บิ๊กแอส วงร็อกแถวหน้าอีกหนึ่งวงของไทยเป็น(กลุ่ม)ศิลปินรายล่าสุดที่ถูกค่ายเพลงเจ้าของลิขสิทธิ์ อดีตต้นสังกัดที่เคยทำงานด้วยแจ้งความคดีละเมิดลิขสิทธิ์ (ซึ่งอาจนำมาสู่การเรียกเก็บส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์จากการนำเพลงที่เป็นของค่ายไปแสดง) แม้ว่าศิลปินที่เป็นเจ้าของเพลงเอาเพลงไปเล่นโดยไม่ได้อยู่ใต้สังกัดเดิมแล้วก็ตาม
 
ถ้ามองผิวเผินอาจเป็นเรื่องโหดร้ายที่ศิลปินจะต้องแบ่งรายได้จากการแสดงที่พวกเขาเล่นเพลงของตัวเองไปให้คนอื่น(บริษัท) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ระบบนี้คือเกมกฎหมายที่ถูกร่างขึ้นมาโดยเจ้าของธุรกิจตั้งแต่ยุคที่อุตสาหกรรมดนตรี(ไทย)ยังมีค่ายเพลงเป็นผู้เล่นยักษ์ใหญ่รายสำคัญ 
 
ก่อนหน้าคอนเสิร์ต G19 ซึ่งจัดโดยค่ายจีนี ค่ายเพลงที่รวบรวมศิลปินร็อกแถวหน้าของประเทศไทยเอาไว้ในเวลานี้และมีบิ๊กแอสเป็นหนึ่งในนั้นด้วย วง "บิ๊กแอส" ถูกตัวแทนค่ายเพลงมิวสิกบั๊กส์ที่เคยสังกัดด้วยแจ้งความกรณี "ละเมิดลิขสิทธิ์" จากที่วงนำเพลง "ก่อนตาย" เพลงในอัลบั้ม XL ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2543 ใต้สังกัดมิวสิกบั๊กส์ ไปเล่นในงานเลี้ยงบริษัทแห่งหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
 
เพลง "ก่อนตาย" เป็นเพลงที่ทำให้แฟนเพลงรู้จักวงร็อกวงนี้ในวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นเพลงแจ้งเกิดของวงบิ๊กแอส ก็ว่าได้ 
 

 
ข้อมูลที่พบเกี่ยวกับเพลงก่อนตาย คำร้องแต่งโดย "เหนือวงศ์ ต่ายประยูร" ทำนองโดย Big Ass 
 
ถ้าพิจารณาจากข้อมูลด้านคดีในเวลานี้ สภาพของเพลง "ก่อนตาย" ในวันนี้ใกล้เคียงกับเพลง "หยุดตรงนี้ที่เธอ" ของฟอร์ด สบชัย ไกรยูรเสน อดีตนักร้องของค่ายอาร์เอส ซึ่งเคยตกอยู่ในวังวนคดีที่ค่ายอาร์เอสเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์จาก "เจ้าของงาน" ที่ฟอร์ด ไปร้องเพลงนี้ในงานแต่งงานเมื่อปี 2558 
 
เรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจเป็นเรื่องน่าสะทกสะท้อนสำหรับศิลปินที่เป็นผู้ขับร้อง-ผู้แสดงผลงาน แต่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในผลงานแบบสมบูรณ์ เรื่องนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายที่จำเป็นต้องเข้าใจระบบการทำงานของค่ายเพลงและลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งถือเป็นทรัพย์สิน/สินค้าทางปัญญาสำหรับผู้ผลิตและบริษัทที่ทำธุรกิจซึ่งมักมีหน่วยงานที่ดูแลการนำทรัพย์สินเหล่านี้ไปใช้เพื่อจัดเก็บรายได้ (แน่นอนว่าบริษัทที่ทำธุรกิจไม่ได้ทำสินค้ามาให้ใช้กันฟรีๆ) สำหรับกลุ่มที่ทำงานด้านคุ้มครองลิขสิทธิ์เพลง พวกเขาจำแนกลิขสิทธิ์แบ่งเป็นหลายส่วน 
 
