเริง แฮปปี้สุดๆ โอเค มันจำเป็นต้องดาร์ค ทีนี้พอมีปัญหาว่ามันสะท้อนสังคมไหม แต่ว่าคนอ่านเห็นว่ามันสะท้อนสังคม แต่ความจริงคือเราน่ะ ยุ่งเกี่ยวกับคำถามปรัชญา เรายุ่งกับ text ของอิมมานูเอล คานต์อะไรเงี้ยะ ทำไมมันกลายเป็นการสะท้อนสังคมไทยอย่างเป็นภาพเหมือน เป็นรูปรอยเดียวกันเลย เพราะคำถามทางปรัชญานั้นสะท้อนโลกแห่งความจริง
 
คือที่ถกเถียงกันมา บุคคลที่ฉลาดๆมากมายถกเถียงกันมาตั้งแต่ก่อน ยุคคริสต์ศักราชมาจนถึงตอนนี้แล้วมันยังไม่จบ เพราะว่าคำถามมันต้องสำคัญจริงแล้วมันต้องสะท้อนโลก พอเราเขียนถึงคำถามนี้มันก็ไม่แปลกที่มันสะท้อนโลก โดยเฉพาะโลกในยุคนี้
 
GM : เวลาต้องเลือกหยิบโจทย์จาก text เราหยิบเราไปหยิบเห็นอะไร ความมืดมิดจากโลกความเป็นจริงอย่างในชีวิตประจำวัน เราเคยหยิบมาด้วยไหม
จิดานันท์ : มันก็มี คือสำหรับเล่มนี้ก็จะไม่ค่อย แต่ว่ามันก็จะมีบางอย่างที่เราเอามาจากเล็กๆน้อยๆมาใส่อย่างเช่น ตัวละครตัวอื่น บางทีเราเห็นพวกคน หรือวิธีที่คนกระทำต่อกับบนเฟสบุ๊ค เราก็ดูว่า โห สังคมมันเป็นแบบนี้ว่ะ เราก็เอามาใส่ในเรื่องโดยที่ก็ไม่ได้เล่าแบบว่าเขาพูดในเฟสบุ๊ค เขาอาจจะพูดในศาลากลางหมู่บ้านอะไรอย่างนี้ สำหรับเล่มนี้ แล้วก็จะมีอีกเล่มนึงที่เป็นเรื่องที่ realistมากกว่านี้ สัจนิยมมากกว่านี้ คือ "วันหนึ่งความทรงจำจะทำให้คุณแตกสลาย" ของเม่นวรรณกรรม เล่มนั้นมันก็จะมาจากประสบการณ์จริงมากกว่า อันนี้ไม่ค่อย แต่เล่มนั้นบางทีเป็นไดอารี่เลย แล้วแบบเกลาๆภาษานิดนึงด้วยซ้ำ
 
GM : ตัว text ที่เราเรียนมาและสนใจหยิบมาใช้ มันยังมีอะไรที่ยังคาใจอยู่ เราถึงเลือกมา
จิดานันท์ : วิชาปรัชญามันไม่มีคำตอบ วิชาปรัชญามันจะเป็นแบบโอเค เขาเถียงกันมาตั้งแต่ยุคโสเครติสน่ะ มาถึงเรเนสซองค์ก็เถียง คลาสสิกก็เถียง แม้แต่วันนี้ก็เถียง แล้วก็เถียงแบบโพสต์ไปอีกอะไรงี้ งั้นพอเรียนปรัชญาเสร็จมันจะไม่มีจุดจบ มันก็เลยยังอยู่กับเรา แล้วคนแต่ละคนก็คงเอาสิ่งที่อยู่ในตัวไปทำอะไรแตกต่างกันไป สำหรับลี้ ลี้ก็เอามาเขียน ซึ่งบางทีพอเขียนแล้วมันก็ได้ conclusion บางทีมันก็ไม่ได้ แล้วบางที conclusion นั้นก็ถูกหักล้าง ก็เหมือนปรัชญาค่ะ เราอาจจะคิดว่า พออริสโตเติลบอกแบบนี้ เท่ากับโสเครติสถูกหักล้าง สักพักอริสโตเติลก็ถูกหักล้าง นิชเชบอกพระเจ้าตายแล้ว สักพักนิชเชก็ตายแล้ว (หัวเราะ)
 
