มีเรื่องเล่าขำขันในหมู่ผู้กำกับ “แฟนฉัน” หรือผู้กำกับค่าย GTH(ก่อนที่จะมาเป็น GDH559 เช่นทุกวันนี้) ยุคแรก ๆ ว่า เมื่อก่อน ในบางเย็นจะมีช่วงเวลาปาร์ตี้กันของแก๊งผู้กำกับหนังค่ายนี้ที่หน้าออฟฟิศบริษัทแถว ๆ ซอยสวัสดี(อ่านได้ในนิตยสาร a day ฉบับเดือนกรกฎาคม 2555) แล้วมีการหยอกเย้ากันขำๆ ว่า ผู้กำกับค่ายนี้แบ่งออกเป็น 2 หมู่บ้าน คือ ผู้กำกับหมู่บ้านเจ๊ง และผู้กำกับหมู่บ้านหนังทำกำไร
 
หลายปีต่อมา หนัง GDH หลายต่อหลายเรื่อง กลายเป็นหนังทำเงินระดับร้อยล้านพันล้าน ผู้กำกับที่เคยทำหนังไม่ทำกำไรหรือกลุ่ม “หมู่บ้านเจ๊ง” ต่างทยอยกันออกไปอยู่หมู่บ้านอื่นที่ร่ำรวยกว่า
 
คงเหลือแต่ บอล วิทยา ทองอยู่ยง ที่หลังจากภาพยนตร์เรื่อง “แฟนฉัน” (พ.ศ.2546) ที่เขาร่วมกำกับสร้างปรากฏการณ์ทำรายได้ 137 ล้านบาท แต่หลังจากนั้น เขาได้กำกับภาพยนตร์ “เก๋า...เก๋า”(พ.ศ.2549) ทำรายได้ไป 35 ล้านบาท และ บ้านฉัน...ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) ในปี พ.ศ.2553 ทำรายได้ไป 42 ล้านบาท
 
แม้ว่ารายได้ไม่ได้ขี้เหร่ในระดับหนังเจ๊ง(ได้กำไรบ้าง) แต่ถ้าเทียบกับมาตรฐานหนังทำรายได้ของค่าย GDH ก็ต้องยอมรับว่า ตอนนั้น วิทยา ทองอยู่ยง ยังไม่ใช่ผู้กำกับหนังทำเงินของค่ายนี้
 
เขาหายไป 8 ปี หลังจากสั่งสมประสบการณ์ทำหนังโฆษณามาหลายปี วิทยากลับมาอีกครั้งกับ “น้อง.พี่.ที่รัก” ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำให้เขากลายเป็นผู้กำกับกลุ่ม “แฟนฉัน” คนสุดท้ายที่เดินออกจากหมู่บ้านหนังเจ๊งเพราะหนังเรื่องนี้ทำรายได้มากกว่า 200 ล้านบาท
 
นี่คือเส้นทางที่เขาเติบโต สิ่งที่เขาค้นพบ ตลอดระยะเวลาที่ทำหนัง(เกือบเจ๊ง) ในรอบหลายปีที่ผ่านมา...
 
GM Live: “น้อง.พี่.ที่รัก” เช้าฉายมาพักใหญ่แล้ว (2 สัปดาห์กว่า ๆ นับถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2561) ผลตอบรับตอนนี้เป็นยังไงบ้าง
 
วิทยา: ต้องบอกว่าเป็นผลตอบรับที่ดี และเกินคาดไปเยอะ ผมทําหนังเสร็จผมดูหนัง ดูคัทติ้ง วัดความรู้สึกตัวเอง ผมก็คาดวังไว้สูงนะ หมายถึงพอผมเห็นหนัง ผมคาดหวังว่ามันจะสําเร็จ ผลตอบรับดี ประมาณหนึ่งเลย แต่พอมันออกฉายไปสู่คนดูแล้วได้รับผลตอบรับกลับมามันเกินคาดที่หวังไปเยอะ ผมหวังมันไว้สูงแล้ว แต่นี่มันเกินคาดขึ้นไปอีกครับ
 
GM Live: แสดงว่ามั่นใจระดับหนึ่งหลังจากที่หนังเรื่องนี้มันมันเสร็จและเตรียมเข้าฉาย
 
วิทยา: ใช่ เราเห็นหนัง เราวัดความรู้สึกตัวเอง เรามั่นใจ เราอยากโชว์ครับ แต่พอหนังฉายแล้วจริงๆ แล้วเริ่มเห็นหนทางที่ดี จริงๆ เรื่องนี้ทิ้งช่วงจากเรื่องที่แล้วมานาน ทําให้ผมอยู่ในการทําหนังยุคใหม่ครับ ยุคที่แบบผลตอบรับมันมาแบบวินาทีต่อวินาที หนังฉายออกไปผลตอบรับมาถล่มถลาย แบบคําว่าสปอยล์ไม่ต้องไปห้ามกันเลย คือ ยังไงมันก็คุมไม่อยู่ แล้วที่นี้ตอนตอบรับมัน แบบ 5นาที เปิดอ่านที มันมาตลอดเวลา มันตอบโต้กันระหว่างคนนั้นกับคนนี้ มันเป็นช่วงเวลาที่เรารับฟังผลตอบรับได้เร็วและกว้างมาก คือ เรื่องก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเจอผลตอบรับแบบนี้ แบบที่สมัยนี้ที่โซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนสามารถรีวิวหนังได้ครับ
 
