ถ้าย้อนไปก่อน 4 ปีก่อนที่เหตุการณ์รัฐประหาร ในช่วงคาบเกี่ยวปี 56-57 จากคำว่า นิรโทษกรรม ก็ได้กลายเป็นไฟลามทุ่งจนพาให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายต่าง ๆ มากมายจนมาจุดที่สังคมประเทศไทยต้องย้อนกลับวนลูปเข้าสู่การรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า มองย้อนไปที่เพลงคำสัญญา "เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน" ก็ยังไม่มีทีท่าที่ชัดเจนในการกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตย
 
ด้วยวาระครบรอบ 4 ปี รัฐประหารในประเทศไทย GMLIVE ขอพาไปคุยกับอดีตนักเมืองที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
 
ย้อนวันวานการทำงานอดีต มองความเป็นไปของรัฐบาลทหาร และอนาคตของนักการเมืองรุ่นใหม่
 
GM LIVE : ถ้าให้ประเมินผลงานของ คสช. ตลอดปีที่ผ่านมา สมมติว่าคุณเป็นหนึ่งทีมงานของเป็นคสช. ?
 
สุรนันท์ : ผมประเมินตัวเอง ผมก็ต้องประเมินดีสิ คสช.เขายังประเมินตัวเองดีเลย ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนเราไม่ชอบรัฐประหารอยู่แล้ว แต่เมื่อทำไปแล้วก็ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่คาดหวังว่า คสช.จะแก้ปัญหาได้ ด้วยวาทกรรมตั้งแต่สมัยก่อนการรัฐประหาร ที่บอกว่า “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” แต่ปรากฏว่า 4 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า การปฏิรูปมันไม่ได้เป็นไปตามที่คนคาดหวัง ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้ ในที่สุดก็ตกอยู่ในวังวนของเรื่องเดิม ๆ ไม่ได้ผิดกับรัฐบาลประชาธิปไตยและจะยิ่งแย่กว่าอีก เพราะอย่างน้อยรัฐบาลประชาธิปไตยมีการคานและถ่วงดุลอำนาจ มีตัวแทนประชาชนที่ฟังเสียงของประชาชน มาถกเถียงกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่กลายเป็นว่าเหมือนเป็นมุมมองของคนกลุ่มหนึ่ง ที่อยากเห็นประเทศไปในทิศทางหนึ่ง คนกลุ่มนี้อาจจะเป็นมีความตั้งใจที่ดี แต่การที่คิดว่าจะทำให้ประเทศไปในทิศทางซ้ายหรือขวา ก็จะพบว่ามันไม่สามารถทำได้ และปัญหาเดิม ๆ ก็ยังคงค้างอยู่ รวมถึงปัญหาต่อเนื่องอย่างการคอร์รัปชั่นที่มีมาตั้งแต่รัฐบาลประชาธิปไตย ก็พบว่ารัฐบาลนี้มีปัญหาด้านคอร์รัปชั่นหนักกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าอ้างตัวเองว่าจะมาปฏิรูป จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรที่ทำให้ประเทศก้าวหน้าขึ้น แต่ในขณะเดียวกันประเทศกลับถดถอย ในการรับฟังเสียงประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยครับ
 
GM LIVE : ในขณะที่คำพูดของใคร ๆ หลายคนก็ต่างพูดว่า ถ้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ไม่มีก่อเรื่องของนิรโทษกรรม ก็คงจะไม่เกิดรัฐประหารและไม่พาประเทศมาถึงจุดนี้ 
 