 
GM :  เราอยากให้เขาได้อะไรจาก ถ้าสมมติว่าเขาเก็ตน่ะครับ เราคาดหวังว่าจะให้เห็นความเป็นธรรม สังคมเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
จิดานันท์ : ถ้าเขาเก็ตนะ อยากจะให้มันอยู่กับเขา มันจะมีอีกหลายเรื่อง บนหาดความเป็นมนุษย์ เท่าไหร่AIถึงจะกลายเป็นคน หรืออะไรดี คือมันจะมีอีกหลายเรื่อง อีกหลายๆคำถาม ถ้าเขาอ่านแล้วเข้าใจ เราอยากให้มันอยู่กับเขา แล้วพอวันนึงเขาออกไปข้างนอก เขานั่งรถเมล์ หรือมองออกไปข้างนอก เขาอาจจะคิดว่า เฮ้ย เหมือนเรื่องตอนนั้นเลยว่ะแล้วถ้าเขาได้คิดต่อไปอีก เขาจะคิดอะไรไม่รู้ล่ะ แต่คิดต่อแบบของเขา ในชีวิตของเขา คืออยากให้ไปคิดต่อในบริบทของตัวเอง
 
GM : คิดว่าสังคมไทยมันเป็นแบบในเรื่อง "ในโลกที่ทุกคนอยากเป็นคนดี" ไหมว่าคนจะตัดสินคนอื่นจากสัญลักษณ์ประจำตัวแต่ละคนที่ถูกผู้มีอำนาจอธิบายว่าเป็นตัวตัดสินคนว่าดีหรือชั่ว สีขาวคือปกติ ถ้าเปลี่ยนเป็นสีดำคือลงโทษได้เลย 
จิดานันท์ :  ลี้พยายามที่จะทำให้มันอ่านง่ายแล้วก็ยกตัวอย่างสิ่งที่ทำให้เราติดใจ เพราะอย่างนั้นมันจะมีจุดที่สุดโต่งมาก คือการดึงให้สุดโต่ง มันทำให้อ่านง่ายค่ะ สังคมไทยไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น มันยังมีการประนีประนอมกันอยู่ คือเราไม่ได้ฆ่ากันตามถนนนะ แต่ถ้าเราลดระดับลงมา มันมีความเหมือนมั้ย เหมือนนะ บางครั้งคุณโกรธเกรี้ยวคนที่คิดต่างมากเลยทั้งที่มันไม่จำเป็นที่จะต้องเกลียดชังกันขนาดนั้น ก็คนเดินตามถนนด้วยกัน แต่สังคมไทยมีความกราดเกรี้ยว มีความเป็นเรา-ความเป็นอื่นมากพอสมควร โดยเฉพาะในยุคหลังถูกเร่งด้วยลักษณะวิธีการสื่อสารแบบใหม่ๆ 
 
คือเราไปใช้ลักษณะวิธีการสื่อสารแบบเทคโนโลยีใหม่ๆ คือไม่ได้บอกว่าคุณโง่เกินไปสำหรับเฟสบุ๊คนะ แต่ตัวผู้ใช้ device ผู้ใช้เครื่องมือยังมีกรอบความคิดเก่าๆอยู่ แบบอยู่ในยุคที่มีเฟสบุ๊ค แต่ว่าพอจะเถียงกัน สมมติเรื่องการุณยฆาตเนี่ย แทนที่จะเถียงกันด้วย logic ในยุคที่คนมี iPhone ก็ตอบเลยมันบุญ มันบาป โอ๊ย ตายไปเป็นเปรตนะ 
 
คิดว่าด้วยความที่เรายังมีความหลง คือโอเคเราไม่ได้ต่อต้านนะ ผีอาจจะมีจริง แต่การที่คนไม่สามารถคิดอะไรเป็น logic ได้ แต่ว่าสังคมทำให้คุณแสดงความคิดเห็นได้เร็วขึ้น มันทำให้คนปะทะกันง่ายขึ้น เพราะทุกคนเข้ามาเหมือนเมาน่ะ 
 