มันก็เลยรู้สึกว่า คาดไว้แค่นี้ แต่คนรู้สึกมากกว่านี้ เช่น คาดว่าดูเสร็จแล้ว ภายใต้หน้าหนังที่เราวางโปรโมทไว้ว่า มันจะเป็นหนังโรแมนติกคอมแมนดี้เกรียนๆ พี่น้องตีกัน อะไรแบบนี้ โดยไม่เห็นร่องรอยหรือเคล้าว่ามันจะดราม่าเต็มเหนี่ยว แต่ผมคาดว่า คนดูไปเห็น คนดูก็จะแบบ มันตลก แล้วมันก็มีอะไรมากกว่านั้น มันจี๊ดด้วยนะ ปรากฎว่า ผลตอบรับที่ได้มามันไม่ใช่แค่จี๊ดเฉยๆ มันถึงขั้นต้องไห้แบบ ไม่ใช่ร้องไห้จนคนดูกลัว คือ เป็นร้องไห้ที่เขารู้สึกดี ร้องไห้แล้วคิดถึงพี่เรา คิดถึงน้องเรา หรือ เดิ๋ยวจะบังคับน้องบังคับพี่ไปดู แม่ก็จะแบบลูกมันตีกันมากเดี๋ยวจะจับมันไปดูหนังเรื่องนี้ อะไรประมาณนี้ครับ มันเป็นผลตอบรับที่ ผมหวังไว้สูงแล้ว แต่ที่บอกว่าเกินคาด ก็คือตัวเรานี่แหละครับ
 
GM Live: คิดว่าวิธีการที่เรามีฐานแฟนที่ติดตามหนัง GDH ทำให้การขายหนัง “น้อง.พี่.ที่รัก” ของเราง่ายขึ้นกว่าเดิมไหม
 
วิทยา: ก็ช่วยได้ประมาณหนึ่งนะ หมายถึงว่า เขาจะมีแฟนประจํา ไม่ว่า GDH ทําหนังแบบไหนมา ก็จะมีแฟนฐาน GDH ที่เชื่อในคุณภาพเชื่อสตูดิโอ มีฐานประมาณหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้หนัง GDH ทุกเรื่อง จะประสบความสําเร็จครับ คือ มีฐานไว้ประมาณหนึ่ง แต่ว่ามันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวหนังเอง วันแรกถ้าแบบผลตอบรับมันก้ำกึ่ง มันก็หายเลยนะ มันต้องผลตอบรับแบบ 80 % ของผู้ชม มันจึงจะพอลุ้นอะไรแบบนี้ครับ มันก็จะยากอีกแบบหนึ่ง คือ ถ้าบอกว่ามีฐาน สร้างมาตรฐานอะไรก็ตาม แต่มันก็มากับความคาดหวัง แบบหวังมากเขาก็ผิดหวังง่ายครับ หมายถึงฐานคนดูที่เป็นแฟนประจําสตูดิโอครับ
 
GM Live: นับๆ ดู ตั้งแต่หนัง บ้านฉันตลกไว้ก่อน นับแล้วก็ 8 ปีแล้วที่ไม่ได้ทำหนัง เราไปซุ่มฝึกวิทยายุทธิ์อะไรมา
 
วิทยา: จริงๆ ก็ทําโปรดักชันไปเรื่อยๆ ครับ หมายถึงว่า ทําโฆษณา เดี๋ยวนี้มันเป็นโฆษณาแบบยาวขึ้น คือ ก่อนหน้านั้นธีมโฆษณามันก็แบบ 10 วิ 15 วิ ใช่ไหมครับ แต่ว่าพอมันมีการเข้ามาของยุคโซเชียลมีเดีย มันก็จะสามารถเล่าเรื่องได้ยาวขึ้น 2 นาที 3 นาที อะไรแบบนี้ครับ ซึ่งทําให้ลูกค้าโฆษณานิยมใช้ผู้กํากับหนัง เพราะ มันพึ่งการเล่าเรื่องขึ้น แล้วช่วงนั้นผู้กํากับหนังก็จะมีงานโฆษณาเยอะ ก็จะทําอยู่เรื่อยๆ จนสักพักรู้สึกว่า มีเรื่องที่อยากเล่าแล้ว เราก็จะเริ่มเขียนบท ช่วงแรกๆ ก็อาจจะเขียนบทรับงานไป พอมันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มๆ น้อยลง เพื่อโฟกัสการทําบทหนัง 
 
