สถานการณ์นำเข้าและส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง ในตอนนี้ไทยมีขยะอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มนำเข้าจำนวนมาก แต่โดยรวมแล้วยังไม่มีมาตรการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบแบบครบวงจรทำให้เกิดปัญหาของเสียจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามมา แต่ถ้ามองอีกแง่มุมน่าสนใจว่าญี่ปุ่นที่รับซื้อขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปมากมายจะบริหารจัดการอย่างไร
 
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-waste ที่มาจากผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โลหะ แผงวงจร โทรศัพท์มือถือ ณ ขณะนี้ประเทศไทยมีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 6 หมื่นตัน แบ่งเป็นขยะฯ จากโรงงานอุตสาหกรรมจำนวน 7,400 ตัน และขยะฯ นำเข้ากว่า 53,000 ตัน 
 
ที่เห็นตัวเลขเป็นแบบนี้ก็เพราะบริษัทในไทยหลายแห่งเลือกใช้วิธีการนำเข้าขยะฯ จากต่างประเทศมากกว่าการส่งออก แต่บริษัทเหล่านั้นกลับไม่ดำเนินการขอใบอนุญาตนำเข้าขยะฯ ตามขั้นตอนที่ระบุในอนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมกำลังตรวจสอบแหล่งที่มาของขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ว่ามาจากการลักลอบนำเข้า หรือมีการสำแดงข้อมูลอันเป็นเท็จต่อศุลกากรและเจ้าหน้าที่ โดยผู้กระทำผิดต้องระวางโทษตามพ.ร.บ.วัตถุอันตราย มาตรา 73 ระบุโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ 
 
แต่นอกเหนือจากบรรดาธุรกิจที่ตกเป็นข่าวลักลอบนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาในประเทศไทยเพื่อตักตวงผลประโยชน์และทิ้งเศษซากเอาไว้จนอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว บริษัทที่ดำเนินการส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์และสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำก็มีไม่น้อยเช่น
 
นายนพดล กำมะแพ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท มัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าว่า บริษัท มัตซึดะ ซังเกียวเป็นโรงงานประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านในอนุสัญญาบาเซลฯ ไปยังบริษัทแม่ ซึ่งคือบริษัท มัตซึดะ ซังเกียว ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปนั้นจัดว่าเป็น “ขยะฯ มือหนึ่ง” จากที่บริษัทรับซื้อขยะเหล่านี้จากโรงงานอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งยังไม่เคยผ่านการใช้งานใด ๆ  และไม่รับซื้อขยะที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว อย่างกลุ่ม “ขยะฯ มือสอง” จากซาเล้ง หรือร้านขายของเก่าชั่งกิโลฯ อีกด้วย 
 
บริษัทให้เหตุผลว่า ถ้าซื้อขยะนำเข้าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วนั้นต้องใช้ต้นทุนสูงมากในการบำบัด ซึ่งก็เหมือนเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น
 
เขาเล่าต่อว่า ปริมาณการส่งออกขยะอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทเฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 400 ตัน / เดือน ราคาขายขึ้นอยู่กับประเภทขยะประกอบกับราคาที่รับซื้อมา 
 
ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างมูลค่าได้สูงที่สุดคือแผงวงจร เศษทองแดง เศษทองแดงเคลือบ ซึ่งในขณะนี้ก็เป็นประเภทขยะที่ญี่ปุ่นต้องการรับซื้อเป็นอย่างจำนวนมาก บริษัท มัตซึดะ ซังเกียว (ประเทศญี่ปุ่น) รับซื้อขยะจากบริษัทลูกที่ไทยไปเพื่อสกัดแร่โลหะ สกัดแร่ทองคำ ให้มีความบริสุทธิ์ถึง 99.9% เพื่อจะรีไซเคิลทำเป็นเครื่องประดับ เช่น แหวน นาฬิกา หรือทองรูปพรรณ เป็นต้น
 
ถ้าจะให้เห็นภาพ อาจลองนึกย้อนกลับไปถึงช่วงที่มีข่าวว่าญี่ปุ่นผุดโครงการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อนำวัสดุมาทำเหรียญรางวัลสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 โครงการนี้เป็นที่รู้จักในชื่อว่า Tokyo 2020 Medal Project  ซึ่งตอบสนองต่อภาวะปัญหา “ขยะอิเล็กทรอนิกส์" หรือ “e-waste” ทั่วโลก 
 
โครงการเหรียญโอลิมปิก 2020 ของกรุงโตเกียวกำลังพยายามจะรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้ได้จำนวน 8 ตัน โดยจะรวบรวมทองคำ 40 กิโลกรัม เงิน 4,920 กิโลกรัม และทองแดง 2,944 กิโลกรัม และจนถึงตอนนี้ผลการดำเนินงานก็พิสูจน์ได้แล้วว่าโครงการมีแนวโน้มประสบความสำเร็จ และเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัท โทรคมนาคม NTT Docomo ซึ่งเป็นพันธมิตรในโครงการนี้และรวบรวมโทรศัพท์มือถือมือสองได้ประมาณ 1,300,000 เครื่องแล้ว  
 
ถ้าถามว่าญี่ปุ่นซื้อขยะไปแบบนี้แล้ว เขาไม่กลัวขยะอิเล็กทรอนิกส์จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรืออย่างไร 
 
แน่นอนว่าญี่ปุ่น ประสบปัญหากระบวนการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกวิธีจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนมาก่อน ญี่ปุ่นเล็งเห็นปัญหาและออกมาตรการรองรับตั้งแต่เมื่อปี 2554 โดยออกกฎหมายรีไซเคิลเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน (Home Appliance Recycling Law) 
 
มาตรการที่ญี่ปุ่นใช้จัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มีดังนี้ 
  1. ประชาชนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรีไซเคิล สำหรับโทรทัศน์เครื่องละ 2,700 เยน (ประมาณ 800 บาท) เครื่องซักผ้าเครื่องละ 2,400 เยน (ประมาณ 700 บาท) ตู้เย็นเครื่องละ 4,600 เยน (ประมาณ 1,360 บาท) และเครื่องปรับอากาศเครื่องละ 3,500 เยน (ประมาณ 1,035 บาท)
     
  2. ตัวแทนจำหน่ายจะต้องรับคืนเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประชาชนและส่งให้โรงงานผู้ผลิตดำเนินการขั้นต่อไป
     
  3. เมื่อได้รับผลิตภัณฑ์จากตัวแทนจำหน่ายแล้ว โรงงานผู้ผลิตจะต้องคัดแยกและนำไปรีไซเคิล 
 
กฎหมายนี้อาจสะท้อนภาพให้เห็นได้ว่าญี่ปุ่นมีมาตรการรับมือกับปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการสกัดองค์ประกอบจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็นของที่มีมูลค่ามหาศาลอยู่เสมอ เห็นได้จากโครงการรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กลายเป็นเหรียญรางวัลอันทรงเกียรติสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคในปี 2020
 
หากไทยจะนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ (แบบถูกกฎหมาย) ก็ไม่เลว เพียงแต่ไทยต้องกำหนดประเภทและควบคุมกระบวนการจัดการขยะที่นำเข้าให้รัดกุม และมีมาตรการรองรับ-จัดการกับสถานการณ์ขยะในประเทศอย่างรอบด้านเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่ริเริ่มโครงการต่าง ๆ ออกมา