สุรนันท์ : ถ้าย้อนกลับไปตอนนั้น อย่าลืมว่ากระบวนการนิรโทษกรรม จะถูกจะผิดก็แล้วแต่มุมมอง จริง ๆ ในส่วนตัวผมก็ไม่ได้ว่าจะเห็นด้วย แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมันมาตามกระบวนการประชาธิปไตย ผมยังเชื่อว่าควรจะแก้ไขตามวิธีการทางประชาธิปไตย นั่นหมายความว่า อดีตนายก “ยิ่งลักษณ์” ตอนนั้น ในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ แม้กระทั่งส.ส.ที่ตัดสินใจจะผลักดันเรื่องกฎหมาย ก็ควรจะถูกตัดสินโดยประชาชน โครงการต่าง ๆ ก็ควรจะถูกตัดสินโดยประชาชน เพราะประชาชนเลือกเข้ามา ถ้าประชาชนมีความรู้สึกว่าโครงการไหนที่ไม่ได้ทำตามที่สัญญาไว้ มีปัญหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น สร้างความเสียหายให้กับประเทศ หรือกฎหมายฉบับนั้นถูกออกมาไม่เป็นธรรมหรือเพื่อเป็นผลประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ประชาชนก็จะไม่เลือกละ แต่ถ้าเกิดว่าโครงการนั้นดี กฎหมายมีประโยชน์ ประชาชนก็จะเป็นคนบอกว่า ก็ผ่านไป เลือกเขาเข้ามาใหม่ ถ้ามีการเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องเนี่ย ประชาธิปไตยก็จะพัฒนา จะเติบโต ประชาชนเองก็เรียนรู้ว่า เลือกคนประเภทนี้ดี เลือกคนประเภทนี้ไม่ดี ฉันเลือกผู้นำที่ดีได้ ฉันก็มีสิทธ์ิไล่ผู้นำที่ไม่ดีได้ นั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่นเดียวกันตั้งแต่ปี 49 ถ้าไม่มีการรัฐประหารเนี่ย คุณทักษิณเองตอนที่เป็นนายกตอนนั้นก็มีสิ่งที่ทำได้ดี และก็มีสิ่งที่ประชาชนบอกว่าไม่ใช่ ถ้าผ่านการเลือกตั้งอีกสักหนสองหน ถ้าเกิดมีการปรับปรุง ทำได้ดี ประชาชนเลือกเข้ามาเรื่อย ๆ ก็จะผิดอะไร หรือถ้าเกิดทำไม่ดี ประชาชนบอกว่าไม่ใช่ละ ประชาชนก็จะไล่ออกไป ไล่ออกไปทางไหน ไล่ออกไปทางหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่สุด วันนี้ประชาชนบอกว่า ฉันไม่พอใจ ไม่ชอบ แล้วจะเอาออกยังไง
 
GM LIVE : วาทกรรม "นักการเมืองคือผู้ร้าย" แต่หลังจากเมื่อไม่นานมานี้ ในทางกลับกันคือ คสช. หันกลับมาคุยกับนักการเมือง มองบทบาทของนักการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ?
 
สุรนันท์ : ผมถึงบอกไงว่า แก้ปัญหานักการเมืองเนี่ยต้องแก้ปัญหาด้วยระบอบประชาธิปไตย ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ประชาชนวันหนึ่งเขาเลือก ส.ส. มา สมมติส.ส.เป็นคนที่รับฝากลูกเข้าโรงเรียน เคยช่วยผลประโยชน์ แต่ถ้าวันหนึ่งได้รับเลือกเข้าไปแล้วกลายเป็น ส.ส. ที่ไม่ดี มีการคอร์รัปชั่น ไปทำอะไร ประชาชนเขาก็ไม่เลือกใช่ไหม แต่ในขณะเดียวกันถ้าเกิดจะแก้ปัญหานักการเมืองโดยการบอกว่า เป็นนักการเมืองที่ไม่ดีแล้วรัฐประหาร เสร็จแล้วพอตัวเองจะเลือกตั้ง ต้องการที่จะให้ผลการเลือกตั้งออกมาในทางที่ตนเองชอบ ก็ไปคบนักการเมืองพวกนี้ ไม่ใช่ว่านักการเมืองพวกนี้ไม่ดีหมด หลายคนก็เป็นคนดี หลายคนก็เป็นคนใกล้ชิดประชาชน แต่มันก็มีวิถีทางในการไปบีบบังคับเขา ไปพูดกับเขา เหมือนกับชี้ทิศทางว่าจะต้องมาทางนี้ ไม่มาทางนี้ จะเสียนู่นเสียนี่ แม้กระทั่งเสียเสรีภาพ เพราะฉะนั้นมันก็เข้าอีหรอบเดิม จริง ๆ นักการเมืองไม่ได้เลวร้ายหมด ผมเองอยู่ในวงการเมืองมาร่วม 20 กว่าปี นักการเมืองดี ๆ มีเยอะ นักการเมืองไม่ดีก็มี ก็เหมือนกับทหาร ทหารดี ๆ ก็มี ทหารไม่ดีก็มี แต่คนที่จะตัดสินว่าใครจะมาปกครองประเทศก็คือประชาชน ฉะนั้น การแก้ปัญหานักการเมืองไม่ใช่การรัฐประหารแน่นอน และก็การที่จะมาคบกับนักการเมือง ถ้าคบกับนักการเมืองดี ผมจะไม่ว่าเลย แต่ถ้าเกิดบีบบังคับเขา บังคับจิตใจเขา แล้วประชาชนไม่เลือก หรือว่าเห็นแล้วว่าไม่ใช่ คนที่จะตั้งพรรคให้กับคสช.ก็ต้องรับผลกรรมนั้น 
 