GM Live: ในช่วง 8 ปี ที่เราอยู่กับการทําหนังโฆษณา เราโหยหาการทําหนังใหญ่ไหม
 
วิทยา: ก็มีครับ แต่ช่วงแรกๆ ก็ยังครับ เพราะ ก็คิดว่ายังไม่เจอเรื่องโดนๆ ด้วยครับ ยังสนุกไปเรื่อยๆ แต่ทันทีที่รู้สึกแบบคิดถึงการทําหนังโปรดักชันยาวๆ ถ่ายแบบ 20 - 30 วัน ที่บอกว่าใช้เวลา 8 ปี นั่นแหละ ผมทําโฆษณาอยู่ 2 – 3 ปี ผมก็คิดถึงการออกกองหนังไทยล่ะ ก็เริ่มคิดเรื่อง คิดไอเดีย เริ่มคุยกับโปรดิวเซอร์ ก็คือ พี่เก้ง(จิระ มะลิกุล) ก็พอเริ่มโปรเจกต์ มันก็คือ 4 ปีที่แล้ว แล้วก็ทําบทมาเรื่อยๆ 
 
 
GM Live: จุดเริ่มต้นทําหนัง “น้อง.พี่.ที่รัก” มาจากที่บ้าน มาจากครอบครัวเลยหรือเปล่า
 
วิทยา: ไม่ขนาดนั้นครับ คือ จริงๆ ไม่ได้มีปมพี่น้อง ถึงขั้นอยากจะเล่าเรื่องนี้เป็นโจทย์หลักครับ ก็แค่เป็นหนัง ชอบทําหนังพูดถึงความสัมพันธ์ แล้วก็ จริงๆ ชอบความสัมพันธ์พี่น้องส่วนตัวอยู่แล้ว แต่ว่า โปรเจ็กต์นี้ พี่เก้งครับ กับทีมงาน เขาคิดกันมาก่อน คิดกันมาสัก 2 - 3 เดือน กับทีมบทของ GDH พอทํามาได้สักพักแล้วรู้สึกว่ามันต้องมีผู้กํากับ ไม่งั้นคนเขียนบทก็จะเขียนไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่ามันจะไปได้หลายทิศทาง โดยเฉพาะเรื่องพี่น้อง ต้องมาเลือกทิศทางว่า เล่าแบบไหน เล่าเรื่องไหน อะไรแบบนี้ 
 
ผมถึงเข้ามาทํากับทีมบท นั่นคือจุดเริ่มต้น แล้วผมก็อ่านที่น้องเขาทํามา 3 - 4 ร่าง แล้วเราก็วงที่อ่านแล้วอันนี้โดนมากเลย ซึ่งมันไม่ชอบเวอร์ชันเดียว มันชอบเวอร์ชันที่หนึ่ง โมเมนต์นี้โมเมนต์นั้น ผมก็บอกว่า ผมจะเอาหมดเลย คือ ผมไม่เลือกสักเวอร์ชัน เอาอย่างละนิด แล้วทําพี่น้องเวอร์ชันผม พูดง่ายๆ คือ เริ่มเขียนใหม่นั่นแหละ 
 
 
GM Live: ที่สุด พอเราเอามาทำใหม่ มันมีเรื่องของที่บ้าน ของครอบครัวเราอยู่บ้างไหม
 
วิทยา: มันอาจจะมาโดยไม่รู้ตัว เหมือนเคสพี่น้องที่เราอิน เวลาพี่น้องมันพูดก็ต้องแบบนี้ๆ มันก็อาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่เรามีอะไรแบบนี้ ไม่ได้ถึงขั้นแบบว่า พี่ห่วย น้องเก่ง หมายถึงว่า บ้านผมไม่ได้ขนาดนั้น แต่ว่ารายละเอียดบางอย่างก็ชวนให้นึกถึง ก็เอาง่ายๆ น้องสาวผม ดูหนังเรื่องนี้แล้วมาโพสต์ในเฟสบุ๊ค บอกว่าไปดูมาแล้วนะ แล้วก็บอกว่าระหว่างดูมันคุ้นมากเลยอะ คุ้นแบบทําไมมันคุ้นๆไปตลอด แล้วก็เหมือนจบท้ายในการโพสต์ของเขาว่า แม่ม เพิ่งมารู้ตัวว่ามาเป็นญาญ่า อะไรแบบนี้ 
 
 
GM Live: ถามเรื่องการกํากับบ้าง คนจะมองว่า ดูหน้าหนังเสร็จ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ จะเล่นเป็นซันนี่แบบกวน ๆ ที่เคยเล่นหรือไม่ หรือว่าญาญ่า(อุรัสยา เสปอร์บันด์) จะเป็นแบบจริตแบบนางเอกทีวี เราทํายังไงให้สองคนนี้มีทิศทางการแสดงต่างจากที่เคยเล่นมาก่อนครับ
 
