x

หลังผ่านหัวโค้งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมดนตรีในไทย(และทั่วโลก) เวลาล่วงเลยผ่านกลางปี 2017 จนถึงต้นปี 2018 รอบ 6 เดือนนี้เป็นช่วงเวลาที่วงการดนตรีในไทยคึกคักมากที่สุดอีกช่วงหนึ่ง 
 
คอเพลงได้สัมผัสงานจากศิลปินอมตะอย่างเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ซึ่งกลับมาพร้อมโปรเจกต์ใหม่ที่น่าสนใจในช่วงเวลาเดียวกันกับศิลปินไอดอลเกิร์ลกรุ๊ปสาขาย่อยจากญี่ปุ่นที่มาเปิดในไทยเติบโตจนกลายเป็นศิลปินที่โด่งดังที่สุดคู่ขนานไปกับไทม์ไลน์โปรเจกต์พิเศษของ “พี่เบิร์ด”
 
ปลายปี 2017 จีเอ็มเอ็ม แกรมมี ซึ่งถือเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมดนตรีแห่งเดียวในไทยที่ยังหลงเหลือโปรเจกต์ดนตรีใหม่ป้อนตลาดกระแสหลักแบบที่เคยทำมาตลอดหลายปี ขณะที่อาร์เอส คู่แข่งระดับทัดเทียมกันที่ขับเคี่ยวกันมาหลายทศวรรษหันหัวเรือไปจับธุรกิจความงามในช่วงอุตสาหกรรมดนตรีถดถอยจากหลายปัจจัย และอาร์เอส ประสบความสำเร็จในสายนี้จนแทบเหลือเหตุผลไม่มากนักที่จะหันหลังมาจับธุรกิจดนตรีแบบจริงจัง

แกรมมี พยายามสร้างปรากฏการณ์ทางดนตรีในยุคที่ค่ายเล็กค่ายน้อยสามารถผลิตงานป้อนตลาดได้เช่นเดียวกับศิลปินรายบุคคลหรือกลุ่มที่ทำงานอยู่ในห้องนอนและเผยแพร่ผลงานไปทั่วโลก
 
ทรัพย์สินที่เป็นอาวุธชิ้นสำคัญของแกรมมีมาโดยตลอดคือเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ วันนี้ แกรมมีสร้างโปรเจกต์ "Bird Mini Marathon Project" (เบิร์ด มินิ มาราธอน โปรเจกต์) โดยให้เบิร์ด ธงไชย ร้องร่วมกับ 8 ศิลปินรุ่นใหม่ที่ได้รับความนิยมแถวหน้าของไทย ทำเพลงออกมา 8 เพลงให้เป็นอัลบั้มชุดใหม่ เล่าเรื่องราวเส้นทางมาราธอน 8 สเตจ ถอดความออกมาเป็นบทเพลงที่ทำงานร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ 8 ราย
 
8 ศิลปินที่มีชื่อในโปรเจกต์นี้คือ 
 
Okay - BIRD THONGCHAI X URBOYTJ
 
 
พริบตา - BIRD THONGCHAI X Stamp Apiwat 
 

ผู้ต้องหา - BIRD THONGCHAI X Labanoon 
 
 
ชีวิตเดี่ยว - BIRD THONGCHAI X Getsunova 
 
 
Atom - กว่าจักรวาล
Polycat - กำแพง
Boom Boom Cash - พี่เปิดให้
Big Ass - สิ้นสุด คือจุดเริ่มต้น
 
ด้วยความโดดเด่นเรื่องการบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ในมือ ประกอบกับความสามารถด้านการตลาด-การสร้างสรรค์ พร้อมกับศิลปินที่ถือเป็นอาวุธหนักของค่ายอย่าง​ “เบิร์ด ธงไชย” แกรมมีดึงวัตถุดิบในมือมาผนวกกับทรัพยากรภายนอกแล้วใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกครั้ง (เหมือนย้อนรอยจากที่เคยทำกับจินตรา พูนลาภ, นัท มีเรีย แคทรียา อิงลิช และเสกโลโซ) 
 
รายชื่อศิลปินที่ร่วมงานกับพี่เบิร์ด คือที่สุดแห่งศิลปินกระแสหลักในแต่ละกลุ่มดนตรีที่พวกเขาทำงานอยู่ในยุคนี้ การทำงานร่วมกันระหว่างศิลปินอมตะรุ่นใหญ่ตลอดกาลในวงการที่มีสไตล์การทำงานเฉพาะตัวอยู่แล้วร่วมกับศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียง ณ เวลานั้น เป็นโมเดลสร้างสรรค์งานคลาสสิกในอุตสาหกรรมดนตรีที่สร้างปรากฏการณ์ได้เสมอ 
 