GM : ในรายละเอียดบางอย่างที่เหมือนเป็นแฟนตาซีแต่เหมือนมีความการเมืองที่เป็นรายละเอียดอยู่ข้างใน เราตั้งใจใส่ลงไป เป็นความอยากระบาย หรือใส่ลงไปเพื่อให้เขาเข้าใจว่ากำลังอุปมาถึงบริบทอะไรบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงการเมืองบางอย่างหรือเปล่า
จิดานันท์ : ถ้าถามว่าเรา representative การเมืองไทยเลยไหมน่ะเหรอ คือเรารู้สึกว่าเรา representative สังคมโดยรวมนะ คือแบบเมืองนอกก็อาจจะมี ถ้าสมมติเราบอกว่า เรากำลังเขียนภาพผู้ปกครองประเทศที่ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเราหมายถึงผู้ปกครองประเทศที่ดีเฉพาะในเมืองไทย คนในประเทศอื่นเขาอาจจะคิดถึงผู้ปกครองประเทศที่ดีของเขา ถ้าเรากำลังจะพูดถึงแบบระบบสังคมที่เลว ก็ไม่ได้หมายความว่าเกิดสังคมที่เลวเฉพาะในเมืองไทย
 
ลี้เชื่อว่าถึงสวีเดนก็อาจจะเคยเห็นจุดแบบนี้ในสังคมของเขา แล้วบางคนเขาไม่ได้มองแค่ระดับประเทศด้วยนะ คือเหมือนเป็นเรื่องอุปมาเนอะ เพราะงั้นเราก็สามารถที่จะเอาฟิล์มไปทาบกับอะไรก็ได้ เมื่อเช้าคุยกับพี่คนนึงเขาบอกว่า เออ สุดท้ายพี่รู้สึกว่าอ่านจบแล้วเหมือนการเมืองในที่ทำงานพี่เลย เหมือนอีคนในที่ทำงานพี่เลย  คือพี่ไม่ได้ครอบกับโครงสร้างใหญ่เท่าประเทศแต่พี่ครอบกับออฟฟิศนี่แหล่ะน้อง ไม่ไกลตัว พี่อินมาก เราก็ เฮ้ย มันก็มีมุมมองนะที่จะเอาไปใช้ต่อ
 
GM : อะไรที่ทำให้เราอยากเขียนอะไรที่หนักๆ ทั้งที่นิยายวายส่วนใหญ่ไม่ได้หนักขนาดนั้น ทำไมเลือกสร้างเอกลักษณ์แบบสายดาร์คนี้ขึ้นมา
จิดานันท์ : เวลาลี้ไปเห็นอะไร ลี้ก็จะคิดๆต่อ ความจริงแค่เห็นกระดานนี้ (ชี้ไปที่กระดานจดประเด็นข่าว) เอาจริงๆไปลงเรื่องสั้นได้เล่มนึงแล้วก็ไปเขียนต่อได้ คิดแล้วก็จดบันทึกไว้ พอถึงเวลาที่จะเขียนอะไรก็เอามาดูว่าอันไหนพอใช้ได้บ้างก็เอามารวมๆใช้ แต่บางทีก็อาจจะเป็นเพราะว่าสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราคิดมันมีแต่ของแนวนี้
 
GM : มันเหมือนเป็นโลกทัศน์ของคนว่ามันมีอะไรที่ทำให้เรามองและสกัดความมืดมิดมาจากสิ่งที่เราเห็น 
จิดานันท์ : เราอาจจะเป็นคนแบบนั้นน่ะ อันนี้เหมือนไม่รู้เคยได้ยินเขาบอกว่าศิลปินบางคนก็จะมองโลกได้เหมือนภาพวาดที่เขาวาดนั่นแหล่ะ เราเป็นคนแบบนั้นน่ะ ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็น
 
GM :  ตัวนักเขียนที่ส่วนใหญ่ที่อายุมากกว่า 30 ขึ้นไปจะมีความดาร์ค มีรายละเอียดที่เป็นการเมือง แต่ว่าอะไรที่ทำให้นักเขียนรุ่นใหม่ซึ่งอายุไม่ถึง 30 ปีและสนใจการเมือง สนใจหยิบจับอะไรมา จิกกัด นำเสนอความมืดมิดได้ซับซ้อนลุ่มลึกแบบนี้
จิดานันท์ : หนูคิดว่า คนจะบอกว่าการเมืองควรเป็นเรื่องของผู้ใหญ่และแปลกใจที่เด็กรุ่นใหม่สนใจการเมือง แต่ความจริงเด็กรุ่นใหม่สนใจการเมืองเยอะนะ ในรูปแบบต่างๆ จะมีความเข้าใจมากหรือน้อยเพียงใดไม่แน่ บางคนก็สนใจแต่ไม่ได้มีความเข้าใจมากนัก บางคนก็กลายเป็นหัวหอกเคลื่อนที่ทางสังคม แต่เด็กรุ่นใหม่คือแบบ พี่ไปดูแฮชแท็กในทวิตเตอร์ก็ได้ บางทีก็เกรี้ยวกราดซะจนแบบ อันนี้คือน้องไม่กลัวใช่ไหมคะ เด็กสนใจการเมืองเยอะ ไม่ใช่แค่เราหรอก คือการที่เราจะพูดถึงการเมืองไม่แปลก เด็กหลายคนก็คิด เพราะตอนนี้สภาพสังคมมันแบบ เรื่องการเมืองมันค่อนข้างเด่นชัดและค่อนข้างจะดึงดูดให้คนสนใจ
 
