ถูกด่าหนักมาก! สำหรับ มากาเร็ต แอตวูด (Magaret Atwood) นักเขียนชาวแคนาดาเจ้าของผลงานดังอย่าง The Handmaid’s Tale ที่ออกมาโจมตีมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) ตั้งแต่ปี 2016 หลังมหาวิทยาลัยดังของแคนาดา  จัดการกับ “ข้อกล่าวหา” การล่วงละเมิดทางเพศของคนในองค์กรโดยไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรม ที่จำเป็นต้องให้ผู้กล่าวหาเสนอ “หลักฐาน” และให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ และคัดค้าน แก้ต่างข้อกล่าวหานั้นๆ 
 
แต่กลายเป็นว่า แอตวูด ถูกนักสตรีนิยมหลายคนโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง เธอจึงได้เขียนบทความชี้แจงจุดยืนของเธอเรื่อง “Am I a bad feminism?” เผยแพร่ทาง The Globe and Mail เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งก็ยิ่งเป็นการเรียกแขกให้นักสตรีนิยมขั้วตรงข้ามกลับมาถล่มเธออีกรอบ
 
 
“ถ้า @MargaretAtwood อยากจะหยุดทำสงครามระหว่างผู้หญิง เธอควรจะยุติการประกาศสงครามกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า อำนาจน้อยกว่า และรู้จักเริ่มฟังบ้าง” ข้อความบนทวิตเตอร์ของ เอริกา ธอเคลสัน (Erika Thorkelson) นักเขียนและบัณฑิตจากภาควิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์จาก UBC วิจารณ์แอตวูดกลับไป
 
ในบทความล่าสุดของเธอ แอตวูดกล่าวตอนหนึ่งว่า “จุดยืนพื้นฐานของฉันก็คือ ผู้หญิงเป็นมนุษย์ซึ่งมีทั้งพฤติกรรมแสนดีราวกับนางฟ้าไปจนถึงพฤติกรรมเยี่ยงกับนางมาร ซึ่งนั่นก็รวมถึงลักษณะที่เป็นอาชญากรรม พวกเธอไม่ใช่เทวดาที่ไม่สามารถทำสิ่งที่ผิดได้เลย ถ้าเป็นอย่างนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบกฎหมายแล้ว”
 
กรณีที่ทำให้เธอถูกโจมตีมากที่สุดคือการเรียกร้องให้ UBC แสดงความรับผิดชอบต่อการจัดการกับข้อกล่าวที่มีต่อบุคคลในองค์กร โดยเฉพาะ สตีเวน กัลโลเวย์ (Steven Galloway) อดีตประธานภาควิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเธออ้างว่าทางมหาวิทยาลัยออกมาให้ความเห็นต่อสื่อโดยยังไม่ได้สอบสวน หรือให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รู้รายละเอียดที่ถูกกล่าวหาก่อนเลยด้วยซ้ำ
 
“สาธารณชน-รวมถึงฉัน-จึงมีภาพจำว่าชายคนนี้คือนักข่มขืนต่อเนื่องจอมโหด และทุกคนก็สามารถโจมตีเขาอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องสนใจอะไร เนื่องจากตามสัญญาที่เขาลงชื่อผูกมัดตัวเองไว้ ทำให้เขาไม่สามารถพูดอะไรเพื่อปกป้องตัวเองได้” แอตวูดกล่าว
 
แต่เมื่อเรื่องผ่านการสอบสวนของทางมหาวิทยาลัยปรากฏว่า ผลการพิจารณาระบุว่าไม่พบหลักฐานการล่วงละเมิดทางเพศตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้นเขาก็ถูกไล่ออกอยู่ดี
 
“ทุกคนต่างก็แปลกใจ รวมถึงฉันด้วย” แอตวูดกล่าว ส่วนสาเหตุที่ผู้พิจารณาให้ความเห็นเช่นนั้นถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครทราบเหตุผลเนื่องจากยังไม่มีการเปิดเผยรายงานต่อสาธารณะ เธอจึงเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง UBC วิจารณ์การจัดการปัญหาของทางมหาวิทยาลัย
 
“คนที่มีจิตใจที่เป็นธรรมย่อมต้องไม่ด่วนตัดสินความผิดก่อนที่จะได้เห็นรายงานและหลักฐาน เราต่างก็โตแล้ว เราสามารถตัดสินได้ด้วยตัวเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” แอตวูดกล่าว 
 