วิทยา: เริ่มแรกที่เจอสองคนนี้ หมายถึงว่าตอนที่จะเริ่มเข้าโปรดักชัน นัดเจอเขา พูดคุยเกี่ยวกับสคริปต์อะไรแบบนี้ วันแรกที่มาก็รู้สึกว่า เขาสองคนอิน คือ สคริปต์นี้มันแปลกอย่างหนึ่งครับ ตอนมันเป็นตัวหนังสือ คนรู้สึกกับเนื้อเรื่องไม่ได้เอกฉันท์มาก หมายถึงอ่านแล้ว เช่น จริงเหรอ พี่น้องมันเป็นแบบนี้จริงเหรอ มันไม่มีหรอกพี่น้องเหยียดกัน หรือ ทําไมพี่ไม่รู้สึกผิด ทําไมน้องมันไม่ขอโทษ คนจะมีปัญหามากมาย แต่ผมรู้สึกว่า ผมอิน พี่เก้งก็อิน อะไรแบบนี้ครับ เราก็เคยคุยกันว่า เรื่องพี่น้องที่ความสัมพันธ์ไม่แสดงออกว่ารักกัน ไม่ชัดเจน มันเป็นเฉพาะบ้านหรือเปล่าวะ เคยสงสัยเหมือนกันครับ แต่วันที่ซันนี่กับญาญ่าเข้ามาแล้ว แล้วมาพูดคุยเรื่องสคริปต์ แล้วเขาพูดคอมเมนต์ พูดถึงตัวละครของแต่ละคน เขาพูดแบบอินมาก เสียงสั่น โดยที่ยังไม่ได้บิวด์อะไรมาก ญาญ่าบอก หนูรู้สึกว่า ตัวละครนี้ เจนอ่ะ ต้องรักพี่ชายเขามากๆ พูดแล้วเสียงสั่น ซันนี่พูดถึงความสัมพันธ์พี่น้อง อะไรทั้งหลาย มีแบบโดนตัวร้องไห้อะไรแบบนี้ ในวันแรก ผมก็รู้สึกว่า เขาอินกับประเด็นเหล่านี้ไม่ต่างกับเรา 
 
แค่นี้มันง่ายนะครับ ไอ้ความรู้สึกว่า เขาจะมาทํางาน หรือเขาจะมาแสดงเหมือนงานที่ผ่านๆ มา มันก็อาจจะน้อยลง คือ ความตั้งใจมันมีอยู่แล้ว สําหรับ นักแสดงแบบญาญ่า แบบนิชคุณ หรือ ซันนี่ แต่ว่า พออินแล้วมันจะรู้สึกเหมือนแบบไม่ได้มาทํางานแสดง เช่น สมมติว่าญาญ่าเล่นละครมาเยอะ เขาอาจจะรู้สึกว่า การแสดงมันเป็นแบบนั้นแบบเดียวหรือเปล่า หาวิธีพูดคุยสื่อสารอะไรแบบนี้ แล้วจริงๆ ผมว่ามันอยู่ที่เคมีด้วยละ คือ เคมีของเขา ทำให้เขากลายเป็นตัวละครเลย มันก็เลยไม่เหมือนแสดง อาจจะมีหลุดๆ มาบ้าง เราก็แค่คุมให้
 
ฝั่งซันนี่ กับมีคนบอกว่า ซันนี่เล่นเรื่องไหนก็เป็นซันนี่ ซึ่งผมว่า นี่คือ เป็นความเก่งของเขานะครับ เพราะ ถ้ามาไล่ดูหนังทุกเรื่องที่ซันนี่เล่น มันก็ไม่เหมือนกันนะ ถ้าบอกว่าซันนี่เล่นเรื่องไหนก็เป็นซันนี่หมด แสดงว่าเขาเก่งนะ เขาทําตัวละคร เขาหาอะไรเชื่อมกันจนตัวเขากับตัวละครเป็นคนเดียวกัน เล่นทีไรคนก็บอกว่าเล่นเป็นซันนี่ อย่างนี้แสดงว่าซันนี่ไม่ธรรมดา ซึ่งบทแบบโรแมนติก คอเมดี้ คนไม่ค่อยเห็นศักยภาพ คนไม่ชม คนจะไปชมดราม่า ซับซ้อน ก็ถือว่าเขาเป็นนักแสดงที่เก่งมากกว่า
 
GM Live: ตั้งแต่ทำหนังผ่านค่าย GTH จนถึง GDH559 “น้อง.พี่.ที่รัก” น่าจะเป็นภาพยนตร์ไม่กี่เรื่องของค่ายนี้ใช่ไหม ที่พูดถึงอีสาน พูดถึงมหาสารคาม
 