 
GM LIVE : การกลับมาของโมเดลพรรคการเมืองที่มาจากหลังการรัฐประหาร หรือ พรรคทหาร อย่างปี 35 ก็เคยมีรัฐประหาร หลังจากปี 49 ก็มีรัฐประหารแต่เป็นของยุคคมช. เรื่อยมาจนถึง คสช.
 
สุรนันท์ : แต่อันนี้ต้องอย่าลืมนะครับว่าพรรคนี้ ผมไม่วิเคราะห์ว่าเป็นพรรคทหารแบบเดิม พรรคนี้เป็นพรรคของรัฐราชการ คือกลุ่มพันธมิตรที่จับมือกันล้มอดีตนายกทักษิณและอดีตนายกยิ่งลักษณ์เนี่ย ในกระบวนการนั้น มีทั้งรัฐราชการ ทหาร นักธุรกิจ  เพราะฉะนั้นในสามส่วนนี้ กลุ่มนี้ยังคงเหนียวแน่นกันอยู่ และจะเห็นได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ได้แจกผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน กลุ่มธุรกิจอย่างมหาศาล เพราะฉะนั้นพรรคการเมืองที่ตั้งใหม่เนี่ยมันไม่ใช่พรรคทหารแบบเดิม แต่เป็นพรรครัฐราชการที่มีพันธมิตรที่เข้มแข็ง แล้วก็มีวาระ มีวาระคืออะไร วาระของเขาก็คือแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ว่าเขาจะทำอะไรให้ประเทศบ้าง และสิ่งที่เขาขายคือออะไร ขายความมั่นคง ขายความสงบ เพราะฉะนั้น อย่าประมาท นักการเมืองชอบประมาทว่า อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนต้องการ ประชาชนอาจจะต้องการความสงบก็ได้ โดยที่ประชาชนไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร และอันนี้ก็คือบทบาทของนักการเมืองในสายประชาธิปไตยที่ควรจะออกมาให้ชัดเจน พรรคการเมืองต่าง ๆ เนี่ยผมยังไม่เห็นเลยว่าออกมาพูด มีแต่เรียกร้องให้เลือกตั้ง แต่ไม่ได้บอกว่า เลือกตั้งแล้วตัวเองจะทำอะไรให้ประชาชน อาจจะมีพรรคอนาคตใหม่ซึ่งค่อนข้างชัดเจนในสิ่งที่จะเป็นวาระของเขา แต่พรรคการเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์ก็ยังคงเรียกร้องการเลือกตั้งแต่ไม่บอกว่าจะทำอะไร ซึ่งบอกได้แล้ว วันนี้รัฐบาลเนี่ย ดูเหมือนจะมีพรรคหนึ่งออกมา จะเรียกพลังประชารัฐหรืออะไรก็ตาม แล้วพรรคนี้มีวาระชัดเจน มีแผนงานชัดเจน มีนโยบาย มียุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้นอย่าประมาท พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่าประมาทดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผมไม่ได้เชียร์ ผมไม่เห็นด้วยอยู่แล้วกับกระบวนการที่จะสืบทอดอำนาจ แต่ถ้าเกิดพรรคเขาเป็นพรรคที่สามารรวบรวมนักการเมืองได้กลุ่มหนึ่ง มีวาระที่ชัดเจน ประชาชนอาจจะเลือกก็ได้นะ
 
GM LIVE : ตลอดหลังรัฐประหาร ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารไล่มาตั้งแต่ปี 49 จนถึงเลือกตั้งปี 50 และก็เลือกตั้งปี 54 ซึ่งเพื่อไทยก็จะชนะมาตลอด จนแล้วจนรอดก็ไม่พ้นการถูกรัฐประหารตลอด หลังเหตุการณ์นี้ แนวทางการดำเนินการของเพื่อไทยจะมีการเปลี่ยนแกนหรือไม่ หรือยังเป็นพรรคจะเป็นแบบกงสี ?
 
