หลังการประชุมระหว่าง คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ที่จวนเจียนจะถูกยกเลิก) เมื่อวันอังคารที่ 12 มิถุนายน ที่สิงคโปร์เสร็จสิ้นลง ต่างฝ่ายต่างกลับบ้านด้วยความปลาบปลื้ม
 
โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถึงความสำเร็จของเขาตามสไตล์ในทวิตเตอร์ว่า “กำลังกลับจากสิงคโปร์หลังการเดินทางที่สุดอัศจรรย์ ซึ่งได้มีความคืบหน้าครั้งใหญ่กรณีปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ตัวประกันจะได้กลับบ้าน ร่างของวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จะได้กลับคืนสู่ครอบครัว จะไม่มีการยิงขีปนาวุธ หรือการวิจัยอะไรอีก ฐานยิงก็กำลังปิดตัว...”
 
 
ด้าน KCNA สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือกล่าวว่า “ในช่วงที่มีการเจรจาฉันมิตรระหว่าง DPRK [สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี - เกาหลีเหนือ] และสหรัฐฯ ทรัมป์แสดงออกถึงความตั้งใจที่จะระงับการซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ-เกาหลีใต้ ซึ่งทาง DPRK ถือเป็นการยั่วยุ เสนอที่จะรับประกันความมั่นคงของทาง DPRK และยกเลิกการคว่ำบาตร พร้อมทั้งการพัฒนาความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีผ่านการเจรจาพูดคุย” (The Korean Times)
 
ฟังดูแล้วผลการเจรจาคราวนี้เหมือนจะ “วิน-วิน” กันทั้งสองฝ่าย
 
แต่ผู้สังเกตการณ์ไม่น้อยกลับเห็นต่างออกไป
 
นิโคลัส คริสตอฟ (Nicholas Kristof) คอลัมนิสต์จาก New York Times กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้จะถูกตีความในเกาหลีเหนือว่า สหรัฐฯ “ถูกบีบ” ผ่านการครอบครองและทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ให้ต้องยอมรับสถานะของเกาหลีเหนือในฐานะผู้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างเท่าเทียม ต้องรับประกันความมั่นคงให้เกาหลีเหนือ ต้องยกเลิกการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ 
 
ทั้งหมดนี้แลกกับการที่ทางเกาหลีเหนือแค่ “ยืนยันอีกครั้ง” ที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกาหลีเหนือเคยให้คำมั่นมาแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 1992 (แต่ไม่เคยทำได้สักที)
 
“ดูเหมือนคิมจะสามารถหาประโยชน์จากการเจรจาเหนือทรัมป์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งมันก็น่ากลัวทีเดียวที่ทรัมป์ไม่ได้รู้ตัวเลย” คริสตอฟกล่าว
 
อูรี ฟรีดแมน (Uri Friedman) จาก The Atlantic ชี้ว่าเรื่องที่เกาหลีเหนือรับปากจริงๆ ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับที่พวกเขาให้ปฏิญญาร่วมกับเกาหลีใต้ไว้แล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แถมถ้อยคำที่ใช้กรณีปลดอาวุธนิวเคลียร์ก็กำกวม ผลสำเร็จที่จับต้องได้จริงๆ จากแถลงการณ์ร่วมคราวนี้คงมีแค่การที่เกาหลีเหนือรับที่จะร่วมการเจรจาติดตามผลกับทางไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงอื่นๆ ของสหรัฐฯ “โดยเร็วที่สุดที่จะทำได้” และการรับว่าจะช่วยค้นหาและส่งคืนศพทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในช่วงสงครามเกาหลี
 
และประเด็นที่ถูกมองข้ามไปเลยก็คือปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนทำให้ คริส เมอร์ฟี วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตถึงกับกล่าวว่า “What the hell?” เมื่อเห็นทรัมป์ยอมทิ้งไพ่ใบสำคัญอย่างการซ้อมรบไปแลกกับคำมั่นที่เกาหลีเหนือละเมิดมาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยแทบไม่ได้กล่าวถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนเลย
 
 
ด้านทรัมป์ชี้แจงเรื่องนี้ว่า เขาพูดแล้วแต่ก็เป็นแค่ส่วน “เล็กๆ” ของการเจรจา แถมยังแก้ตัวแทนให้กับคิมเสร็จสรรพว่า “เขาแค่ทำในสิ่งที่เขาได้เห็นมาก่อน” สื่อว่าคิมก็แค่ทำตามในสิ่งที่ครอบครัวของเขาทำสืบต่อกันมา 
 
“เขาฉลาด รักประชาชนและประเทศชาติ เขาอยากได้ในสิ่งดีๆ มากมาย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาทำในสิ่งนี้[เข้าสู่การเจรจา]” ทรัมป์กล่าว (Politico)
 
ที่สำคัญทรัมป์ดูเหมือนจะไม่ได้มองว่าการซ้อมรบกับเกาหลีใต้เป็นการลงทุนทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุ้มครองเกาหลีใต้โดยที่ตัวเองแทบไม่ได้อะไรตอบแทน
 
“เกมจำลองสงครามมันแพงมาก แล้วเราก็จะต้องจ่ายเป็นส่วนใหญ่ เราต้องส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดไปจากเกาะกวม
 
“มันต้องใช้เวลานานมากสำหรับเครื่องบินลำใหญ่ๆ ในการเดินทางไปเกาหลีใต้เพื่อทำการฝึกซ้อม หย่อนระเบิดเสร็จแล้วก็กลับกวม ผมรู้เยอะนะเรื่องเครื่องบิน มันแพงมากๆ” ทรัมป์กล่าวถึงการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคารโดยส่งสัญญาณว่าเขาอาจถอนกำลังออกจากเกาหลีใต้ด้วย (CNN)
 
การเจรจาคราวนี้จึงอาจกล่าวว่า เกาหลีเหนือถือว่าได้ประโยชน์เต็มๆ ทั้งภาพลักษณ์ การยอมรับในเวทีนานาชาติ โอกาสทางเศรษฐกิจหลังยกเลิกการคว่ำบาตร และการรับรองด้านความมั่นคง ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ในมุมของทรัมป์เขาก็เชื่อว่า การรับปากของคิมเพียงพอแล้วสำหรับกระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์ แถมเขายังสามารถช่วยนำร่างทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเกาหลีกลับบ้านได้ และยังช่วย “ประหยัด” เงินภาษีประชาชน ที่เอาไปใช้ในการซ้อมรบกับเกาหลีใต้ 
 
แต่หากมองสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำการเมืองโลก ก็ต้องถือว่าการเจรจาคราวนี้สหรัฐฯ “เสียเหลี่ยม” เกาหลีเหนือไปมาก และยังส่งสัญญาณให้ชาติพันธมิตรที่เคียงบ่าเคียงไหล่กับสหรัฐฯ มาตลอดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รู้ว่าพวกเขาอาจต้องเผชิญภัยคุกคามจากชาติที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายกันเอาเอง