x

สถานการณ์น้ำท่วมช่วงปลายปี 2560 ทำให้ประชาชนหลายจังหวัดเดือดร้อนถ้วนหน้า และเมื่อชาวกรุงเริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมขังหนักขึ้นช่วงปลายเดือน คนในศูนย์กลางการปกครองเริ่มนึกถึงภาพจากความทรงจำน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2554 พร้อมคำถามว่า "หรือปี 2560 จะเจอน้ำท่วมหนักซ้ำรอยปี 2554 อีก?"
 
ซ้ำร้ายยังมีวาทกรรมสวนกลับคนที่อาศัยในพื้นที่น้ำท่วมประจำว่า "พื้นที่ที่ท่วมทุกปีอยู่แล้วก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ" นอกเหนือจากคำถามเหล่านี้แล้ว สิ่งที่คนจำนวนมากอยากรู้คือ "เราจะอยู่รอดจากน้ำท่วมรอบนี้หรือในอนาคตอย่างไรกันแน่" 
 
สถานการณ์น้ำท่วมหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาสร้างความกังวลใจให้กับชาวกรุง(และอีกหลายพื้นที่)อย่างมากหลังเห็นหลายจังหวัดทยอยประสบภัยน้ำท่วมกันต่อเนื่อง สภาพน้ำที่ท่วมไล่เรียงตามกันมาในหลายจังหวัดจนมาสู่นครสวรรค์ทำให้คนกรุงยิ่งฉุกใจว่าสถานการณ์นี้ใกล้เคียงกับน้ำท่วมหนักเมื่อปี 2554 
 
คำถามที่เกิดอันดับแรกคือ "สถานการณ์ปีนี้ต่างกับปี 2554 แค่ไหน?" 
 
 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวิดา กมลเวชช จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญการบริหารจัดการภัยพิบัติ ให้สัมภาษณ์ GM Live ตอบคำถามคาใจเรื่องปัญหาน้ำท่วมปีนี้ในประเด็นแรก โดยดร.ทวิดา มองว่า เมื่อดูจากข้อมูลรอบด้านทำให้คิดว่า "ไม่น่าจะเท่ากับปี 54" 
 
ดร.ทวิดา ยกข้อมูลมาอ้างอิงความคิดเห็นนี้ว่า แม้ปีนี้ฝนตกชุก ข้อมูลหลายที่บ่งบอกว่าปริมาณน้ำเยอะในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับปริมาณน้ำสะสม และการทยอยปล่อยน้ำที่กักเก็บออกมาต่อเนื่องจนทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นอย่างที่เห็น แต่ปี 2554 ทั้งฝนตกเยอะกว่า น้ำเยอะกว่า ซึ่งหมายความว่าบริหารยากกว่าด้วย
 
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เห็นในปัจจุบันจะพบว่า ฝนเข้ามาโดยไม่มีท่าทีหยุดในหลายภาครวมถึงกรุงเทพฯ เมื่อฝนตกมากกว่าปกติจึงต้องปล่อยระบายน้ำกักเก็บ และยิ่งประกอบกับน้ำทะลหนุนสูง ส่งผลให้ระบายน้ำยากจนน้ำท่วมขังบางจังหวัดตามข่าว
 
"เมื่อดูข้อมูลที่มีจะเห็นว่า น่าจะน้อยกว่าปี 2554 ข้อมูลจากกรมชลประทานพบว่าบางลุ่มน้ำก็ลดการปล่อยน้ำบางส่วนแล้ว แต่แค่บางพื้นที่อาจยังต้องเร่งระบายอยู่" ดร.ทวิดา อธิบาย
 
แม้ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดจะแสดงให้เห็นระดับสถานการณ์ที่แตกต่างจากปี 2554 แต่ดร.ทวิดา มองว่าสถานการณ์ประเมินได้ยาก และไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีฝนตกหนักเข้ามาซ้ำเติมอีก จึงควรติดตามข้อมูล เฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมบนฐานความไม่แน่นอน
 
การรับมืออุทกภัยแบบ "ไทย ๆ" 
 
ดร.ทวิดา มองว่า สิ่งที่คนไทยชอบทำคือเปรียบเทียบกับเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมาว่าจะหนักเท่ากันไหม แล้วหาข้อมูล แต่ไม่ได้ดูว่าปี 2554 เราไม่ได้ทำอะไรบ้าง!
 
