x

เมื่อชาวบ้านที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเหมือนนักธุรกิจหรือชนชั้นกลางตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ประสบการณ์ที่ถูกนำเสนอผ่านหน้าสื่อบอกเล่าความยากลำบากที่ไม่มีใครอยากเจอ ท่ามกลางความโกลาหลในการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเรียกร้องสิทธิ บุคคลที่ปรากฏตัวควบคู่ไปกับเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากพบเจอมีชื่อนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมรวมโผล่ขึ้นมาถี่ขึ้น 
 
ชื่อที่คุ้นหูนี้อาจเป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีในตัว ชื่อที่ปรากฏบ่อยครั้งอาจสื่อนัยยะถึงคดีอาชญากรรมที่เกิดถี่ตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็อาจบ่งบอกได้ว่าสังคมไทยยังมีบุคคลที่เป็นผู้ขับเคลื่อน ถามหาความคืบหน้า ดึงความสนใจ กระตุ้น หรือกระตุกกระบวนการยุติธรรมในนามของ “ผู้ถูกกระทำ” เพื่อในไปสู่การพิสูจน์ความผิด-ถูกของผู้เกี่ยวข้องในคดี 
 
ถ้าอธิบายในภาพรวม ชื่อ “อัจฉริยะ” ไม่ได้เป็นเพียงตัวขับเคลื่อนเดียวที่ปรากฏในคดีอาชญากรรม ยังมีทนายอาสา หรือผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายซึ่งเข้ามาช่วยเหลืออีกหลายราย แต่ข้อเท็จจริงด้านหนึ่งที่หลายคนรับรู้ได้คือจำนวนความถี่และบทบาทของนายอัจฉริยะ ในปรากฏการณ์ซึ่งคนจำนวนมากจับตา ไม่ว่าจะเป็นกรณีของครูจอมทรัพย์, ครูปรีชา, สาวม้ง, ร่างทรง มาจนถึงคดีปริศนาการเสียชีวิตของ “น้องหญิง” หลังกลับจากสถานบันเทิงในพื้นที่พระนครศรีอยุธยา 
 
ก่อนหน้าจะมาเป็นผู้ประสานงานช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม นายอัจฉริยะ เคยเป็นเหยื่อจากคดีความมาก่อน ปัญหาคดีความที่เป็นมรสุมชีวิตทำให้นายอัจฉริยะ แทบหมดตัว เบื้องหลังจากจุดพลิกผันในชีวิตมาสู่บทบาท หรือกิจกรรมหลักในชีวิตเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” เหยื่ออาชญากรรมเป็นอย่างไร ติดตามจากบทสัมภาษณ์พิเศษนี้
 

 
GM Live : ที่มาที่ไปของบทบาทในชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมคืออะไร
 
ผมเป็นเหยื่อจากที่ถูกยัดข้อหาเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งผมไม่ได้กระทำความผิด ตอนนั้นผมเป็นนักธุรกิจ ไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย พอเราไม่มีความรู้และโดนคดี ทำให้เรากลัวติดคุก กลัวเสียชื่อเสียง กลัวสารพัด จึงต่อสู้คดีโดยไม่มีความรู้ 
 
ครั้งแรกที่ได้รับหมายเรียกว่าเป็นผู้ต้องหาคดีบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ ผมโทรศัพท์ไปหาพนักงานสอบสวนยศพันตำรวจโท ถามว่าข้อหานี้ผมทำผิดอะไร เขาพูดว่าให้ไปต่อสู้คดีในศาล ทั้งที่ผมยังไม่รู้ว่าทำผิดอะไร ยังไม่ได้สอบปากคำเราเลย เราเลยปรึกษาทนายความ ทนายบอกไม่มีปัญหา เอาเงินทำคดีไป 5 หมื่นบาท เราไม่รู้อะไร ก็ให้ไป
 
วันรุ่งขึ้นไปโรงพักกับทนายความ ทนายความก็ไปทะเลาะกับตำรวจอีก ขนาดผมไม่ทะเลาะยังเจอขนาดนี้ แล้วทะเลาผมไม่ตายเลยเหรอ ปรากฏว่าทนายความบอกว่าไม่ต้องจ้างผม เขาบอกไม่ให้เพราะเขาทำงาน เท่ากับว่าโดนทนายหลอกต้มไป 5 หมื่นบาท 
 
หลังจากนั้นก็หาทนายคนที่ 2 ก็โดนหลอกไปอีก 7 หมื่นบาท เราเป็นเหยื่อที่โดนซ้ำเติมจากทนายความอีก กว่าจะเจอทนายที่ดี เราต้องถูกพนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง ต้องไปประกันตัว 1 แสนบาท ต่อสู้คดีถึง 3 ปี ต่อสู้คดีปีแรกที่ได้ประกันตัวถึงเจอทนายความที่ดี พอขึ้นศาล ศาลก็ยกฟ้อง เราบอกว่าไม่ได้เพราะถูกกลั่นแกล้ง เสียหาย สุดท้ายศาลก็สืบความว่ามีการว่าจ้างยัดข้อหา เราก็ชนะคดีและฟ้องกลับคนที่แจ้งความกลับเรา ดำเนินคดีกับตำรวจด้วย 
 