วิทยา: ส่วนใหญ่หนัง GDH มันจะพูดถึงภาคเหนือ ใต้ อะไรแบบนี้ เริ่มด้วยเพื่อนสนิท มันก็เลยดูเป็นแบบภาพจํามั้งว่า พอเล่าเรื่องต่างจังหวัดในหนัง GDH มันจะเหนือกับใต้ อะไรแบบนี้ แล้วภาคอีสานมันจะนานๆ ที แล้วก็มีผมที่อยู่แบบภาคกลางแบบรัศมี 200 กิโลเมตร อย่าง แฟนฉันก็เพชรบุรี บ้านฉันตลกไว้ก่อน ก็ลพบุรี อะไรแบบนี้ ผมอยากให้พี่น้องคู่นี้อยู่กันสองคนแบบไม่มีแม่ป้า ก็เลยต้องเลือกจากหวัดที่มากรุงเทพฯ ได้ยาก คือ ต้องไกลกรุงเทพประมาณหนึ่ง มันก็ต้องแบบภูมิภาคไหนดีด้วย แล้วก็พอนักแสดงผมเป็นลูกครึ่ง ผมก็รู้สึกว่าภาคที่ลูกครึ่งเยอะมันคือภาคอีสาน มันเลยลงตัว ดีเทลส่วนประกอบมันจะเริ่มประกอบเป็นรูปร่างขึ้น เพราะ จริงๆ ผมก็ซ้อนนิดๆ หนึ่งว่า รู้เลยว่าตัวละครคนอีสานแน่ๆ เปิดมาเล่นเพลงหมอลําอะไรแบบนี้
 
 
GM Live: แล้วใช้ช่องทางโซเชียลมาร์เก็ตติ้งในการโปรโมทหนังอย่างไรบ้าง
 
วิทยา: จริงๆ ที่ GDH เขามีทีมที่เป็นแบบทีมออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง วางว่าวันนี้เขาจะปล่อยภาพอะไรแบบนี้อยู่แล้วครับ ซึ่งเรื่องนี้มันทําให้การเล่นมุกอะไรทั้งหลายในการโปรโมท มันสนุกมากเลย ที่ผมดู คือ ดีเทลในการที่เขาจะเลือกเล่า หรือ ชื่อหนัง มันแบบ มันมีทุกวันทุกวัน 10โมง เช้าผมเปิดดู ว่ามีอะไรที่สนุกๆ 
 
GM Live: Pop Culture ของญี่ปุ่นมีอิทธิพลกับหนังมากไหม
 
วิทยา: เรื่องนี้ตั้งใจครับ เพราะว่า ในเรื่องญี่ปุ่นมันมีอิทธิพลต่อชีวิตของพี่น้องคู่นี้ ผมก็เลยเลือกอาร์ต เลือกดีไซน์ เลือกการเล่าเรื่องอะไรหลายๆ อย่าง ให้มันรู้สึกเป็นแบบญี่ปุ่น ไม่เกี่ยวตัวละครก็อยู่ในสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่น ตัวละครเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เหตุการณ์บางอย่างก็เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นอะไรแบบนี้ อาร์ต สี หรือภาพ ความรู้สึกเหมือนหนังญี่ปุ่น คือ ตั้งใจด้วย แล้วก็เหตุในหนังมันก็จะถูกห่อให้รู้สึกว่าบ้านนี้มันโตมากับอะไรญี่ปุ่นๆ อยู่แล้ว
 
GM Live: กลุ่มหนังครอบครัวแบบญี่ปุ่น อย่างเช่นเรื่อง Nada Soso(2006) หรือหนังของผู้กำกับอย่าง ฮิโรคาสุ โคริเอดะ มีผลกับหนังของเราไหม
 
วิทยา: ไม่ๆ ผมว่าไม่ได้ขนาดว่า ตั้งใจเป็นแรงบันดาลใจ หรือชอบหนังเรื่องนี้แล้วจะโทนนั้นขนาดนั้น ถ้ามันออกมาจากตัวเรามันคงแบบ ชอบอ่านการ์ตูนตั้งแต่เด็ก อะไรแบบนี้มั้งครับ แต่หนังของผู้กํากับเหล่านั้นผมก็ดูเรื่อยๆ ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง อะไรแบบนี้ แต่หนังญี่ปุ่นที่ดู ถ้าพูดได้เลยว่า ในการทําหนังทุกครั้งผมจะดูเรื่องนี้ โทระซัง แบบนี้ครับ ที่มันจะเหมือนบุญชูหน่อย ก็ดูมาตั้งแต่สมัยเรียน 
 
GM Live: ถ้าเจาะไปมังงะนี่ มีอิทธิพลกับเรามากไหม
 
วิทยา: ใช่ เราก็ตั้งตัวละครบางอย่างมันก็คลายๆ เรา แบบว่า ชอบอ่านการ์ตูนแล้วก็ โดยปริยายโดยน้องในบ้านก็ติดการ์ตูนตาม มันก็เริ่มอ่านการ์ตูนของเรา แล้วมันก็ไปซื้อของมันเอง อะไรแบบนี้ ส่วนการ์ตูนที่เราชอบ มันจะเป็นยุคแบบพวก เอาจริงก็ โดเรมอน ,ดราก้อนบอล ,ซิตี้ ฮันเตอร์ ,ซึบาสะ อะไรพวกนี้ครับ จริงๆ ช่วงนั้นก็อ่านการ์ตูน มันเป็นยุคการ์ตูนที่แบบเล่มหนึ่งแล้วมันมีหลายเรื่อง ก็อ่านทั้งเล่มครับ หมายถึงว่าอ่านทุกเรื่องในเล่มนั้นครับ 
 
