มหากาพย์อี-ทิกเก็ต และแคช บ็อกซ์ บนรถเมล์ไทยกินเวลายาวนาน และมีแนวโน้มอาจยืดยาวออกไปอีก หลังระบบอี-ทิกเก็ต 100 คันแรกยังไม่พร้อมใช้งาน
 
การส่งมอบระบบอี-ทิกเก็ต และแคช บ็อกซ์บนรถเมล์งวดสุดท้าย จากบริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) ครบกำหนดต้องส่งมอบตามสัญญาและให้ใช้งานได้เมื่อวานนี้ (10  มิถุนายน) หลังจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ลงนามเซ็นสัญญาการว่าจ้าง (TOR) กับบริษัทตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2560  แต่ที่ผ่านมา ขสมก.ยังไม่ได้เซ็นรับมอบรถเมล์ที่ติดตั้งระบบอี-ทิกเก็ต และแคช บ็อกซ์ ‘แม้แต่คันเดียว’ เนื่องจากเจอปัญหาส่งมอบล่าช้าและระบบขัดข้อง
 
อี-ทิกเก็ต (E-Ticket) หรือระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ คือระบบหักเงินค่าโดยสารจากบัตรโดยอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้บริการนำบัตรมาแตะที่เครื่องแสกน เป็นส่วนหนึ่งของการก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสดตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยระบบนี้ถูกวางให้ใช้กับบัตรแมงมุมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน
 
ส่วนแคช บ็อกซ์ (Cash box) เป็นเครื่องหยอดเหรียญจ่ายค่าโดยสาร เป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่สะดวกใช้บัตร ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันว่าไม่เหมาะกับสังคมไทยในเรื่องของวินัยในการเข้าแถวและอาจเพิ่มปัญหารถติดได้
 
ประชาชนที่ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะบางส่วนติดตามความคืบหน้าของระบบเหล่านี้ แต่จนถึงกำหนดสัญญาตรวจรถเมล์ที่ติดตั้งระบบนี้ในครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ประชาชนยังคงต้องรอต่อไป เพราะการเชื่อมต่อระบบจ่ายเงินยังไม่เรียบร้อย 
 
นางพนิดา ทองสุข ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายบริหารยืนยันว่า รถเมล์ล็อตแรกจำนวน 100 คันที่ทาง ช ทวี ต้องส่งให้ตั้งแต่ 10 ตุลาคม 2560 ได้ส่งมอบมาให้ตรวจสอบการทำงานถึง 3 รอบแต่ไม่สามารถเซ็นรับได้ เพราะระบบอี-ทิกเก็ตที่ติดตั้งยังไม่เชื่อมต่อกับระบบของกรมบัญชีกลางจึงไม่สามารถหักชำระค่าโดยสารได้  
 
นอกจากปัญหาอี-ทิกเก็ตไม่เชื่อมกับระบบของกรมบัญชีกลางแล้ว รถเมล์ 100 คันแรกที่ต้องส่งมอบตามสัญญาโดยที่มีทั้งอี-ทิกเก็ตและแคชบ็อกซ์ แต่พบว่ากลับติดตั้งแค่ระบบอี-ทิกเก็ต ขาดแคช บ็อกซ์ เท่ากับบริษัทผิดสัญญาด้วย
 
ตามสัญญาทีโออาร์ทางบริษัทคู่สัญญามีเวลา 360 วันในการติดตั้งและเช่าระบบอี-ทิกเก็ตกับแคช บ็อกซ์จำนวน 2,600 คันเป็นเวลา 5 ปี โดยงวดแรกต้องส่งรถจำนวน 100 คันในวันที่ 10 ตุลาคม 2560 (งวดแรกตรวจสอบไปแล้ว 3 รอบ แต่ขสมก.ยังไม่เซ็นรับจนถึงวันนี้) 
 
งวดที่สองจำนวน 700 คันภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2560 (ยังติดตั้งระบบไม่เสร็จ) 
 
และงวดสุดท้ายอีก 1,800 คัน ในวันที่ 10 มิถุนายน 2561 (ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ)
 