ถ้าจะบอกว่านักเขียนวรรณกรรมที่อายุน้อยหน่อยมันจะไปแนวหว่อง แนวนี้ใช่มะ แต่ความจริงคนพวกนี้มันก็การเมืองอ่อนๆอยู่นะ เขาอาจจะไม่อยากแตะเพราะสภาพสังคมหรือเปล่า คือบางคนเขาก็การเมืองนะแบบที่เขาเขียนแนวเหงาๆ แต่มันก็จะมีจุดบางอย่างที่เขาอาจจะไม่อยากจะไปเสี่ยงมากหรือเปล่า ลี้ว่าอย่างนั้นมากกว่า คนพวกนี้เขาคิดแหละ คนที่แบบคิดเรื่องความเศร้ามากมายจะไม่คิดเรื่องการเมืองเลยเหรอ เป็นไปไม่ได้
 
 
 
GM : งานชิ้นต่อไป เมื่อคนเริ่มรู้จัก เริ่มเก็ตงานเราแล้วเนี่ย งานชิ้นต่อไปเราจะขยายวงกว้างหรือว่าจะพัฒนางานเราไปในทิศทางไหนต่อไป
จิดานันท์ : คือลี้ไม่ได้คิดว่าชิ้นต่อไปคนอ่านจะเยอะ แล้วจะเขียนแนวนี้สำหรับวรรณกรรมนะ เพราะเราไม่มีความคิดเรื่องชิ้นต่อไปคนอ่านจะเยอะ สำหรับวรรณกรรม ชิ้นก่อนคนอ่านก็ไม่เยอะ ชิ้นต่อไปคนอ่านก็ไม่เยอะหรอก เราก็จะคิดว่าเราอยากเขียนอะไรมากกว่า งานที่ลี้ชอบเขียนที่สุดคือความรู้สึกของความสัมพันธ์ในครอบครัว วิธีการที่พ่อแม่...ต่อลูก วิธีการที่ลูก...ต่อพ่อแม่ ในแบบที่ดีและร้ายนะ ไม่ใช่แบบจะครอบครัวสุขสันต์อย่างเดียวทั้งแบบดีและร้าย ที่ต้องแตกกันให้สุด หรือทีสุดท้ายก็ให้อภัยกันอยู่ต่อไป ลี้ชอบเขียน ลี้อยากเขียนแนวนั้น ความรู้สึกของผู้ชายจากเด็กเติบโตขึ้นเป็นวัยหนุ่ม พ่อที่เคยเป็นจุดศูนย์กลางของครอบครัวที่เปลี่ยนมาเป็นวัยเกษียณ อยากเขียนแนวนี้ แต่ยากพอสมควรเหมือนกัน
 
GM : เรื่อง "จะขอรับผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว" ก็มีโครงแบบนี้ เป็นเรื่องครอบครัวที่ปกครองเมืองแล้วโยนคำถามว่า ความรู้กับชีวิตอันไหนสำคัญกว่ากัน  แล้วส่วนตัวเราได้บทสรุปจากเรื่องนั้นว่าอย่างไร แล้วในสังคมจริงๆเรามองว่าความรู้หรือว่าชีวิตอันไหนสำคัญกว่ากัน
จิดานันท์ : หนูคิดว่าเราไม่สามารถพูดได้ว่า ในทุกๆเคส  ก.ต้องสำคัญนะ คือแบบสมมมติชั้นคิดว่าชั้นชอบ คือถ้าเป็นหนูนะ สมมติหลานหนูไม่ชอบเรียนหนังสือเลย หรือแกไม่สบาย สมมติเรามีลูกชายคนนึงแล้วแบบแกไม่ชอบไปโรงเรียน แกไปแล้วแบบแย่มาก เราก็ยินยอมที่จะให้แกหยุดโรงเรียน แล้วก็ไม่ต้องฉลาดก็ได้ ถ้าแกมีความสุขน่ะ หนูรู้สึกงั้นนะ เพราะหนูเป็นคนเศร้าเยอะน่ะ 
 