GM Live: ทำหนังผ่านมา 4 เรื่องแล้ว ในรอบ 15 ปี ตั้งแต่ แฟนฉัน, เก๋า..เก๋า, บ้านฉันตลกไว้ก่อน จนมาถึง น้อง.พี่.ที่รัก หนังของคุณมันจะมีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือจะเน้นเรื่องครอบครัวมาก ทําไมต้องคีย์เวิร์ดนี้ครับ
 
วิทยา: ผมก็ไม่รู้นะ ผมไม่ได้ตั้งใจว่า ทุกครั้งต้องทําหนังที่ว่าด้วยครอบครัว อาจจะแบบชอบเล่าเรื่องความสัมพันธ์มั้งครับ แล้วเป็นความสัมพันธ์แบบใกล้ตัว คือ ชอบทําหนังแล้วเวลาคนดู ดูแล้วรู้สึกเชื่อมโยง มันมาตั้งแต่แฟนฉันแล้ว แล้วมันก็เลยเริ่มต้นจาก บางทีทําแล้วให้คนดู แล้วพูดว่า ก็เคยเป็นแบบนี้ ถ้าอย่างแฟนฉัน  เราเคยมีเพื่อนแบบนี้ เราเคยมีแฟนคนแรก ไม่ใช่ความหมายแบบโตเป็นหนุ่มสาวแล้ว ดูเหมือนเป็นเพื่อนต่างเพศที่สนิท วัยเด็ก อะไรแบบนี้ครับ หรือ บ้านฉันตลกไว้ก่อน ก็จะเป็นแบบ พ่อลูก ถ้าเลือกสนใจความสัมพันธ์ที่มันใกล้ตัว ที่บอกว่าดูแล้วจะเชื่อมโยง แล้วหนังของผม คือ เวลาบอกใครว่าทําเรื่องพวกนี้ คนก็จะถามแบบ จริงเหรอ ไม่เห็นน่าสนใจเลย ถึงเวลาบอกเป็นประโยคเดียว
หนังผมบอกเป็นประโยคเดียวไม่เคยได้เลยครับ 
 
GM Live: งั้นลองเล่าถึงหนังของคุณแต่ละเรื่อง เป็นประโยคเดียวดู เริ่มจาก แฟนฉัน
 
วิทยา: ก็เรื่องของรักครั้งแรก ที่เกิดขึ้นกับเราตอนอายุ 7 ขวบ อะไรแบบนี้ ส่วน เก๋า...เก๋า คือ วงดนตรีที่เหลิง แล้วเดินทางข้ามเวลามาอยู่ในปัจจุบัน ส่วนบ้านฉันตลกไว้ก่อน ก็ลูกชายในบ้านตลกที่อยากเป็นตลกเหมือนพ่อ แต่ตัวเองไม่ตลก น้อง.พี่.ที่รัก คือ เรื่องของพี่ห่วย น้องเก่ง ที่รู้สึกมีปัญหากับการที่น้องสาวจะแต่งงาน เห็นไหมว่า มันจะเกิดประโยคที่ แบบทําไมมันต้องไปดูวะ มันฟังไม่น่าดู พี่เก้ง จิระ เคยบอกว่า พ็อตที่มันดีมันชวนดู คือ ถ้ายุคสมัยก่อน ยุคสมัยที่เป็นร้านเช่าวีดีโอ แล้วมันจะอยู่ในกล่อง ต้องเขียนดึงดูดให้ได้ในกล่องวิดีโอ เวลาเราไปเช่าเราต้องพลิกดู พื้นที่สั้นกว่าไปรษณียบัตร ต้องเขียนดึงดูดให้ได้ใน 3-4 บรรทัด แต่หนังผมไม่เคยเขียนอยู่ใน 4 บรรทัดนี้แล้วจะชวนดูเลยครับ คือ ถ้าเป็นยุควิดีโอนี่แบบ หนังเราคงเป็นกล่องใหม่ไม่ค่อยมีคนหยิบออกไปเช่าอะไรแบบนี้ นี่แหละคือหนังเรามันจะเต็มไปด้วยรายละเอียดมากกว่าพล็อตเรื่อง
 
 
GM Live: เคยอ่าน a day ฉบับ GTH เมื่อหลายปีที่แล้ว (ฉบับ กรกฎาคม พ.ศ.2555) แล้วมันมีประเด็นหนึ่งก็คือว่า คุณถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้กำกับที่อยู่หมู่บ้านทําหนังเจ๊งตลอด นี่ผ่านมา 15 ปีแล้ว หลังจากทำ น้อง.พี่.ที่รัก คุณเป็นคนสุดท้ายในกลุ่มทำหนังแฟนฉันนะ ที่ทําหนังแล้วมีกําไร คิดยังไงกับประโยคนี้ รู้สึกบรรลุอะไรหรือเปล่า 
 