ที่ผ่านมา ขสมก.ส่งหนังสือเร่งรัดไปยังบริษัทคู่สัญญาให้ส่งมอบอีก 700 คัน โดยมีเป้าหมายว่าจะสามารถใช้งานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับระบบอี-ทิกเก็ตบนรถเมล์จำนวน 800 คันในเดือนตุลาคมนี้
 
ตามสัญญาแล้วบริษัทจะต้องเชื่อมต่อระบบเครื่องแสกนบัตรกับฐานข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรถเมล์ล็อตแรกจะเชื่อมระบบอี-ทิกเก็ตกับกองเดินรถและสำนักงานใหญ่ขสมก.ก่อน  จากนั้นจะเพิ่มการเชื่อมต่อระบบกับกรมบัญชีกลางที่อยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานแผนนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ในรถเมล์ล็อตที่สองและสาม
 
อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้รถเมล์ 100 คันแรกที่ทางบริษัทส่งให้ตรวจสอบเพิ่งเชื่อมต่อระบบอี-ทิกเก็ตเข้ากับระบบของกองเดินรถและสำนักงานใหญ่ขสมก.ในขั้นแรก แต่ยังไม่ได้ติดตั้งแคชบ็อกซ์ให้ครบถ้วนตามสัญญา
 
ปัญหาอีกข้อที่ถูกพูดถึงคือการใช้งานแคช บ็อกซ์ ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะทำให้เกิดปัญหารถติดหากใช้งานในช่วงเร่งด่วนและมีผู้โดยสารรอคิวจำนวนมาก ขสมก.มีนโยบายเล็งยกเลิกแคช บ็อกซ์ แต่ยังต้องรอหนังสือตอบกลับจากกรมบัญชีกลางก่อนว่าจะสามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาทีโออาร์บางส่วนได้หรือไม่ เนื่องจากติดข้อสัญญาจากที่แคช บ็อกซ์ เซ็นร่วมกันกับอี-ทิกเก็ต 
 
“ระบบยังใช้ไม่ได้ แล้วเขาก็ต้องเสียค่าปรับเราไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงวันที่คณะกรรมการบอกยกเลิกแคช บ็อกซ์ แล้วจะถือว่าสัญญามีแค่อี-ทิกเก็ตอย่างเดียว หาก 100 คันแรกใช้งานได้ เราก็รับแค่ 100 คันแรก แต่ถ้างวดต่อมา 700 คัน เขาเชื่อมต่อกับสนข.เรียบร้อย เราสามารถไปรับเงินจากกรมบัญชีกลางได้ อันนั้นถึงจะรับทั้งหมด” นางพนิดา กล่าว
 
 
วันนี้ในโอกาสครบกำหนดสัญญา 360 วัน จึงขอย้อนรอยเส้นทาง ‘มหากาพย์อี-ทิกเก็ต’ มูลค่ากว่า 1,665 ล้านบาท ว่ามีพัฒนาการอย่างไรบ้างนับตั้งแต่เริ่มต้นประกาศไปจนถึงความพยายามเชื่อมโยงกับบัตรแมงมุม
 
  • -2554-
 
เมษายน - ขสมก.ร่างแผนข้อกำหนดการว่าจ้าง (TOR) เพื่อประกวดราคาติดตั้งเครื่องอี-ทิกเก็ตบนรถเมล์แอร์ยูโรทู 1,289 คัน และจะพัฒนาระบบด้วย
 
กรกฎาคม - ขสมก.ประกาศแผนทีโออาร์ในรูปแบบโครงการเช่าระบบอี-ทิกเก็ต ระยะที่ 1 บนรถแอร์จำนวน 1,500 คัน เป็นเวลา 5 ปี ในวงเงินประมาณ 703.5 ล้านบาท
 
สิงหาคม – ขสมก.คาดการณ์ว่าในอีก 1-2 ปีจะประสบปัญหาขาดแคลนพนักงานจึงเตรียมเปิดประกวดราคาหาบริษัทติดตั้งระบบอี-ทิกเก็ต
 