สุรนันท์ : คือจริง ๆ ถ้ามองในลักษณะพัฒนาการเนี่ย พรรคไทยรักไทยเนี่ยเหมือนบริษัทมหาชน คือเป็นพรรคที่มีความหลากหลายในความคิด แล้วคุณทักษิณเองก็ได้สร้างพรรคนั้นมาเป็นพรรคที่เปิดรับจากกลุ่มคนและนักการเมืองหลายกลุ่ม ทำให้พรรคเติบใหญ่ ไม่ว่าจะคนรุ่นที่เป็นนักการเมืองอาวุโส หรือคนรุ่นใหม่ที่เมื่อก่อนเรียกนกแล เข้ามาร้อยกว่าคน เพราะฉะนั้นกระบวนการนี้จึงเป็นกระบวนการที่เปิด เราไม่สามารถไปโทษไทยรักไทย หรือพลังประชาชน หรือเพื่อไทยในที่สุดได้ หรือแม้กระทั่งคุณทักษิณเอง เพราะปรากฏว่า ไทยรักไทยเองที่เป็นพรรคที่ประชาธิปไตยที่สุด ถูกได้รับการเลือกตั้งสองหน และชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ในระบบการเลือกตั้งที่นานาชาติยอมรับว่าโปร่งใส ยังถูกรัฐประหาร เพราะฉะนั้นมันคงไม่ใช่เรื่องของเพื่อไทย แต่เป็นเรื่องของทัศนคติของคนชนชั้นนำในประเทศนี้ ซึ่งอย่างที่ผมบอก ทหาร นักธุรกิจหรือรัฐราชการว่าเขาต้องยอมรับในกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ถ้ามีการยอมรับตรงนั้น ก็จะไม่มีการรัฐประหารอีก เพื่อไทยอาจจะเติบใหญ่ กลับมาเป็นพรรคใหญ่ ๆ อย่างไทยรักไทย คือได้รับการเลือกตั้ง มีเสียงพร้อมเพรียง แล้วก็ไม่ได้เป็นพรรคโกงสี คุณทักษิณก็อาจจะเปิดทำให้เป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริงอย่างที่คุณทักษิณตั้งใจตั้งแต่วันแรกในสมัยตอนที่ทำไทยรักไทยด้วยกัน เพราะฉะนั้นถ้าเปิดอย่างนั้น แล้วยังจะมารัฐประหารเขาอีกเหรอ หรือถ้าเกิดสมมติคุณทักษิณบอกเพื่อไทยเป็นพรรคโกงสี เป็นพรรคของฉัน เป็นพรรคคนเดียว ก็อย่างที่ผมบอก เลือกตั้งไปประชาชนก็จะบอกว่า ไม่เอาอยากได้พรรคมหาชน อยากได้พรรคที่ฉันมีส่วนร่วมจริง อยากได้พรรคคนรุ่นใหม่ มันก็เป็นไปตามวาระของการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งผมไม่สามารถบอกอนาคตเขาได้ว่าเพื่อไทยจะไปทางไหน แต่ว่าผมเชื่อในอำนาจของประชาชนว่าจะตัดสินว่า ใครควรอยู่ ใครไม่ควรอยู่
 
GM LIVE : ทุกโพลล์ให้พลเอกประยุทธ์มาตลอดในช่วงที่ผ่านมา และล่าสุดที่เป็นโพลออนไลน์ที่มีคนมากดกันเป็นแสนคนว่าไม่เห็นด้วย มีมุมมองอย่างไรกับโพลล์ท่ีเป็นออนไลน์กับโพลล์ที่เป็นออฟไลน์ ?
 