เพราะงั้นถ้าแกมีความสุขก็ไม่ต้องฉลาดมากก็ได้ ซึ่งเราเคยเถียงเรื่องนี้กับอาจารย์ปรัชญาเป็นชั่วโมงเรื่องไอ้โสเครติสรวดร้าว... คนอื่นอาจจะไม่คิดอย่างนั้นก็ได้นะ มันอาจจะมีบางกรณีที่แบบโอเคฉันจะเชียร์ลิสต์บางอย่างมากกว่า เป็นคนที่ไม่ค่อยฟันธงหรือสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง คิดว่าเดี๋ยวคนอ่านสัมภาษณ์แล้วเขาก็จะเซ็ง อีนี่ก็ตอบอะไรกลางๆตลอด พยายามเพลย์เซฟ แต่หนึ่งคือพยายามเพลย์เซฟ สองคือบางทีเราไม่คิด เราไม่เชื่อมั่นในความสุดโต่งพวกนั้น เราไม่เชื่อว่าทุกทุกคนโง่ให้หมดนะ หรือเราก็ไม่เชื่อมั่นว่า หนังสือทุกเล่มควรโดนเผาไรเงี้ยะ
 
GM : ทำไมสนใจความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แบบอาจจะนำเสนอออกมาค่อนข้างมีความขัดแย้งระหว่างตัวละครในครอบครัว มีอะไรที่เป็นภูมิหลัง อะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้เราชื่นชอบหรือว่าอยากหยิบเรื่องพวกนี้มานำเสนอ
จิดานันท์ : คือความจริงบางทีเราก็ปะทะกับพ่อแม่บ้างใช่ไหม ทุกคนปะทะกับพ่อแม่ แล้วเราก็เริ่มเขียนเรื่องเรื่องนึงแล้วมันก็มีคนอ่าน ซึ่งคนอ่านส่วนใหญ่ก็เป็นเยาวชน มาทักมาระบายกับเรา พี่รู้ไหมพ่อหนูที่บ้านก็อย่างนี้เลย แล้วบางทียิ่งกว่าบ้านเรานะ โหดนะ บางทีถึงขั้นตกใจว่า โอ้โห ทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ เด็กอายุสิบห้าสิบหก พ่อแม่หนูก็อย่างนี้เลย หรือมาด้วยอารมณ์อยากระบาย คือไม่รู้ตอน..เป็นไงบ้าง เออพี่ที่บ้านหนูไม่เข้าใจเลยอะไรงี้ ทำให้ลี้รู้สึกว่าบางทีพอเราเขียนเรื่องครอบครัวแล้วมันมีคนอ่าน มันอาจจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกไม่โดดเดี่ยว 
 
หนูรู้สึกภูมิใจกับจุดนั้น คืออาจจะแค่คนดียว ช่วยคนคนนึง แค่คนเดียวในวันเดียวที่รู้สึกว่า เห้ยนี่ไง ความคิดของชั้นเลย หนูว่ามันมีค่าสำหรับเรา แล้วเราอยากเห็นครอบครัวต่อไปนะ ยิ่งเราเขียน เราเขียนเยอะนะ อย่างตัว "ชายใดเล่าจะแซ่บเท่าแฟนเก่าแม่" อันนี้ก็จะมีเรื่องครอบครัวเยอะ คือเด็กบางคนก็เป็นเด็กดื้อ เพราะแม่พยายามจะกดดันหรือชอบดุ น้องก็ทักหลังไมค์มาเยอะ บ้านหนูเป็นอย่างนี้ คือยิ่งเขียนก็ยิ่งรู้ว่า ทุกบ้านมีประเด็น ไม่มีบ้านไหนเลยที่ไม่มีประเด็น ต่อให้พ่อแม่ใจดี พ่อแม่ซัพพอร์ต อย่างพ่อแม่เราก็ซัพพอร์ตนะ ออกจากงานมาเขียนหนังสือ แต่ทุกคนมีประเด็นนะ ดีว่าเขียนเรื่องครอบครัวมันสื่อสารกับผู้คนได้ง่าย คนก็แบบอินตามได้พอสมควร คือมีพลัง
 