วิทยา : จริงๆ ผมไม่ได้ถึงขั้น อยู่ในบ้านเจ๊งนะ บ้านเสมอตัว แต่ GDH(GTH) บ้านเสมอตัวเลยก็คือ ก็ถือเป็นบ้านที่ไม่มีใครอยากอยู่แล้วอ่ะ  เพราะ ส่วนใหญ่เขาทําหนัง เขาต้องเป็นบ้านได้กําไร เป็นคฤหาสน์ ออกจากบ้านนี้ไปสร้างคฤหาสน์ สร้างอะไรกันหมดแบบนี้ อันนี้เป็นที่อํากันเล่นๆ ในหมู่ผู้กํากับอะไรแบบนี้ครับ มันก็จะเป็นแบบ บ้านหลังนี้ดั้งเดิม ปิ๊ง ทำหมากเตะ บาสทำเคาท์ดาวน์ ผมทำเก๋า...เก๋า จิมทำโปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต อะไรประมาณนี้ มันก็จะแบบเสมอตัวกัน แล้วมันก็จะทยอยออกจากบ้านเจ๊งกันไปเรื่อยๆ เราก็ขําๆ ไม่เป็นไร แบบก็ไปดูฮอลลีวูด หรือไปดู คนทําหนังไทยมันก็มีแบบ บางเรื่องได้ บางเรื่องแบบเจ๊ง อะไรแบบนี้ครับ มันก็ปกติ 
 
จริงๆ ผมก็ชอบนะ ชอบเล่นมุกแบบนี้  แต่มันเริ่มมันก็จากจิมทำลัดดาแลนด์ ได้กำไร ก็เก็บกระเป๋าไป อะไรแบบนี้ ปิ๊ง ทํารถไฟฟ้ามาหานะเธอ ก็เก็บกระเป๋าไป เมษ ซึ่งทําบ้านฉันกับผม มันก็ทํา ATM เออรักเออเร่อ กับ ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ ตอนทำ ATM เออรัก เออเร่อ ก็ย้ายมาอยู่บ้านที่ดูดีหน่อย พอทำไอฟายฯ ก็ไปทําคฤหาสน์ อะไรแบบนี้ บรรจง(กำกับ พี่มากพระโขนง) นี่ไม่เคยอยู่บ้านนี้เลย นั่งรถผ่านอะไรแบบนี้ ก็เหมือนอําๆ กันสนุกๆ เหลือกันสองคนกับบาสแล้วก็ มันก็ทำฉลาดเกมส์โกง โหย เริ่มเครียดละ เพราะเวลาอําแบบนี้ปุ๊บกูโดนคนเดียวละ ก่อนหน้านี้ยังโดนแบบ 3-4 คน ยังพอว่า ช่วยกันตอบโต้อะไรแบบนี้ 
 
GM Live: สุดท้ายมาวันนี้ รู้สึกอย่างไรบ้างที่ออกจากกลุ่มผู้กำกับ “หมู่บ้านเจ๊ง” แล้ว 
 
วิทยา: ที่จริงมันก็เอาไว้คุยอะไรขํา ๆ ครับ แต่พอหนังกระแสดี ก็อาจจะเป็นในแง่ความรู้สึก แบบ อ๋อ เวลาอยู่ในช่วงโปรโมท บรรยากาศมันชื่นมื่น รื่นรมย์มันเป็นแบบนี้ อยากรู้มันเป็นยังไงแบบนี้ ตอนนั่งรถตู้ไป โปรโมทแต่ละที่แล้วแบบ ยอดรายได้แต่ละวัน โห บางวันรายได้ทั้งวัน  มากกว่าเรื่องเก่าผมทั้งโปรแกรม มันก็เป็นความรู้สึกที่แบบ อ๋อ มันเป็นยังงี้ๆ ก็ชื่นมื่นครับ
 
GM Live: รู้สึกเหมือนเราปืนเขา ปืนถึงยอดเขาปุ๊บ ชมวิวสวย ๆ เราก็จบ 
 
วิทยา: ใช่ จริงๆ มันเป็นอย่างงั้น เพราะว่า เรื่องต่อไปเนี่ย มันก็เริ่มปีนเขาใหม่อยู่ดี ช่วงนี้ก็สูดบรรยากาศบริสุทธิ์บนยอดเขาไปก่อน 
 
GM Live: หนังเรื่องนี้ไปจีนแล้วหรือยังครับ 
 
วิทยา: ก็ไปแล้วครับ มีการซื้อไปฉายที่จีนแล้ว แต่กําหนดฉายยังไม่ลงแน่นอนครับ จริงๆ ไปหลายๆ ประเทศ ประมาณ 11-12 ประเทศแถวอาเซียน เขาชอบดูหนังไทย แล้วหนังไทย GDHก็ ไปแทบทุกเรื่องอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติ หมายถึง การถูกซื้อไปปกติครับ ถ้าถามผม ตอนนี้ผมลุ้นผลตอบรับ เพราะว่า ความสัมพันธ์พี่น้องแบบในหนังมันค่อนข้างเฉพาะเอเชีย ความสัมพันธ์แบบพี่น้องเอเชียมันคือ ไม่แสดงออก จีนเนี่ยชัด ว่าไม่กอดกันไม่อะไรกัน คิดว่านะ ก็จะลุ้น ถ้ามันไปฉายประเทศเหล่านี้ แล้วผลตอบรับจะเป็นยังไง คนไทยเก็บทุกรายละเอียด แต่ว่ามันน่าจะทํางานกับคนเอเชียบ้าง 
 