สุรนันท์ : คือโพลล์ทุกโพลล์เนี่ย จริง ๆ ตั้งแต่สมัยผมเป็นโฆษกพรรคการเมืองแล้วล่ะ สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรี เราก็คุยกันเรื่องโพลล์นี่แหละ โพลล์มีอยู่สองแบบ คือโพลล์ที่ดีกับโพลล์ที่ไม่ดี โพลล์ที่ดีคือเปิดข้อสมมติฐาน คำถามและวิธีการทำคำถามที่ไม่ทำให้เกิดความลำเอียงในคำตอบ ก็จะเป็นโพลล์ที่ได้รับการยอมรับ แต่โพลล์บางโพลล์เนี่ยจะเป็นโพลล์ซึ่ง ถาม ชี้นำ และก็มีการให้ตอบ เพราะฉะนั้นเมื่อมีคำถามชี้นำ บางทีก็จะไม่รู้ความจริงหรอก และก็เราก็ไม่รู้ว่าใครจ้างใคร อันนี้ก็ไม่กล่าวหากันเพราะก็ยังมีโพลล์หลายสำนักที่ยังจริงอยู่ แต่ว่าโพลล์ออนไลน์ก็จะมีความอันตรายในแง่ที่เราไม่สามารถวัดได้ว่าใครกดเข้ามา โพลล์จริง ๆ ก็คือไปสุ่มตัวอย่าง แต่โพลล์ออนไลน์มันเป็นโพลล์ที่คนเข้าไปกด เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ว พวกใครมากกว่าก็จะไปกดให้มากกว่า พูดกันง่าย ๆ ในขณะเดียวกันมันก็เป็นสิ่งสะท้อนเหมือนกัน ถ้าเกิดความนิยมอย่างที่ไม่มีใครสามารถติได้ คนที่จะเข้าไปกดค้านมันก็ต้องมีน้อย หรือว่ากดค้านแล้วก็สู้กับคนที่กดด้วยความรู้สึกที่แท้จริงได้ไม่ได้ ทีนี้เกิดมันพลิกไปพลิกมาแบบนี้ผมก็ไม่รู้ละว่าในช่วงเวลาไหนมีใครกดมากกว่ากัน แต่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ในเรื่องของโซเชียลมีเดียและโพลต่าง ๆ เนี่ย ผมว่าหลักวิชาการไม่แม่น แล้วผมคิดว่ามันสามารถเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้ ไม่ว่าจะของฝ่ายไหน ฉะนั้นผมจะพูดตลอดว่าโพลล์ ขอให้เปิดเผย ขอให้เปิดคำถาม ข้อสมมติฐาน และมีผลวิเคราะห์ที่ชัดเจน โดยให้สื่อมวลชนสื่อสารทั้งหมด ไม่ใช่แค่ให้เห็นคำถามกับคำตอบ
 
GM LIVE : ในฐานะที่คุณมีความผูกพันกับ ทักษิณ ชินวิตร มาตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรม จนวันนี้ก็ครบรอบ 23 ปี คุณคิดว่าจากวันนั้นมาถึงวันนี้ คุณและทักษิณมาไกลเกินไปไหม ?
 