GM : แสดงว่างานของเราส่วนหนึ่งอยากให้ช่วยคนในสังคมด้วย เพื่อให้เกิดผลกระทบความเปลี่ยนแปลงบางอย่างอย่างนั้นด้วยไหม
จิดานันท์ : เราว่าใช้คำใหญ่คำโตเกินไป คือเราไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นว่าพออ่านแล้วโลกจะเปลี่ยน เราไม่เคยคิดว่าคนอ่านแล้วเดี๋ยวโลกจะเปลี่ยน อันที่จริงแล้วค่อนข้างไม่ค่อยเชื่อว่าทำอะไรแล้วโลกจะเปลี่ยน บางทีไปถึงขั้นไม่เชื่อว่าไปก่อม็อบแล้วโลกจะเปลี่ยนน่ะ เออ หนูไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นน่ะ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นเราก็ดีใจ แต่เราไม่ได้คาดหวังไว้ก่อนว่าชั้นจะต้องทำ จุดที่คาดหวังของเราไม่ใช่ว่าคนอ่านจะรู้สึกอย่างไร แต่จุดที่คาดหวังเวลาเขียน คือพยายามทำพล็อตให้สมบูรณ์ที่สุด พยายามทำภาษาให้มันไม่วกวนอะไรเงี้ยะค่ะ
 
GM : กลับมาเรื่องธุรกิจ เรื่องโมเดลรายได้จากการเขียน เราวางแผนชีวิตไว้อย่างไรว่าเราจะอยู่เลี้ยงตัวเองด้วยงานเขียนเราต่อไป หรือว่าเราจะมีทำอย่างอื่นเพื่อตอบสนองต่อชีวิตประจำวันชีวิตส่วนตัวแบบนี้
จิดานันท์ : คือลี้ชอบเขียนหนังสือ ถ้าต่อจากนี้เขียนแล้วแบบมันยังพอมีเงินที่จะดูแลเรา ดูแลครอบครัวได้ก็จะเขียนต่อไป แต่ว่าลี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าสักวันมันแบบ เออ มันไม่พอ เราก็คงต้องยอมรับว่าโอเค หนูจะหางานอื่นทำนะป๊า คือหนูก็คงจะไม่บอกว่า ป๊า เลี้ยงหนูหน่อย ตอนนี้วงการสิ่งพิมพ์มันแย่ แต่หนูเป็นนักเขียนน่ะ คือทำแบบนั้นแล้วไม่แฟร์อ่ะ
 
GM : ก็หมายความว่า คงจะดูในระยะนึงไปก่อนว่างานนักเขียนถ้ามันโอเค แต่พอมีอะไรที่อาจจะเป็นสถานการณ์อะไรสักอย่างที่นักเขียนไม่โอเคแล้วก็ต้องหางานอื่น
จิดานันท์ : ถ้ามันเกิดขึ้นนะ เพราะเราไม่รู้อนาคตจะดีหรือร้าย
 
 
GM : เรากดดันไหมเจอหลายคนถาม ในแง่ที่เราเป็นนักเขียนอายุน้อยที่สุดได้ซีไรต์มาในตอนที่ยังไม่ถึงสามสิบด้วยซ้ำ งานชิ้นต่อๆไปเราจะต้องแบกความกดดัน แบกน้ำหนักอะไรไปต่อ
จิดานันท์ : คือตอนนี้ถ้าสำหรับงานชิ้นต่อไปนะ ลี้คิดว่าคงไม่กดดันหรอก เรามีพล็อตอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนได้ซีไรต์แล้วนี่ เราก็แค่เขียนมัน แต่ลี้ไม่รู้หรอกว่าถึงตอนไปเขียนจริงมันจะเป็นยังไง คือลี้ยังไม่รู้ว่าซีไรต์จะทำอะไรต่อฉันไหมหรือความจริงอาจจะไม่ทำเลยก็ได้นะ มันอาจจะไม่มีเอฟเฟ็ค หรืออาจจะมีเอฟเฟ็คอย่างร้ายกาจ ไม่รู้ ต้องรอดู
 