Supernatural 
 
โมเดลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอีกหนึ่งครั้งในอุตสาหกรรมดนตรีและถือเป็นกรณีศึกษาคืออัลบั้ม Supernatural ของคาร์ลอส ซานตานา เมื่อปี 1999  
 
ซานตานา คือมือกีตาร์ลาตินร็อกที่โด่งดังมาตั้งแต่ปลายยุค 60s การแสดงของเขาในเทศกาลดนตรีวูดสต็อก 1969 แทบเป็นผลงานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของนักดนตรีสายนี้ 
 
หลังจากเทศกาลดนตรีเขย่าโลก คาร์ลอส ซานตานา หายจากการสร้างงานใหม่หลายปี กระแสความนิยมในผลงานของเขาค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา 
 
กระทั่งปี 1994 มือกีตาร์หนวดงามเชื่อคำแนะนำของภรรยาให้เข้าพบกับคลิฟ เดวิส ผู้อำนวยการผลิตงานเพลง และเจรจาสร้างงานเพลงที่จะทำให้ซานตานา กลับมาเป็นที่รู้จักในหมู่นักฟังเพลงวัยรุ่น
 
เดวิส ประกอบลิสต์นักเขียนเพลง นักดนตรี นักร้องรุ่นใหม่หลากหลายแนว มีชื่อของร็อบ โธมัส นักร้องหนุ่มหล่อจาก แมตช์ บ็อกซ์ ทเวนตีย์ (Match Box Twenty), เดฟ แมทธิว, อีริก แคลปตัน, ดูโอแร็ปเปอร์ “โปรดักซ์ จี แอนด์ บี” และอีกมากมาย 
 
อัลบั้มวางจำหน่ายในปี 1999 ทำยอดขายแค่ในสหรัฐฯได้มากถึง 15 ล้านชุดทั่วโลก กวาดรางวัลแกรมมีได้ 8 สาขา เพลงเด็ดที่ทำให้ซานตานา คืนชีพในยุค 90s อีกครั้งคือ “Smooth” ซึ่งได้ร็อบ โธมัส นักร้องขวัญใจวัยรุ่นมาร้องให้ ประกอบกับอีกหลายเพลงอย่าง “Maria Maria” และ “Put Your Lights On”
 

 
Smooth แทบเป็นเหมือน “Gangnam Style” แห่งยุค 90 ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งกระแส รายได้ (แต่อันนี้ได้กล่องจากเวทีแกรมมีด้วย) แต่แฟนเพลงยุคดั้งเดิมของซานตานา ในยุค 60-70 กลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่ออัลบั้มนี้เมื่อเปรียบเทียบกับงานยุคแรกที่แจ้งเกิดให้ซานตานาในปลายยุค 60
 
โดยรวมแล้ว ซานตานาคืนชีพในอุตสาหกรรมดนตรีอีกครั้งจากอัลบั้ม Supernatural นี้เอง ต่อยอดมาสู่อาชีพในวงการดนตรีอีกทศวรรษต่อมา
 
เวลาล่วงเวลามาเกือบสองทศวรรษ อุตสาหกรรมดนตรีเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่พฤติกรรมและรสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนรูปแบบไปตามกาลเวลา ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับวัยของคนเช่นกัน
 
วัฒนธรรมการบริโภคดนตรีของวัยรุ่นยุคนี้เสพงานดนตรีโดยให้น้ำหนักกับตัวงานดนตรีอยู่เหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมคือน้ำหนักของเรื่องราวและตัวตนของศิลปินเจ้าของงานอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง และซับซ้อนกว่าแค่ภาพลักษณ์หน้าฉากเมื่อศิลปินเหล่านั้นขึ้นแสดงบนเวทีตามแบบฉบับของศิลปินยุคก่อนหน้านี้
 
แฟนเพลงไม่เพียงอินกับท่วงทำนองและเนื้อหาในดนตรีของศิลปินที่ชื่นชอบ แต่พวกเขาอินไปกับวิถีชีวิตและเรื่องราวที่มาของผลงาน 
 
 
โจทย์ 1 - กระแส
 
เรื่องราวและที่มาที่ไปของผลงานครั้งล่าสุดนอกจากปลุกกระแส “ความสนใจ” จากแฟนเพลงของเบิร์ด ธงไชย ได้แล้ว การร่วมงานระหว่างศิลปินรุ่นหลังกับนักร้องขวัญใจระดับตำนานของไทยคือเรื่องราวที่น่าดึงดูดสำหรับคอดนตรีโดยเฉพาะกลุ่มแฟนเพลงของศิลปินรุ่นใหม่แต่ละกลุ่มที่ต่างมีฐานแฟนคลับของตัวเอง การเห็นฮีโร่ของพวกเขาได้ร่วมเล่นดนตรีกับดาวค้างฟ้าเป็นสิ่งที่น่าสนใจในระดับหนึ่ง 
 