สุรนันท์ : ผมคงไม่สามารถพูดแทนคุณทักษิณได้นะ แต่การที่เราทำงานร่วมกันมาก็อาจจะพอเดาใจกันได้ แต่ตัวผมเองนะ ผมว่าเราสองคนน่าจะผิดหวังนะ คือคุณทักษิณตั้งแต่เข้าไปอยู่พลังธรรมเนี่ย แล้วเราไปอยู่ด้วยกัน และก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาการจราจรในกรุงเทพ และก็โครงการอีกหลายโครงการ บางอย่างก็ทำสำเร็จ บางอย่างก็ต้องทำต่อเนื่ิอง จนในที่สุดก็เกิดสถานการณ์บีบบังคับให้คุณทักษิณต้องบอกว่า ต้องตั้งพรรคเอง ก็ตั้งพรรคไทยรักไทย แล้วก็พัฒนาพรรคไทยรักไทยจนเป็นพรรคที่ได้รับการยอมรับอย่างท่วมท้น แล้วในยุคหลังรัฐธรรมนูญปี 40 ถือว่าประชาธิปไตยเบ่งบานเต็มที่ ถ้าจะถามว่าผิดหวังอะไร ผมว่าน่าจะผิดหวังของกระบวนความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในสังคมนี้ ที่ยังคงมีอยู่ แล้วก็มีการใช้วิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการล้มกระบวนการนั้น ถามว่าพรรคไทยรักไทย คุณทักษิณเอง ผมเองไม่ใช่ว่าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่เป็นคนที่รู้หมดทุกอย่างหรือว่ามีความสามารถท่วมท้น เราก็มีจุดอ่อนของเรา แล้วเราก็มีสิ่งที่เราทำดีแล้วก็ทำผิดพลาด แต่ก็พร้อมที่จะถูกตัดสินโดยประชาชนมากกว่าคนกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่พอใจ แล้วก็ใช้กำลังอาวุธหรือว่าใช้กระบวนการทำลายทางการเมืองที่ให้ออกจากตำแหน่งตรงนั้นไป แล้วมันก็ทำให้ความคิดหลาย ๆ อย่างที่มันเป็นส่วนที่ดีเนี่ย มันสะดุด จะเห็นได้ว่าตอนนี้รัฐบาลคสช.ก็ยังจมอยู่กับการแก้ปัญหาน้ำท่วมจะแก้อย่างไร ยังคิดถึงรถใต้ดินยังไม่เสร็จครบสักที รถไฟความเร็วสูงก็ยังมีปัญหา การพัฒนาหัวเมืองต่าง ๆ ก็ถูกชะงักไป เพราะว่ากระบวนการทั้งหมดมันถูกสะดุดลงด้วยการรัฐประหาร ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ผมว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายและน่าผิดหวังที่สุดสำหรับสังคมไทย
 
 
GM LIVE : ฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้สร้าง “ผีทักษิณ” จนประสบความสำเร็จ มันสะท้อนอะไรกับสังคมไทย ? 
 
สุรนันท์ : มันมีสองเรื่อง การสร้างผีทักษิณเนี่ย ไม่ได้เป็นการจำกัดและกำจัดบทบาทของคุณทักษิณและตระกูลชินวัตรทั้งหมด แต่ในระยะยาวมันเหมือนกับเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูด้วยว่า นักการเมืองอย่าทำอย่างนี้อีกนะ นักการเมืองอย่ามีความคิดสร้างสรรค์ นักการเมืองอย่าเติบใหญ่ ต้องอยู่ในกรอบ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นโครงสร้างที่จำกัดบทบาทของนักการเมืองอย่างเต็มที่ นักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะโดนตรวจสอบด้วยสิ่งต่าง ๆ มหาศาล และก็เข้ามาแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้รับเลือกตั้งจากประชาชน ก็ยังจะต้องทำตามนโยบายของรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ เพราะฉะนั้นนักการเมืองกลายเป็นเหมือน สมมติเปรียบเทียบกับบริษัท เมื่อก่อนเราเลือกคนที่จะมาเป็นกรรมการผู้จัดการหรือประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เดี๋ยวนี้ถ้าเกิดคุณเลือกนายกรัฐมนตรี คุณเลือกคนที่เป็นผู้จัดการทั่วไป คือจริง ๆ แล้วคุมแม่บ้าน ทำความสะอาดทำเนียบไป ก็อาจจะเป็นอำนาจสูงสุดที่นายกคนนั้นจะมีแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่มีความหมาย แล้วมันก็ทำให้กระบวนการทั้งหมดที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริงเนี่ย มันหาย แล้วหลายคนบอกว่า เอ๊ะ แล้วประชาธิปไตยมันเกิดความวุ่นวาย ประชาธิปไตยมันมีความวุ่นวายอยู่แล้ว ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยคนที่ลงไปประท้วงกันในท้องถนน การตีกันบนท้องถนน การเกิดความรุนแรง แต่ถ้าเกิดเราเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง ประชาธิปไตยมันเดินได้ แล้วประชาธิปไตยเนี่ยหมายความว่าไม่ได้เป็นเรื่องของอำนาจทางการเมือง แต่ความมีประชาธิปไตยหมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ทำให้คนมีโอกาสเท่าเทียมกันในทางเศรษฐกิจ และก็พัฒนาเศรษฐกิจได้ดีกวาคนสองสามคนที่คิดว่าตัวเองรู้ดีกว่าคนอื่นแล้วบอกว่า เศรษฐกิจต้องเดินทางนี้ทางนั้น
 
GM LIVE : กระแสของคนรุ่นใหม่กำลังเป็นที่นิยม ที่จะมีทั้งเพื่อไทย ประชาธิปัตย์หรือแม้กระทั่งอนาคตใหม่ แต่ถ้าไปดูจากสถิติที่พบว่าประเทศไทยกำลังจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แนวทางอาจจะสวนทางพื้นฐานความเป็นจริงไหม ?
 