GM : ชีวิตนักเขียนกับตอนที่เป็นคนรุ่นใหม่ ในแง่การเป็นนักเขียนที่ได้ซีไรต์ มันจะช่วยเปลี่ยนแปลงตัวเราในแง่ชีวิตประจำวัน ความเป็นอยู่
จิดานันท์ : ก่อนได้ซีไรต์ เราค่อนข้างตื่นสาย ตื่นเที่ยงนะ แล้วก็จะเขียนหนังสือบ่าย เขียนๆๆ อาจจะไปทำอย่างอื่นบ้าง เขียนจนดึกแล้วก็นอน ชีวิตเป็นอย่างนี้ เราก็พยายามที่จะทำต้นฉบับให้ส่งทันเวลาที่ได้ประมาณการณ์กับ บก.ไว้ ณ ตอนนี้ก็เหมือนกัน ก็คือยังมีคิวจ่ออยู่นะ หนูไม่คิดว่ามันจะแตกต่างไปจากเดิมนะ คือกลับไปก็คงต้องเขียนๆๆ สิ่งที่ต่างไปจากเดิมก็อย่างนี้แหล่ะ ต้องสัมภาษณ์สื่อ แต่ไม่แน่นะ อาจจะ เนี่ยลี้คุย(กับสื่อ)มาสามวันแล้ว มันมีคำถามที่แบบตอนวันแรกตอบไม่ได้ แต่พอตอบไปเรื่อยๆแล้วแบบพี่บางคนเขาคุยขยี้ต่อ จนในที่สุดเราได้คำตอบที่แบบเป็น conclusion ไม่แน่นะ สักพักนึง คุยกับสื่อไปหลัง 15 วันแล้วแบบได้คำตอบเพิ่ม
 
GM : แสดงว่ามันก็เริ่มเปลี่ยนแปลง คำถามอะไรที่เราไม่เคยได้คำตอบ เมื่อถูกถามบ่อยๆเราก็ได้คำตอบได้
จิดานันท์ : แล้ว conclusion (บทสรุป) ที่ได้มาอย่างโหดเลย คือลี้เคยบอกว่าลี้ไม่รู้เลยว่าซีไรต์จะยังไง เสร็จแล้วลี้ก็ยังไม่ดีใจเท่าไหร่ ยังไม่เชื่อ ยังแปลกๆอยู่แม้ว่ามันจะผ่านมาหลายวันแล้ว ยังไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเขียนซีไรต์เลย แล้วคนก็ถามทำไมๆๆ ก็มันก็เป็นแค่ความรู้สึก ชั้นรู้สึกของชั้นแบบนี้ ก็ชั้นก็เล่าให้ฟังเพราะเธอถาม เออจนกระทั่ง มีคนขยี้ๆจนลี้พูดออกมาว่า อ่อ เพราะลี้มีพื้นฐานเป็นคนคิดลบกับตัวเองค่ะ แล้วก็เป็นคนที่แบบเราจะพูดเรื่อง...กับตัวเอง แล้วพอเราพูดแบบนั้น ได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูดแล้วตกใจว่าทำไมแกถึงทำกับตัวเองแบบนี้ มันไม่ใช่นิสัยที่ดีเลยนะ แล้วลี้ก็อยู่กับความรู้สึกแบบนั้นที่ว่าชั้นจะต้องคิดบวกกับตัวเองมากขึ้นหรือเปล่านะ
 
GM : มันเป็นบุคลิกหรือเอกลักษณ์บางอย่างของนักเขียนที่เหมือนสะท้อนออกมาเป็นภาพหม่นๆหรือเปล่า เพราะงานเขียนมันเกี่ยวกับครอบครัว แล้วก็เป็นคนคิดลบ มีความมืดมน ความมืดมิดก็สะท้อนผ่านงาน
จิดานันท์ : เราว่าลึกๆเราเหมือนสิ่งที่เราเขียน แต่ว่าเวลาที่เราเจอคนเราก็จะ..คือเราก็คงจะไม่ไปเจอคนด้วยภาพลักษณ์..
 