หลังจากที่พ้นข้อกล่าวหามาแล้ว เราก็ยังมีชื่ออยู่ในแฟ้มอาชญากร ไม่สามารถทำมาหากินได้ จนกระทั่งเอาลูกผม เอาเมียที่ท้อง 6 เดือน ไปนั่งหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชีวิตลำบาก หมดเนื้อหมดตัว 
 
ระหว่างสู้คดี 2-3 ปี เราเห็นว่าชาวบ้านคนยากจนเวลาไปโรงพักมักถูกตะคอก ใส่กุญแจมือเอาเข้าห้องขัง ต่างกับคนรวย คนมีเงินก็คือมักทำสำนวนรอไว้แล้ว เซ็นชื่อ ปล่อยกลับบ้าน คนจนไม่มีทนายความ คนรวยมีทนายความมาพร้อม คนไม่เคยถูกดำเนินคดีหวาดกลัว ผมเห็นคนจนไม่มีสิทธิมีทนายดีๆ มีแต่ทนายอาสา บางคนก็มาเก็บแต้ม บางคนก็มาเพราะต้องการสอบอัยการ ไม่ได้ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน ชาวบ้านไม่มีสิทธิแสวงหาข้อเท็จจริงมาสู้คดี พอขึ้นศาลก็ติดคุก
 
ช่วงที่นั่งบนถนนก็ได้เงินมา 4 แสนกว่าบาท เราเอาเงินไปใช้หนี้ ส่วนหนึ่งให้ลูก ประมาณ 1 เดือน มีผู้ใหญ่ในประเทศ เป็นข้าราชการ มาชวนผมทำชมรม ผมไม่มีงานทำอยู่แล้ว เราเหมือนคนหมดตัวเพิ่งกลับมาได้
 
ตอนนั้นไม่คิดว่าจะทำได้ ถึงเราจะศึกษากฎหมาย นั่งในศาลมา 3 ปีดูการพิจารณาคดีจนรู้ภาคปฏิบัติ ผมไม่ได้จบกฎหมาย แต่จบวิศวกรโยธา ผมศึกษาแบบภาคปฏิบัติจนรู้ระดับหนึ่ง และเรียนเรื่องสืบสวนสอบสวนกับอาจารย์ที่เป็นตำรวจ 
 
ผมคิดว่าผมเป็นเหยื่อคนหนึ่ง ก็เลยตั้งชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมช่วยชาวบ้านไม่มีทางสู้
 
GM Live : ชมรมมีรายได้หรือไม่ อย่างไร เพราะเห็นไปทำงานในหลายคดี
 
ไม่มี เป็นชมรมไม่ได้แสวงหาผลกำไร ผมเองมีความรู้ด้านกฎหมาย มีพรรคพวกที่เป็นทนายความก็ตั้งสำนักงานกฎหมาย รับคดีของคนรวย เอารายได้มาช่วยคดีคนจน รายได้ของสำนักงานหัก 20 เปอร์เซ็นต์เข้าชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมเพื่อช่วยคนจน อีกส่วนผมก็มีเงินเดือนจากสปอนเซอร์ให้รายเดือน ก็เอาเงินส่วนนี้มาขับเคลื่อนการช่วยเหลือคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดเงินเขา 
 
GM Live : พอบอกได้ไหมว่าสปอนเซอร์เป็นกลุ่มไหนบ้าง
 
ไม่ได้เป็นบริษัทห้างร้าน เป็นคนที่รักเรา เขาก็มาช่วย เดือนละ 5 หมื่น อะไรประมาณนี้ซึ่งไม่พอหรอก แต่ก็แบ่งเบาภาระค่าเดินทางอะไรต่างๆ ได้ ส่วนหนึ่งได้จากที่ทำคดี สมมติงานมูลค่า 5 หมื่น เราได้มา 1 หมื่นก็เอามาทำคดี
 
ต้องบอกเลยว่าคดีช่วยชาวบ้าน อย่างคดีน้องหญิง 1 บาทก็ไม่เคยเก็บ แถมเอาเงินไปช่วยค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายเขา หลักการเราเป็นแบบนั้น แต่ถ้าไกลๆ ก็ไม่ไป อย่างพื้นที่เปลี่ยวเราก็ไม่ไป เราต้องดูความปลอดภัยเราด้วย
 
GM Live : ตั้งแต่ทำงานมา มองเห็นช่องโหว่ในระบบยุติธรรมไทยอย่างไรบ้าง 
 
ตำรวจบางคนขี้เกียจ บางคนไม่มีประสบการณ์ ไม่เป็นมืออาชีพก็ไม่ได้สอบข้อเท็จจริง อย่าลืมว่าป.วิอาญา ต้องสอบสวนพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิดของผู้ต้องหา บางคดีตั้งโจทย์ไว้ สุดท้ายก็ไม่ลงพื้นที่ ไม่สนใจคดี 
 