ความสนใจนี้นำมาสู่ความท้าทายในการเปลี่ยน “ความสนใจ” ของผู้บริโภคให้แปรสู่ธุรกิจดนตรีได้อย่างไร เมื่อสื่อกระแสหลักแบบเดิมไม่มีพลังเหมือนยุคก่อน การดึงคนที่เสพดนตรีออกจากโลกออนไลน์ให้กลายมาเป็น “ลูกค้า” อีกครั้งคือโจทย์นี่น่าคิด 
 
“ความสนใจ” ทางธุรกิจดนตรียุคดิจิทัลแปรออกมาเป็นรายได้จาก “ยอดวิว/เรตติ้ง” ในระบบสตรีมมิงเพลง หรือขายเนื้อหาคอนเทนต์ในเว็บออนไลน์ได้ 
 
แต่ความท้าทายต่อมาคือจะเปลี่ยนความสนใจของผู้บริโภคให้แปรกลับมาสู่อีเวนท์ออฟไลน์ที่ถือเป็นรายได้หลักมากกว่ายอดขายอัลบั้มได้อย่างไร
 
อัลบั้ม Supernatural ขายได้มากกว่า 15 ชุดทั่วโลกในยุค 90 ซึ่งแทบเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมดนตรีสู่โลกดิจิทัล ยุคนี้รายได้หลักของศิลปิน(ไทย)ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาต้องพึ่งพาการแสดงเป็นหลัก
 
เมื่อสื่อกระแสหลักแบบเดิมไม่มีพลังเหมือนยุคก่อน การดึงคนที่เสพดนตรีออกจากโลกออนไลน์ให้กลายมาเป็น “ลูกค้า” อีกครั้งคือโจทย์นี่น่าคิด 
 
โชว์ใหญ่ของเบิร์ด ธงไชย ครั้งหลังสุดคือเมื่อปี 2559 ในคอนเสิร์ต “รวมวงธงไชย”​ ซึ่งแสดงไป 3 รอบ เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี น่าติดตามว่าโมเดลธุรกิจดนตรีแบบคลาสสิกในกรณีนี้จะพาแบรนด์ ธงไชย แมคอินไตย์ ในวัยเกือบ 60 ปีไปสู่จุดไหน 
 
 
โจทย์ 2 - เส้นทางระยะยาวและผลงานฮิตจุดกระแส
 
โปรเจกต์งานครั้งนี้น่าสนใจตรงที่แกรมมี (อ๊อฟ Big Ass เป็น Executive Producer ของงานนี้) ให้เบิร์ด ธงไชย ปรับเข้ามาร้องเพลงตามสไตล์ของศิลปินร่วมสมัยที่ร่วมงาน ผลงานที่ปล่อยออกมาแล้วกับแสตมป์ อภิวัชร์, ลาบานูน, อะตอม ภาพรวมเป็นเพลงป๊อปที่เข้ากับสไตล์ที่เบิร์ด เคยทำมาก่อนแล้ว มีเพียงเพลงที่ทำกับ UrboyTj นักทำเพลงสายอิเล็กทรอนิกส์ร่วมสมัยที่ออกมาให้ความรู้สึก “ไม่คุ้นเคย” สำหรับแฟนเพลงป๊อปกระแสหลักสักหน่อย (และมีอีกเพลงที่ทำกับ Boom Boom Cash กรุ๊ปศิลปินสไตล์ EDM)
 
ส่วนงานของซานตานา ที่สามารถกลับมาได้ ลุงซานตานาใช้โครงสร้างดนตรีลาตินของตัวเองเป็นหลัก และให้ศิลปินที่มาร่วมงานด้วยนำความสดและสไตล์ของแต่ละคนมาผสมผสาน ทำให้ดนตรีมีชีวิตชีวามากขึ้น เป็นที่ฮือฮาในวงการดนตรียุคนั้น
 
เมื่อซานตานา จับฐานแฟนเพลงรุ่นใหม่ด้วยเพลงลาตินแบบเดิมที่เข้าถึงง่ายได้ ในระยะสั้นพวกเขาทำเงินได้มหาศาล แต่ผลกระทบอีกด้านในระยะยาว อัลบั้มนี้ทำให้ซานตานา ถูกตัดออกจากภาพศิลปินสมัยเริ่มต้นอาชีพที่เคยทำงานเพลงชั้นดีในยุค 60-70 
 