  • -2555-
 
กุมภาพันธ์ – สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เผยว่ากระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาทบทวนการกู้เงินสำหรับดำเนินการตั๋วร่วม และคาดว่าจะได้ใช้ตั๋วร่วมในปี 2558 โดยสามารถชำระค่าโดยสารได้ทุกระบบขนส่ง
 
กรกฎาคม - สนข.วางแผนจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House) หรือระบบเคลียร์ริ่ง ที่จะใช้ในการดูแลระบบตั๋วร่วม  ส่วนกระทรวงคมนาคมประกาศจะเริ่มใช้กับรถเมล์ปลายปี 2556
 
  • -2556-
 
มีนาคม - คมนาคมคาดว่าตั๋วร่วมจะเสร็จในสิ้นปี และประกาศใช้จริงช่วงกลางปี 2557 ส่วนรถเมล์เอ็นจีวีที่ขสมก.สั่งซื้อ 3,183 คันจะติดตั้งระบบตั๋วร่วมในงบประมาณ 700 ล้านบาท
 
กรกฎาคม – คมนาคมเพิ่มทางเลือกให้มีระบบหยอดเหรียญบนรถเมล์เอ็นจีวีเพราะตั๋วร่วมต้องเติมเงินล่วงหน้า กลัวผู้มีรายได้น้อยไม่ได้ใช้ และกำลังศึกษาแผนทำบัตรพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อเป็นส่วนลดค่ารถเมล์และรถไฟ
 
ธันวาคม - สนข.ส่งใบเชิญประมูลคัดเลือกบริษัททำตั๋วร่วมและทำข้อตกลงร่วมกับ 12 หน่วยงานขนส่งให้ใช้ตั๋วใบเดียว และได้ลงนามภาคีร่วมกับหน่วยงานขนส่ง 12 หน่วยงานเพื่อใช้ระบบตั๋วร่วม โดยหนึ่งในนั้นมีขสมก.
 
  • -2557-
 
กรกฎาคม - บีทีเอสชนะประมูลทำระบบ Clearing เพื่อดูแลระบบตั๋วร่วม
  
ธันวาคม - สนข. ทำแผนใช้ตั๋วร่วมใช้กับระบบขนส่งทั้งหมด โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ และจะเปิดใช้กับรถเมล์เป็นลำดับท้ายสุดหลังเสร็จสิ้นระยะ 2 ก่อนสิ้นปี 2559
 
  • -2558-
 
พฤษภาคม - สำนักงานโครงการบริหารการจัดการระบบตั๋วร่วม (สตร.) วางแผนใช้ตั๋วระบบขนส่งต่าง ๆ รวมถึงรถเมล์ ภายในปลายปี 2559  ซึ่งทางขสมก.จะติดตั้งบนรถเมล์แอร์เพียงอย่างเดียวเพราะมี 2 ประตูหน้า-หลัง ขณะที่รถเมล์ร้อนมีประตูกลางทำให้ไม่สะดวก
  
  • -2559-
 
พฤษภาคม - สนข.ประกาศติดตั้งระบบเคลียร์ริ่งและ ‘บัตรแมงมุม’ เรียบร้อยแล้ว และกำลังทดสอบระบบ
 
สิงหาคม - คมนาคมคาดว่าจะใช้บัตรแมงมุมภายในมกราคม 2560 
 
ตุลาคม - คมนาคมเลื่อนใช้บัตรแมงมุมกับรถไฟฟ้า 4 สายเป็นกลางปี 2560 
 
พฤศจิกายน - ขสมก. พร้อมเชื่อมบัตรแมงมุมกับระบบอี-ทิกเก็ตของรถเมล์ไฟฟ้า 200 คัน และจะติดตั้งกับรถเมล์ที่มีอยู่จำนวน 2,600 คันโดยเริ่มจากรถแอร์ก่อน
 
  • -2560
 
มกราคม - ขสมก.เตรียมเปิดประมูลติดตั้งระบบอี-ทิกเก็ตจำนวน 2,600 คัน ระยะเวลา 5 ปี ในวงเงิน 1,768 ล้านบาท โดยนำร่องก่อน 100 คัน และวางแผนเริ่มใช้มิถุนายน 2560  ต่อมาสนข.ประกาศว่าบัตรแมงมุมจะใช้กับรถเมล์ และรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ก่อนในเดือนมิถุนายน
 