ผมมองว่าอย่างคดีน้องหญิงคือฆาตกรรม มีข้อสงสัยเรื่องการทำหน้าที่ มีข้อสงสัยเรื่องกระบวนการยุติธรรมของเราถูกบิดเบือนทำให้ประชาชนเสียหาย สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผมมองว่าหนึ่งเรื่องหน้าที่ สองคือผลประโยชน์แอบแฝง 
 
GM Live : เคยทำหน้าที่แล้วเคยเจอข่มขู่ คุกคามไหม
 
ไม่มีเลย
 
GM Live : คดีที่อยู่ในมือมีมากเท่าไหร่
 
มากกว่า 15 คดี ทั้งฉ้อโกง ลักขโมย เรามีทีมงานทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ 
 
GM Live : นอกจากเรื่องตำรวจแล้วเห็นอะไรอย่างอื่นอีก
 
ผู้ต้องหาที่เป็นเหยื่อที่มีฐานะการเงินไม่ดี เขาไม่รู้ช่องทางหาหลักฐาน ตัวเขาก็ติดคุกในเรือนจำ มันเป็นปมตรงที่ได้ทนายความก็เป็นทนายอาสาที่บางครั้งไม่มีประสบการณ์ ก็ตกเป็นเหยื่อแล้วก็แพ้
 
GM Live : ถ้าเป็นแบบนี้ หน่วยงานรัฐ หรือคนอื่นควรเข้ามาช่วยดู นอกเหนือจากที่เห็นคุณอัจฉริยะ และกลุ่มคนไม่กี่คนที่มาช่วยเหลือ
 
ผมเห็นหน่วยงานรัฐมีแต่ให้เงิน ไม่เคยคิดว่าไม่ให้ตำรวจทำงานให้ละเอียดรอบคอบกว่านี้ คนกล้าไม่ค่อยมี มีแต่คนเก่งทั่วประเทศ คนที่เสียสละมีน้อยมาก หนึ่ง ที่เจอคือแสวงหาผลประโยชน์ อย่างที่เห็นทำเพื่อประชาชนก็มีคุณรณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ที่มาช่วยและแสวงหาประโยชน์ก็มี แต่ในด้านอาชญากรรมจริงๆแล้วมีไม่กี่คนในประเทศไทย
 
GM Live : มีข้อเสนอแนะอะไรกับคนในสังคม
 
คนต้องเรียนรู้ด้านกฎหมาย ต้องรักษาสิทธิของตัวเอง คนไทยนิสัยเสียอย่างคือไม่ยอมรักษาสิทธิตัวเอง อย่างแจ้งความทิ้งไว้ ไม่ได้ตามคดี พอสุดท้ายไม่ได้ดังใจก็ร้องเรียน หาว่ากลั่นแกล้งไม่ทำคดีให้ แต่ทีนี้ ผมมองว่าสังคมไทยไม่ค่อยรู้จักหน้าที่ของตัวเองด้วย 
 
ถ้าหาพนักงานสอบสวนไม่เดิน ก็หาหัวหน้าพนักงานสอบสวน ถ้าไม่เดินก็หาผู้กำกับ ไปต่อหาผู้การจังหวัด ซึ่งคิดว่าไปไล่ตาม ไม่มีคนไหนไม่ทำให้ ผู้ใหญ่เขาทำให้อยู่แล้ว 
 
(จริงๆ แล้วควรเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่ทำหน้าที่อยู่แล้วหรือเปล่า) ทุกอย่างต้องเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน แต่ที่เห็นคือคนมีเงินย่อมได้รับการดูแลกว่าคนจนอยู่แล้ว วัฒนธรรมสังคมไทยเป็นอย่างนั้น คนรวยก็ได้เปรียบอยู่ดี 
 
(ต้องยอมรับแบบนั้น?) แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะจับขังคนรวยก็ต้องคิดนานหน่อย 
 
GM Live : คนที่ไม่อยากเป็นเหยื่ออาชญากรรมต้องศึกษาเรียนรู้อย่างไรบ้าง
 
พูดยากนะ ประเทศไทยเดี๋ยวนี้คนชั่วเยอะกว่าคนดี จะไปป้องกัน หนึ่งต้องไม่เที่ยวกลางคืน ไม่พาตัวไปเสี่ยง อาชญากรรมเกิดได้ทุกรูปแบบ เมื่อเกิดแล้วต้องใส่ใจ ต้องจดจำรูปพรรณสัณฐาน รายละเอียดที่พอช่วยต่อการสืบสวนสอบสวนได้ 
 
(แล้วเรื่องข้อสังเกตต่อการทำงานของตำรวจ?) เป็นที่คน ไม่ได้เป็นที่องค์กร บางคนเราก็เข้าใจว่าเขาเป็นเด็ก ถูกผู้ใหญ่ทิ้ง ไม่มีพี่เลี้ยง นี่คือปัญหา ผมอยู่ทุกสน. เข้าใจหมด การทำงานเขาไม่ได้มีเรื่องเดียว มีสัพเพเหระมา เมื่อไม่มีการจัดการ ไม่มีพี่เลี้ยงก็เสียหายหมด