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมีข้อสังเกตว่า เสียงวิจารณ์จากประชาชนต่อหน่วยงานรัฐในปี 2560 ไม่ได้เป็นเสียงโวยว่ารัฐช่วยอะไรไม่ได้ แต่เป็น "การโวยวายที่มีคุณภาพ" มากขึ้น คือร้องขอข้อมูลที่สื่อสารเข้าใจง่าย และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน อย่างการตั้งคำถามว่า "ทำไมไม่บอกก่อนว่าฝนจะตกหนัก"
 
ดร.ทวิดา อธิบายเพิ่มเติมในโพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า "...(รัฐ)ต้องทำให้คร่าว ๆ สื่อสารให้รู้เรื่องถึงภาคประชาชน อาทิ พื้นที่ในอำเภอใดต่ำกว่าที่อื่น ไม่ใช่ประกาศว่า 'ที่ราบต่ำอาจเสี่ยงกับน้ำท่วมขังปานกลางสองถึงสามวัน' ประกาศแบบนี้อย่าประกาศเลย ท้องถิ่นควรบอกได้ว่าอำเภอใดต่ำกว่าอำเภอใด
 
สาธารณูปโภคใดอยู่ในภาวะเสี่ยง 'น้ำท่วมขังปานกลาง' ปานกลางคือท่วมแบบรถอะไรวิ่งได้ เกวียนสูงพอมั๊ย รถไถนาพอวิ่งได้หรือเปล่า แล้วสองถึงสามวันนี้เดี๋ยวอีกสักสามถึงสี่ชั่วโมงจะมีอัพเดตให้เรื่อยๆใช่มั๊ย คือไม่ได้ขอความถูกต้องหรือเป๊ะ 100%  เพราะรู้ว่าไม่มีในโลก แต่ขอแค่คร่าว ๆ ที่รู้เรื่องและเข้าใจว่าควรทำอะไร"
 
เมื่อเป็นแบบนี้ เท่ากับว่า มุมมองต่อสถานการณ์ต้องไม่มองเป็นกลุ่มก้อนเดียว แต่ต้องมองหลายภาคส่วน ส่วนหนึ่งคือประชาชนเองด้วย 
 
อย่างกรณีปี 2554 มีผู้สามารถจดจำลักษณะน้ำท่วมจากฝนได้บ้างไหม เมื่อไหร่ที่ต้องย้ายของ สังเกตได้ไหมว่าน้ำท่วมนี้เป็นน้ำเหนือ ท่วมแบบไหนคือน้ำสะสมในพื้นที่ ท่วมแบบไหนคือท่วมจากน้ำหนุน ท่วมจากฝนตกหนักโดยไม่มีน้ำเหนือเจือปนด้วยหรือไม่ หรือถ้าเป็นท่วมจากทั้งฝน น้ำเหนือ น้ำหนุนพร้อมกันเป็นอย่างไร จะต้องทำอย่างไร
 
 
"เราเองในฐานะคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ก็มีความจำเป็นต้อง 'รู้' และติดตาม 'ข้อมูล' รวมทั้งสร้าง 'ความพร้อม' บนฐานของความไม่แน่นอนเอาไว้ และ “ทำใจร่มๆ” ถ้าการคาดการณ์จะมีผิดพลาด เพราะการจัดการปริมาณน้ำในเขื่อนด้วยฝนที่ตกไม่เป็นที่ และหน้าฝนของเราถูก climate change (การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศในโลก) ลากมาจนถึงเดือนพฤศจิกายนแล้ว ทำให้นึกถึงบทสนทนาเมื่อคืนกับเพื่อนอาจารย์ว่า เราต้องเลิกยึดติดฤดูกาลตามเดือนที่เราถูกสอนด้วยประเพณีต่าง ๆ ที่กำหนดวันหยุดและพิธีกรรม 
 