สุรนันท์ : ผมมองว่าไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ คนมีอายุ ผมว่าต่อจากนี้สิ่งที่จะฝากกับคนไทย คือ ดูคนที่ความคิด ไม่ใช่ดูคนที่อายุ ถ้าหนุ่ม ๆ สาว ๆ มีความคิดดี ก็ต้องให้โอกาสเขา แต่ถ้าเกิดบอกว่าเป็นคนรุ่นใหม่แล้วพูดภาษาเก่า ยังเป็นนักการเมืองเก่า ยังตอบคำถามอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าความคิดตัวเองจะเป็นอย่างไร ก็อย่าไปสนใจ แต่ในขณะเดียวกัน ในสังคมที่มีผู้อาวุโสหรือมีคนที่ผ่านการเมืองหรือผ่านการทำงานอื่น ๆ มา แล้วก็มีประสบการณ์ มันก็ต้องผสมผสานกัน ถ้าเขามีความคิดดี ๆ มีประสบการณ์ดี ๆ มาทำให้ประเทศชาติดีขึ้นได้ ก็ไม่จำเป็นเลยว่าเขาจะต้องอายุแค่ 30-40 เขาอายุ 60-70 ก็ได้ แต่ขอให้ หนึ่ง จิตใจเป็นประชาธิปไตย สองมีความคิดความอ่านที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาประเทศนี้อย่างไร ไม่ใช่คิดว่าจะลงเลือกตั้งเพื่ออยากเป็นรัฐมนตรี เป็นเกียรติประวัติของวงตระกูล หรือแย่กว่านั้นคือเขามาหาประโยชน์จากการมีตำแหน่งต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราต้องคิดใหม่ ผมว่าประชาชนต้องดูใหม่หมดเลยว่า ใครพูดอะไร แล้วตัดสินเขาที่ความคิด ไม่ต้องไปตัดสินเขาที่ความหล่อ ความสวย ความรวย มาตัดสินคนที่ความคิดดีกว่า และจะเลิกพูดเรื่องว่าใครอายุเท่าไหร่
 
GM LIVE : ปีนี้ชื่อ “ไอติม-พริษฐ์”  เข้ามีบทบาททางการเมือง ซึ่งแท้จริงเขาคือหลานชายของคุณ การที่คุณได้เห็นความเป็นไปตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบัน คุณมีคิดเห็นอย่างไรบทบาทใหม่ของเขา ?
 
สุรนันท์ : ผมคิดว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่น่าสนใจ ก็มีความคิดความอ่าน แต่ว่าเลือกพรรคให้ถูกหน่อยก็ดี จริงๆ แล้วเนี่ยมีคนหลายคนที่น่าสนใจนะ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตใหม่ที่ผมรู้จัก หรือว่าหลานเอง แต่ในขณะเดียวกัน จะเปลี่ยนประเทศนี้ได้มันจะใช้วาทะกรรมอย่างเดียวไม่ได้ ผมคิดว่าต้องให้เขาพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะไอติมเอง คุณธนาธร อาจารย์ปิยะบุตร จะใครก็ตามที่เป็นหนุ่มสาวที่เขามาในรุ่นใหม่ ๆ แล้วแต่ละพรรคที่ถามเนี่ย แต่ละพรรคก็มีการเสนอคนรุ่นใหม่ ทั้งหมดนี่ต้องให้เวลาเขาพิสูจน์ตัวเอง แต่เขาจะพิสูจน์ตัวเองว่าเขาจะเป็นอย่างไรเนี่ย ผมฝากไว้นิดเดียวว่า เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด แล้วก็เสนอชุดความคิดที่ไม่ได้เอาใจประชาชน แต่พูดความจริงกับประชาชนว่าจะแก้ไขให้เขาอย่างไร