กุมภาพันธ์ - ตั๋วร่วมผลิตแล้ว 7 ล้านใบ เล็งใช้กับรถเมล์เดือนกันยายน 
 
เมษายน – ขสมก.เปิดประมูลอี-ทิกเก็ตวงเงิน 1,786.59 ล้านบาท ติดบนรถเมล์ 800 คันโดยคาดว่าจะเสร็จในตุลาคม แล้วจะขยายให้ครบ 2,600 คันในต้นปี 2561 โดยใช้ได้ทั้งกับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) 
 
หลังจากนั้น สนข.ออกมาบอกว่าบัตรแมงมุมไม่สามารถเปิดใช้งานได้ทันมิถุนายน และเปลี่ยนแผนไปใช้กับรถเมล์ แอร์พอร์ต ลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีม่วงก่อน 
 
พฤษภาคม - CHO หรือ ช ทวี ชนะประมูลอี-ทิกเก็ตและพร้อมรองรับตั๋วแมงมุมในเดือนตุลาคม โดยจะติดตั้งบนรถเมล์ฟรีก่อน ซึ่งทางประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจออกมาบอกว่ารถเมล์ไม่ควรมีเครื่องหยอดเหรียญเพราะจะทำให้รถติด
 
มิถุนายน - ขสมก.เซ็นสัญญากับ ช ทวี เพื่อทำระบบอี-ทิกเก็ตในวงเงิน 1,665 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 121 ล้านบาท โดยจะติดตั้งอี-ทิกเก็ตและแคช บ็อกซ์ จำนวน 100 คันภายใน 120 วัน  อีก 700 คันจะติดตั้งเสร็จภายใน 180 วัน และจะครบ 2,600 คันภายใน 1 ปี  
 
เดือนเดียวกันช่วงปลายเดือน ขสมก.เผยว่าจะใช้อี-ทิกเก็ตบนรถเมล์ฟรี 84 สาย จำนวน 800 คัน ซึ่งคาดว่าจะเสร็จใน 30 กันยายนเพื่อให้ทันใช้วันที่ 1 ตุลาคม  ส่วนรถแอร์อีก 1,800 คันจะติดตั้งให้เสร็จกลางปี 2561 และมีพนักงานแนะนำการใช้งาน 2 ปี
 
กรกฎาคม - ขสมก.ประกาศเตรียมปลดกระเป๋ารถเมล์ออกในปี 2562 
 
กันยายน - สนข.ประกาศแจก ‘บัตรคนจน’ 1.37 ล้านใบเดือนกันยายนซึ่งสามารถใช้ได้กับรถเมล์ รถไฟ และรถบขส.ในวงเงินบริการละ 500 บาท/คน/เดือน  ส่วน ‘บัตรแมงมุม’ จะแจกให้ทดลองใช้กับรถเมล์จำนวน 2 แสนใบภายในปลายปี 2560
 
ภายหลังขสมก.ออกมาประกาศว่าอาจติดตั้งระบบอี-ทิกเก็ตไม่ทันใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ทั้งนี้ได้ติดตั้งเครื่องอี-ทิกเก็ตและแคช บ็อกซ์ไปแล้ว 200 คัน ส่วนอีก 600 คันจะติดตั้งให้เสร็จภายในตุลาคม
 
ตุลาคม - กรมบัญชีกลางประกาศให้ผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่กทม.และอีก 7 จังหวัดรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนขสมก.จะเริ่มใช้ระบบอี-ทิกเก็ตที่สามารถรองรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยมีเครื่องอี-ทิกเก็ต 100 คัน และสมาร์ทโฟนสำหรับแสกนบัตรบนรถ 250 คัน ส่วนอีก 450 คันใช้วิธีโชว์บัตรแล้วให้พนักงานฉีกหางตั๋ว 
 