เราต้องปรับตัวกระทั่งความคิดนะว่า อะไรมันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว แม้แต่ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และไม่เดินเป็นเส้นตรง" ดร.ทวิดา ระบุในโพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว
 
ในส่วนภาครัฐ ดร.ทวิดา แสดงความคิดเห็นว่า ในฐานะผู้ให้ข้อมูล อย่าสักแต่ว่าให้อย่างเดียว!!! เสียงจากประชาชนเริ่มเรียกร้องให้รัฐให้ข้อมูลที่ใช้ได้จริง มีคุณภาพ อย่างการบอกว่า "มีฝนตกบางพื้นที่ในตัวเมือง" คำถามคือ ที่ฝนตกอยู่ตรงไหนกันแน่ 
 
"เวลาให้ข้อมูล อย่าสักแต่ผลักให้มันออกมา ไม่ใช่ว่าคนไม่เก่ง แต่อย่างหนึ่งคือเครื่องมือไม่พอ รัฐต้องหยุดให้ข้อมูลในฐานะรัฐ แต่ต้องให้ข้อมูลในฐานะประชาชนที่จะต้องเอาข้อมูลไปใช้ด้วย ต้องรู้เรื่อง เข้าใจได้ การเตรียมรับภัยพิบัติ ไม่มีเรื่องที่คาดถูก 100% เวลาให้ข้อมูลจะให้บนฐานความไม่แน่นอน แต่ก็ต้องให้บนฐานที่นำไปใช้ได้จริงด้วย" ดร.ทวิดา กล่าว
 
เมื่อรวมทั้งสองฝ่าย รัฐและประชาชน คำถามคือ ไทยพร้อมแค่ไหนในการรับมือ
 
ดร.ทวิดา ยกตัวอย่างด้วยการตั้งคำถามหน่วยย่อยระดับท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกันและบริหารจัดการภายในจังหวัดแล้วมาบอกประชาชนให้เตรียมรับมือ เมื่อทำแล้วได้ผลลัพธ์อย่างไร
 
ขณะเดียวกัน ประชาชนเองสามารถช่วยตัวเองในเบื้องต้นได้มากน้อยแค่ไหน ทำความเข้าใจ ลดความยุ่งยาก ความลำบาก โดยเหลือกำลังรัฐไปช่วยเหลือกลุ่มที่อ่อนไหวหรือยากลำบากจริงๆ ซึ่งควรเป็นแบบนั้น แต่ไม่ใช่ทุกคนหยุดรอความช่วยเหลือ 
 
ต้องยอมรับว่าทั้งฝ่ายรัฐ และประชาชนยังมีข้อบกพร่อง ต่างฝ่ายต่างทำ แต่ปัญหาคือทำสุดความสามารถแล้วหรือยัง 
 
บทเรียนจากการพยากรณ์อากาศ
 
เมื่อสอบถามถึงการใช้บทเรียนและกรณีตัวอย่างภัยพิบัติเพื่อนำมาพัฒนาการพยากรณ์อากาศและแจ้งเตือน ดร.ทวิดา แสดงความคิดเห็นว่า คนไทยควรต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการพยากรณ์อากาศโดยคาดหวังว่าจะต้องถูกต้อง 100% ทุกครั้ง 
 
ถ้ายกตัวอย่างว่าประเทศอื่นทำได้ กรณีนี้ต้องมองบริบทพื้นที่อื่นซึ่งใช้เครื่องมือเยอะมาก ข้อมูลก็เยอะเช่นกัน และหน่วยงานยังแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แต่สำหรับไทยการเก็บข้อมูลอยู่กับหลายหน่วยงานที่วัตถุประสงค์การเก็บข้อมูลต่างกัน แต่ละหน่วยเก็บตามการใช้งานของตัวเอง การแลกเปลี่ยนข้อมูลก็ไม่สมบูรณ์ ข้อมูลและการวิเคราะห์จึงบกพร่องและช้า
 
 
วาทกรรม "ท่วมทุกปีก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติ"
 
ดร.ทวิดา ยกตัวอย่างประเทศที่ประชาชนพักอาศัยในพื้นที่ที่มีภัยพิบัติบ่อยแต่ยังมีกลุ่มคนที่อยู่ได้อย่างสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
 