GM : ห่อเหี่ยว ?
จิดานันท์ : เออ บางครั้งเป็นงาน เราก็ต้องร่าเริง เพื่อนเรา เวลาเราอยู่กับเพื่อนเราก็ขำขัน บางทีพอเราสนิทกับเพื่อนแล้วเพื่อนก็บอกว่า เห้ย ลี้ทำไมจริงๆแกเป็นคนดาร์ควะ แล้วลี้ก็บอก แก แกก็รู้ชั้นเขียนหนังสือกี่เล่ม อะไรบ้าง แล้วมันก็เป็นดาร์คแบบนั้น ทำไมแกถึงไม่เคยคิดว่าชั้นเป็นคนดาร์ค ทำไมแกถึงชั้นจะแฮปปี้วันเดอร์แลนด์ ไม่ค่อยเข้าใจเพื่อนเหมือนกันนะ
 
GM : ถ้าให้เลือกเรื่องสั้นมาทำบทหนัง คิดว่าเรื่องไหนที่อยากเห็นมันกลายเป็นภาพยนตร์มากที่สุด
จิดานันท์ : ถ้าให้เลือกจะเลือก "โอนถ่ายความเป็นมนุษย์" มี AI มันมีดาวเทียม มีคอมพิวเตอร์ที่คุมดาวเทียม แล้วก็ความที่ AI จะกลายเป็นคน ถ้าทำแนว Her หรือ Transcendent เราชอบ 2 เรื่องนี้ จริงๆชอบ Transcendent มากกว่า  (หัวเราะ)
 
GM : คิดว่าตัวงานที่เราทำออกมา ไม่ว่าจะเป็นวาย หรือว่าวรรณกรรมที่เป็นเรื่องสั้นอะไรแบบนี้ เราคิดว่าคนอ่านได้อะไรจากมันไป 
จิดานันท์ : หนูไม่รู้หรอก คือ แต่ละคนได้อะไรที่แตกต่างกันไป ตามแต่ประสบการณ์ที่ตัวเองมี คือบางทีเราไปอ่านนิยายเรื่องนึงตอนเราเด็ก เราได้แบบนึง แต่พอเราไปอ่านตอนโตแล้ว เราได้อีกแบบนึง เพราะงั้นชีวิตจองแต่ละคนที่เขาได้ เขาได้ไม่เหมือนกันหรอก เขาจะเทคจุดที่เขาต้องการและเขาจะทิ้งจุดที่เขาไม่ต้องการ หนูเห็นคอมเมนต์มาเยอะจากนักอ่านซึ่งบางคนก็แบบชอบตรงนี้ ซึ่งอีกคนก็บอกไม่ชอบตรงนี้ ทำให้รู้สึกรำคาญ ไม่ชอบผู้ชายแบบนี้ บางคนก็บอกชอบตรงนี้ มันทำให้นึกถึงแฟนเก่า อ่ะจ้ะ คือมันแล้วแต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา หนังสือมันสะท้อนชีวิตของเรา
 
GM : แล้วคนที่อ่านชีวิตของเราที่มันมีความดาร์คอะไรบางอย่าง เขาจะใช้หรือเอาไป enlight อะไรบางอย่างกับตัวเขาได้ไหม
จิดานันท์ : (หัวเราะ) หนูจะรู้ได้ไงว่าเขาทำได้ไหมน่ะ I don't know how could you
 
GM : หรือเราคาดหวังว่าเขาจะทำอย่างนั้นได้ไหม
จิดานันท์ : ไม่นะ หนูว่าเราไม่ควรคาดหวัง สมมติมีการเอาหนังสือเล่มนี้ไปให้เด็กมัธยมอ่านเป็นหนังสือนอกเวลา สมมตินะ มันเคยมีซีไรต์ที่ผ่านมาใช่มะ แล้วเด็กมันรู้สึกว่า อะไรอ่ะ อ่านไม่รู้เรื่อง งงไปหมด คือลี้คิดว่าเล่มนี้มันน่าจะอ่านง่าย แต่ถ้าแบบมัธยมต้นจริงๆน่าจะไม่ไหวอ่ะพี่ เออ หนูไม่คาดหวัง หนูไม่คิดว่าเราควรจะไปเคี่ยวเข็ญว่า นี่หนังสือดีนะ ซีไรต์ เธอต้องอ่านรู้เรื่อง เราไม่ควรจะไปเคี่ยวเข็ญผู้อื่นน่ะ ถ้าเขาจะไปคิดอะไรต่อ มันก็เป็นสิทธิของเขาเอง เขาจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นสิทธิของเขาเหมือนกัน