พฤศจิกายน - อี-ทิกเก็ตรวน แสกนบัตรไม่ได้ หลังตรวจสอบพบว่าเครื่องใช้ได้จริง 57 คันจาก 100 คัน ส่วนสมาร์ทโฟนใช้ไม่ได้จึงต้องออกคูปองแทน ซึ่งในทีโออาร์ระบุว่าหากเครื่องขัดข้องทาง ช ทวี ต้องนำช่างมาแก้ไขใน 2 ชั่วโมง แต่มีการแก้สัญญาเป็นภายใน 3 ชั่วโมงจึงถูกมองว่าเอื้อให้กับ ช ทวี ส่วนขสมก.ออกมาบอกว่าสาเหตุที่ติดตั้งเครื่องอี-ทิกเก็ตช้าเพราะว่ายกเลิกรถเมล์ฟรี
 
ในเดือนเดียวกันมีภาพแคช บ็อกซ์กลายเป็นที่ทิ้งขยะเพราะยังใช้งานไม่ได้ ขสมก.จึงต้องนำพลาสติกมาคลุม
 
ธันวาคม - อี-ทิกเก็ตติดตั้งแล้วกว่า 700 คัน แต่จากการทดสอบ 100 คันพบว่าระบบเสถียรแค่ 65 คัน ส่วนแคช บ็อกซ์ที่ติดตั้งแล้ว 200 คันยังใช้ไม่ได้ ขสมก.จึงเล็งจะยกเลิกสัญญา
 
  • -2561-
 
กุมภาพันธ์ - ขสมก.ปรับ ช ทวี เนื่องจากเลยกำหนดส่ง 100 คันแรกมาแล้ว 7 เดือน
 
มีนาคม – ขสมก.ตรวจสอบรถรอบ 100 คันแรกในรอบที่ 2 แต่ไม่รับมอบระบบอี-ทิกเก็ตบนรถเมล์ 100 คันแรกจากที่พบปัญหาเครื่องอ่านค่าไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันขสมก.เผยแผนใช้ระบบชำระค่าบริการผ่านสมาร์ทโฟนด้วยคิวอาร์ โค้ด (QR Code)
 
เมษายน - กรมบัญชีกลางบอกว่าระบบหักเงินของขสมก.ยังไม่เชื่อมกับระบบของกรมบัญชีกลางทำให้หักเงินไม่ได้  ส่วนบัตรคนจนทางสนข.ออกมายอมรับว่าระบบพัฒนาล่าช้าเพราะใช้เทคโนโลยีไม่ทันสมัย ทำให้คนยังใช้สิทธิไม่เต็มที่ จึงวางแผนจะพัฒนาบัตรแมงมุมเวอร์ชั่นใหม่และใช้จริงเดือนธันวาคม 2562
 
พฤษภาคม - ขสมก.ตรวจสอบรถ 100 คันแรกครั้งที่ 3 พบว่าตัวเครื่องเสถียรแล้ว แต่ระบบยังไม่ได้เชื่อมกับกรมบัญชีกลางจึงยังใช้งานไม่ได้ และกำลังเร่งรัดอีก 700 คัน เพื่อให้สามารถใช้งานระบบอี-ทิกเก็ตทั้งหมด 800 คันในเดือนตุลาคมนี้  ทั้งนี้ได้ส่งเรื่องเข้าบอร์ดบริหารเตรียมยกเลิกสัญญาแคช บ็อกซ์กับทาง ช ทวี โดยจะตัดค่าเช่าจากสัญญา 70%
 
10 มิถุนายน - ประชาชนยังใช้ระบบอี-ทิกเก็ตไม่ได้เพราะรถเมล์ 100 คันแรกที่ ช ทวีส่งมายังไม่เชื่อมกับระบบหักเงิน 
 
จากเรื่องราวที่ผ่านมาดูเหมือนว่าหนทางระบบอี-ทิกเก็ตในประเทศไทยจะพบเจอเรื่องติดขัดต่อเนื่องตลอดเส้นทาง ส่วนอนาคตของบัตรแมงมุม และยุคสังคมไร้เงินสดที่รัฐบาลวางแผนไว้จะเป็นความจริงได้เมื่อไหร่ คงต้องติดตามกันต่อไป และดูกันว่าการใช้งานจริงจะลงเอยอย่างไร