สหรัฐอเมริกา มีระบบประกันภัยที่ดี (คนละอย่างกับการชดเชยจากรัฐ) ขณะเดียวกันก็เก็บภาษีเยอะ เมื่อเกิดเรื่องก็สามารถอพยพคนออกจากพื้นที่ได้ง่าย สามารถถือหลักคนปลอดภัยไว้ก่อน ส่วนทรัพย์สินก็ใช้ประกัน-ชดเชยจากรัฐได้
 
ส่วนญี่ปุ่น ใช้ระบบเรียนรู้ในการอยู่ร่วม ด้วยระบบช่วยเหลือกัน คือเพื่อนบ้านช่วยเหลือกันเอง อย่างกรณีแผ่นดินไหว พื้นที่บ้านตัวเองพังก็ซ่อมกันเองก่อน รัฐจะได้ไปช่วยส่วนกลางที่เสียหายเพื่อจะได้กลับมาใช้งานส่วนกลางร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว
 
แต่กรณีย้ายพื้นที่ก็มีเช่นกัน บางส่วนย้ายแต่ไม่ได้ไกลจากที่เดิม ขณะที่พื้นที่เดิมก็เอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น 
 
ดร.ทวิดา อธิบายต่อว่า พื้นที่ที่น้ำท่วมทุกปี ซ่อมบ้านทุกปี ทางออกหนึ่งคือรัฐและท้องถิ่นต้องคุยกันด้วยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกด้านที่อยู่ใหม่ ค่าใช้จ่าย ค่าชดเชย และการใช้ประโยชน์พื้นที่เดิม อย่างไรก็ตาม กระบวนการย้ายเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน และมีข้อจำกัดมากพอสมควร 
 
ทางรอดจากปี 60 และการรับมือระยะยาว
 
ดร.ทวิดา  เน้นย้ำเรื่องการ “แบ่งรับแบ่งสู้” เพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงภัยพิบัติที่มีแนวโน้มมากขึ้น หลากหลายขึ้น รุนแรงขึ้น 
 
"ในระดับประชาชน ชุมชน สังคม และหน่วยงานนั้น 'การแบ่งรับ' คือการยอมรับว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องรับ คำว่ารับหมายความถึงว่าต้องรับรู้ทำความเข้าใจ ต้องตอบรับต่อการเตรียมความพร้อม และรับผิดชอบว่าจะต้องช่วยเหลือตัวเองและมีผลกระทบบ้างต่อการดำเนินชีวิตและการซ่อมแซมให้ฟื้นตัว 
 
ในขณะเดียวกันต้อง “แบ่งสู้” คือสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ไม่เป็นภาระต่อสังคมที่มีความเสี่ยง คำว่าจิตสำนึกและจิตสาธารณะที่ชอบอ้างนั้น อย่าเอามาแค่ตอนบริจาคกับออกไปแช่น้ำช่วยคน เอามันมาใช้ในการลงทุนให้ตัวเองปรับตัวได้ ปล่อยให้หน่วยงานช่วยคนที่อ่อนแอกว่าหรือต้องการความช่วยเหลือ มันไม่มีประเทศไหนในโลกมีเจ้าหน้าที่คอยบริหารในภาวะเช่นนี้ได้กับประชาชนทุกคน มันต้องให้ภาระเหลือเท่า ๆ กับความสามารถถึงจะถูก เราต้องทั้งรับทั้งรุก แบ่งรับแบ่งสู้ให้ฉลาด ถึงจะโอเค" ดร.ทวิดา ระบุเพิ่มเติมในโพสต์ส่วนตัว
 
ประเด็นสำคัญที่ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตคือ ทุกอย่างต้องขยับพร้อมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องไปด้วยความเร็วระดับเดียวกัน เร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่ที่สำคัญคือต้องมีจุดหมายมุ่งเน้นเดียวกัน คือช่วยกันแบ่งรับแบ่งสู้ เพื่ออยู่กับความเสี่ยงภัยพิบัติให้ได้อย่างฉลาด และพัฒนาอย่างยั่งยืน