GM Live: นับจากวันที่แฟนฉันเข้าโรง จนมาถึงเมื่อ น้อง.พี่.ที่รัก เข้าโรง ครบรอบ 15 ปีแล้ว เราเรียนรู้อะไรจากการทำหนัง 15 ปีที่ผ่านมาบ้าง
 
วิทยา: กําลังจะครบรอบใน 15 ปี เดือนตุลาฯ นี้ เราเรียนรู้ว่ามันมีขึ้นมีลงครับ ถามแบบตอนนี้มันก็ไม่เหลิงนะ เราเคยอยู่มาทุกแบบ คือ แบบโปรโมทแบบห่อเหี่ยวจังเลย ไม่ไปโปรโมทได้ไหม ดูแบบไม่มีใครออกมาดูแล้วล่ะ ทั้งแบบมั่นใจหนัง นั่งรถไปโปรโมทหนัง แล้วไถดูคอนเมนต์แล้วมันชื่นมื่น มันก็มีทุกอย่าง ก็เลยถ้าเรียนรู้ตลอด 4เรื่องที่ทํามา มันไม่แน่นอนครับ
 
GM Live: ผลตอบรับมาแบบนี้ อยากรู้ว่า พี่เก้ง จิระ ในฐานะที่เป็นอาจารย์เรา บอกอะไรเราบ้าง 
 
วิทยา: ผมเป็นเจนแรกๆ ใน GDH ที่ผ่านการให้โอกาส ปลุกปั้นของพี่เก้งครับ พวกแก๊งแฟนฉัน แล้วมันก็มีงานเดี่ยวคนละเรื่องสองเรื่อง บางเรื่องรอด บางเรื่องไม่รอด พี่เก้งอาจจะรู้สึกแบบ มันยังค้างคาอยู่กับเรา ในแง่แบบไอ้นี่ไม่ไปจากหมู่บ้านขาดทุนนี้สักที ในแง่หนึ่งก็อาจจะรู้สึกโล่งใจ หรือรู้สึกแบบว่า ไม่รู้สึก guilty จริงๆ  มันก็ไม่รู้สึกว่า guilty แต่เราเลือกที่จะทําเรื่องแบบนี้ แต่เราไม่ทําเรื่องโรแมนติก แบบเข้าถึงคนง่ายๆ คิดว่าก็คงโล่งใจครับ แต่วันรอบเทสต์  ซันนี่สังเกตพี่เก้ง เขาจะรู้สึกแบบลุ้น แล้วผ่อนคลาย ไปแซวคนนั้นคงมีความสุขกับผลตอบรับ กับความรู้สึกคนชอบหนังด้วยแล้ว ความรู้สึกหนังมันจะมา หมายถึงว่า คนจะออกมาดูเยอะ ก็คงทั้งรู้สึกโล่งใจแล้วปลื้มมั้งครับ 
 
GM Live: ในนิตยสาร a day เล่มเดิม พี่เก้งได้พูดประโยคหนึ่งว่า เวลาของเราที่ Master Piece มาถึง มันไม่เท่ากัน ตรงนี้คุณคิดว่าเรามาถึงงาน Master Piece ของเราแล้วหรือยัง 
 
วิทยา: คนเขาบอกกันนะครับ แต่ผมยังรู้สึกว่า ยังมีเรื่องที่อยากเล่า แล้วก็ทุกครั้งที่เสร็จโปรเจ็กต์ ก็มีโปรเจ็กต์อื่นที่อยากทํา แล้วมันใช้เวลามากจนต้องทําโปรเจ็กต์อื่นก่อน คือเรื่องที่อยากทํา มันยังเหมือนแบบภูเขาไฟที่กําลังรอวันระเบิด รอวันที่จะเล่ามาก เลยคิดว่า คือ พี่เก้งเป็นคนบอกแหละว่า เรื่อง น้อง.พี่.ที่รัก เหมือน Master Piece ผม แต่สัาหรับเราก็ยังแบบไม่ถึงขั้นจบแล้วปล่อยวาง ไม่ได้อยากเล่าเรื่องอะไรขนาดนั้น Master Piece สำหรับผมเลยเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
 
GM Live: คิดว่า หมดยุคผู้กำกับ “แฟนฉัน” หรือยัง
 
วิทยา: ผมว่าผู้กำกับคนอื่นเขาไม่มีนามสกุลต่อท้ายว่าแฟนฉันกันหมดแล้วนะครับ เพราะเขาไปมีนามสกุลตามหนังที่เขากำกับในเวลาต่อมา แต่คนที่ยังมีนามสกุลแฟนฉันในวงการตอนนี้มีคนเดียว คือ “แจ๊ค แฟนฉัน” นั่นล่ะครับ