แต่ข้อชี้แจงของเธอซึ่งอ้างหลักทั่วไปของกระบวนการยุติธรรมกลับถูกโจมตีว่า
 
“นี่เป็นภาษาของผู้หญิงฝ่ายขวาที่สมาทานความคิดของบรรดาพ่อของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นนักข่มขืนพร้อมกับแบกป้ายแสดงตัวเป็นนักสตรีนิยม อย่างที่เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมันไม่ได้มีจิตใจที่เป็นธรรม หรือมันจะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศซึ่งปรากฏเป็นหลักฐาน มันยากที่เราจะตัดสินใจไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง เมื่อเราอยู่ในสังคมที่เงียบเฉย ไร้ยางอาย ตั้งข้อสงสัย และทารุณกรรมซ้ำเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ” บทความเรื่อง “Well, are you a bad feminist” ใน The Global and Mail ของกลุ่มผู้เขียนสามรายตอบโต้ความเห็นแอตวูด
 
 
“ในกรณีล่วงละเมิดทางเพศหรือการคุกคามทางเพศ และการข่มขืนนั้นระบบยุติธรรม (และสังคม) เอาผู้ถูกกล่าวหาและความสบายของเขาเป็นที่ตั้ง ขณะเดียวกันก็ละเลยความจำเป็นของฝ่ายเหยื่อ จดหมายเรียกความรับผิดชอบจาก UBC ก็ทำแบบเดียวกัน มันไม่ได้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ มันเป็นการพยายามรักษาไว้ซึ่งสถานะที่เป็นอยู่” อลิเซีย เอลเลียตต์ (Alicia Elliott) นักเขียนและนักสตรีนิยมอีกรายแสดงความเห็นบนทวิตเตอร์
 
อย่างไรก็ดี แอตวูดเองยอมรับในบทความชิ้นเดียวกันว่า ระบบกฎหมายและสังคมที่เป็นอยู่มีปัญหา ซึ่งเธอก็ตั้งข้อสงสัยว่า เราควรจะแก้ระบบที่เป็นปัญหา หรือจะโละทิ้งทั้งหมด?
 
“กลุ่มเคลื่อนไหว #MeToo คืออาการของระบบกฎหมายที่เหลวแหลก การที่เสียงร้องเรียนของผู้หญิงและปัญหาการเบียดเบียนทางเพศอื่นๆ ไม่ได้ถูกรับฟังโดยองค์กร -รวมถึงโครงสร้างขององค์กร-ต่างๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเกินทน พวกเขาจึงใช้เครื่องมือใหม่: อินเตอร์เน็ต ดวงดาวร่วงหล่นจากท้องฟ้ามากมาย มันเป็นวิธีการที่ทรงประสิทธิภาพ และกลายเป็นการปลุกให้ตื่นตัวครั้งใหญ่ แต่มันจะเป็นยังไงต่อไป” แอตวูดกล่าว ก่อนเสริมว่า
 
“ระบบกฎหมายสามารถแก้ไขได้ หรือสังคมของเราจะกำจัดมันทิ้งไปเลย สถาบัน บริษัท และสถานที่ทำงานสามารถทำให้มันสะอาดได้ หรือพวกเขาหวังจะเห็นดวงดาวร่วงหล่นลงมาอีก พร้อมกับบรรดาดาวเคราะห์น้อย”
 
หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม #MeToo เป็นการเคลื่อนไหวที่กระตุ้นให้ผู้หญิงที่เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศกล้าแสดงตัว กล้าออกมากล่าวหาผู้ที่ล่วงละเมิดพวกเธอ ผู้ผลักดันขบวนการหลายคนจึงกังวลว่า การที่นักสตรีนิยมเบอร์ใหญ่อย่างแอตวูดออกมาขวางยกกระบวนการยุติธรรมมาอ้าง จะทำให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่กล้าออกมาพูดอีกหรือไม่?
 
แต่ข้อทักท้วงของแอตวูดก็ควรรับฟัง เหมือนที่เธอกล่าวว่า ผู้หญิงทุกคนใช่ว่าจะสะอาดบริสุทธิ์ปราศจากความทุจริต หรืออคติไปเสียทุกคน ผู้ที่ถูกกล่าวหาจำเป็นที่จะต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกตัดสินไปก่อนโดยไม่มีสิทธิรับทราบข้อกล่าวหา หรือมีโอกาสได้โต้แย้งพยานหลักฐานที่ถูกนำเสนอ หากละเลยหลักการนี้ไปก็อาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ถูกทำลายชื่อเสียงด้วยข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอยได้