x

ภาพประกอบ: GoPro Karma พร้อมกล้อง GoPro Hero 6 Black บนเว็บไซต์ของ GoPro และ(ขวา) นิก วูดแมน ซีอีโอของ GoPro ระหว่างการพูดในงาน CES 2016 ในลาสเวกัน 7 มกราคม 2016 (Alex Wong/Getty Images)
 
GoPro เจ้าของผลิตภัณฑ์แอคชั่นแคมยอดนิยม ถึงทางตันในตลาด “โดรน” ทั้งที่เพิ่งเริ่มลงแข่งในตลาดได้เพียงปีกว่าๆ แต่ตอนนี้ได้ประกาศยกธงขาว ยุติการผลิต พร้อมปลดลูกจ้างอีกนับร้อยตำแหน่ง
 
ครั้งหนึ่งกล้องของ GoPro ไม่เพียงเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาผาดโผนที่ชอบเก็บภาพของตัวเองมาอวดโซเชียลเท่านั้น แต่ยังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนที่ชอบเซลฟี่ทั่วไป ด้วยกล้องเลนส์ไวด์ที่สามารถเก็บภาพมุมกว้างได้ทั่วถึง เหมาะสำหรับการเซลฟี่กับเพื่อนๆ 
 
แต่ปัจจุบันกล้องมือถือสามารถทำได้ไม่ต่างกัน ทำให้ GoPro เสียฐานลูกค้าในกลุ่มนี้ไป จึงพยายามขยายตลาดไปยังกลุ่ม “โดรน” ติดกล้องวิดีโอพร้อม “กิมเบิล” (อุปกรณ์เสริมสำหรับช่วยให้การถ่ายวิดีโอเป็นไปอย่างลื่นไหลไม่สะดุด) เพื่อหารายได้มาชดเชย
 
GoPro เริ่มปล่อย Karma โดรนของพวกเขาในเดือนตุลาคม 2016 ด้วยราคาที่สูงถึง 799 ดอลลาร์ แต่เครื่องของพวกเขาบางส่วนเจอปัญหาหยุดทำงานกลางคัน จนพวกเขาต้องเรียกเครื่องทั้งหมดคืนในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ และปีนั้นพวกเขาก็ต้องขาดทุนไป 373 ล้านดอลลาร์ (The Verge)
 
ล่าสุดพร้อมกับการประกาศผลประกอบการขั้นต้นประจำไตรมาสที่ 4 ปี 2017 GoPro ได้แจ้งนโยบายที่จะทำต่อไปในปีนี้ด้วย ซึ่งมีทั้งการลดคนงานลงจาก 1,254 คน ให้เหลือน้อยกว่า 1,000 คน (เป็นนโยบายที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 และยังดำเนินต่อไป) ให้ค่าจ้างแก่ นิโคลัส วูดแมน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอทั้งปีแค่ 1 ดอลลาร์ และยุติการผลิตโดรน “Karma”
 
พวกเขาได้ให้เหตุผลของการยุติการทำตลาดในผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ว่า
 
“แม้ Karma จะอยู่ในตำแหน่ง #2 ของตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ราคาใกล้เคียงกันในปี 2017 แต่ตัวผลิตภัณฑ์ก็ต้องเจอกับปัญหาเรื่องของส่วนต่างกำไรจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดอากาศยานชนิดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นกฎเกณฑ์ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ ที่ไม่เป็นคุณก็จะยิ่งลดขนาดของตลาดมากลงไปอีกในปีต่อๆ ไป ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราไม่อาจอยู่ในตลาดอากาศยานต่อไปได้ และ GoPro ก็จะออกจากตลาดหลังจากที่ขาย Karma ที่เหลืออยู่ในคลังได้หมด โดย GoPro จะยังให้บริการด้านการซ่อมแซมและสนับสนุนแก่ลูกค้า Karma ต่อไป”
 
สำหรับตัวเลขรายรับในไตรมาสสี่พวกเขาประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราวๆ 340 ล้านดอลลาร์เท่านั้น น้อยกว่าไตรมาสเดียวกันในปี 2016 ถึง 200 ล้านดอลลาร์ เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งเกิดมาจากการที่ GoPro ประกาศลดราคาสินค้าเรือธง Hero 6 Black ลง 100 ดอลลาร์ จาก 499 ดอลลาร์ เหลือ 399 ดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปี ทำให้ลูกค้าเก่าที่ซื้อไปก่อนได้รีฟันด์คืนตามนโยบาย price protection พวกเขาจึงได้รับผลกระทบไปราวๆ 80 ล้านดอลลาร์
 
ด้าน นิโคลัส วูดแมน ซีอีโอ GoPro กล่าวว่าพวกเขาจะมุ่งมั่นพลิกฟื้นธุรกิจต่อไปในปีหน้าด้วยแผนการพัฒนาทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ พร้อมกับการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อให้ GoPro กลับมาทำกำไรและเติบโตได้อีกครั้งในครึ่งหลังของปี 2018