สำหรับการทำงานซูเปอร์สตาร์เมืองไทยครั้งนี้เป็นเรื่องท้าทายสำหรับการฉีกแนวเพลงของตัวเองโดยไปร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่และทำงานตามรูปแบบของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจที่ศิลปินรุ่นใหญ่มีความสุขและสนุกที่จะศึกษาเรียนรู้บริบทใหม่ๆในยุคที่เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้แต่เรียนรู้ในสิ่งที่คนรุ่นใหม่ชี้แนะแนวทางให้ และต้องชื่นชมว่า ทำออกมาได้เป็นธรรมชาติตามสไตล์ศิลปินที่ร่วมงานด้วย แต่ยังคงเอกลักษณ์แบบ "เบิร์ด ธงไชย" ไม่ต่างจากที่เคยทำโปรเจกต์ลักษณะนี้มาก่อน
 
สำหรับโมเดลของศิลปินแห่งยุคที่ผ่านไปกับกาลเวลาแล้วกลับมาจับกลุ่มวัยรุ่น ... “เบิร์ด ธงไชย” ไม่ใช่ “ซานตานา” ที่ขายองค์ประกอบทางดนตรีโดยเฉพาะ แต่เป็นศิลปินป๊อปที่ผ่านกระแสนิยมในวงการเพลงมาหลายแบบ พร้อมกับสถานะดาวค้างฟ้าอยู่แล้ว เพลงเต้นรำร่วมสมัยคือสนามเด็กเล่นสำหรับสตาร์แถวหน้าของไทย 
 
“ซูเปอร์สตาร์ไทย” ผ่านเพลงร่วมสมัยมาทุกแบบ ป๊อป, ร็อก, ลูกทุ่ง มาสู่ยุคเพลงอิเล็กทรอนิกส์สำหรับวัยรุ่นรุ่นใหม่ ซึ่งอาจฟังแปลกหูแต่เป็นความแปลกที่มาพร้อมความสดใหม่ในตัวดึงดูดความสนใจมากพอตัว
 
แต่โจทย์คือ เพลงที่ออกมาทั้ง 8 เพลงมีศักยภาพเป็น “Smooth” แห่งยุค 2000 ที่จะกระตุ้นกระแสได้ถล่มทลายแบบที่เคยคืนชีพให้ศิลปินลาตินวัยดึกเหมือนที่ผ่านมาได้หรือไม่
 
 
โจทย์ 3 - ตลาด
 
แม้เพลงของเบิร์ด ธงไชย จะไม่ได้ทำให้ภาพจำทางดนตรีแต่ละช่วงขาดออกจากกันเหมือนกรณีของอัลบั้ม Supernatural แต่ในช่วงที่กระแสคนรุ่นใหม่ (ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายส่วนหนึ่ง และเป็นฐานแฟนเพลงจากศิลปินหน้าใหม่ที่ร่วมงาน) มีกระแสในตลาดเฉพาะทางซึ่งแทบจะเบียดตลาดกระแสหลักอย่างวัฒนธรรมไอดอลที่กำลังฮิตทั่วเมือง แน่นอนว่าพื้นที่สื่อและกระแสนิยมกินน้ำหนักเทไปในกระแสไอดอลมากกว่า 
 
ขณะที่การปรากฏตัวของเบิร์ด ธงไชย ในโลกบันเทิงสายอื่นนอกจากดนตรี บทบาทในละครก็ยังมีแฟนติดตามมากมาย แต่อาจไม่ได้มีกระแสตอบรับพุ่งสูงติดเพดานเหมือนที่หลายคนมองไว้
 
ช่องว่าง 2 ปีหลังคอนเสิร์ตวงธงไชย จะมากเพียงพอให้แฟนเพลงที่เหนียวแน่นของเบิร์ด ธงไชย รู้สึกคิดถึงอยากออกมาปาร์ตี้ในโชว์ของดาวค้างฟ้าวงการบันเทิงแบบถล่มทลายหรือไม่ 
 
คำตอบเหล่านี้อาจเป็นตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงในแวดวงดนตรีไทยกระแสหลักหลังการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจและเทคโนโลยีโค้งสำคัญเมื่อศิลปินเบอร์หนึ่งของไทยตลอดกาลผ่านโปรเจกต์มาแล้วทุกแบบ ทุกสไตล์ ทุกวันนี้ แฟนเพลงก็ยังเหนียวแน่นแถมตื่นเต้นไปกับความท้าทายใหม่ๆของศิลปินคนโปรดเสมอ และครั้งนี้กำลังกลับมาอีกครั้งในโปรเจกต์ใหม่แต่ด้วยโมเดลเดิมเพิ่มเติมคือความท้าทายในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีแข่งขันกันหนักหน่วงกว่าเคย