อันดับแรกในกรณีนี้คือ "ลิขสิทธิ์ดนตรีกรรม" หรือ คำร้อง/ทำนองซึ่งลิขสิทธิ์ตรงนี้เป็นของผู้แต่งในขั้นต้น(ถ้ายังไม่ได้เซ็นสัญญามอบสิทธิให้ใคร)
 
เมื่อคำร้อง/ทำนอง ถูกนำมาบันทึกเสียงลงในซีดีหรือวัสดุบันทึกเสียงอื่นๆ "ผลงาน" ที่ถูกบันทึกไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี, เสียงร้อง, คำร้อง/ทำนอง ลิขสิทธิ์เหล่านี้เรียกว่า "ลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียง" เป็นของบริษัทหรือใครที่จัดทำการบันทึกเสียง
 
เมื่อจะนำผลงานเหล่านี้ไปเผยแพร่ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ "สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณะ" เมื่อมีใครก็ตามต้องการนำองค์ประกอบใดของ "งานเพลง" ไปเผยแพร่ (หรือเรียกง่ายๆว่าเอาไปใช้งาน) ต้องขอ "สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณะ
 
สิทธิที่จะขอแตกต่างกันออกไปตามลักษณะใช้งาน เช่น ร้านอาหารมีวงดนตรีเล่นสดที่เล่นเพลงศิลปินของค่ายหนึ่ง ร้านอาหารที่จะให้วงที่จ้างมาเล่นเพลงเหล่านี้ต้องขอสิทธิใน "ดนตรีกรรม" หรือสิทธิใช้งาน "คำร้อง/ทำนอง" 
 
ถ้าเป็นการเปิดเพลงหรือเปิดจากสิ่งบันทึกเสียง จะเป็นสิทธิเผยแพร่ทั้ง "ดนตรีกรรม" และ "สิ่งบันทึกเสียง" (จากที่ใช้ทั้งคำร้อง/ทำนอง และเสียงที่ถูกบันทึกโดยบริษัทผู้บันทึกเสียง)
 
มูลค่าการใช้งานก็แตกต่างกันไปด้วย
 
ที่แบ่งแบบนี้นอกจากเพื่อให้ยุติธรรมกับผู้สร้างสรรค์งานแล้ว ยังเป็นประโยชน์สำหรับการแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้สร้างสรรค์งานแต่ละส่วนให้ได้รับส่วนแบ่งจากงานที่ตัวเองมีส่วนร่วมสร้างขึ้นเมื่อมีผู้นำงานเหล่านี้ไปใช้ใน "เชิงพาณิชย์" แบบรอบด้าน
 
ประเด็นอยู่ที่ว่า ผู้สร้างสรรค์งานในไทยซึ่งอยู่ในกระบวนการเหล่านี้ สร้างสรรค์งานภายใต้สัญญาของบริษัทต้นสังกัด ไม่ว่าจะสร้างสรรค์คำร้อง/ทำนอง บันทึกเสียง ศิลปินที่ทำงานกับสังกัดจะต้องเซ็นสัญญาเหมือนกับพนักงานเซ็นสัญญาจ้างกับบริษัทที่ตกลงเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ
 
สัญญาเหล่านี้คือตัวแปรบ่งชี้สิทธิการใช้งานต่อการสร้างสรรค์เหล่านี้ ซึ่งแน่นอนว่า ในเบื้องต้นสัญญาคือบริษัทเป็นผู้ยื่นเสนอมาให้ "ศิลปิน" หรือ "คนทำงาน" ในเครือเซ็น รายละเอียดแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเนื้องาน และการเจรจา สัญญาคือตัวกำหนดสิทธิการใช้งานและระบบส่วนแบ่งรายได้จากผลงานสร้างสรรค์
 
หลายทศวรรษก่อนในยุคที่เทคโนโลยีและวงการเพลงยังไม่เหมือนยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ศิลปิน/ผู้สร้างสรรค์งานไม่มีเครื่องมือเผยแพร่ที่สามารถกระจายผลงานไปสู่ผู้บริโภควงกว้างเหมือนสมัยนี้ พวกเขาจึงต้องอาศัยบริษัทที่มีเครื่องมือ มีศักยภาพในการจัดจำหน่ายและเผยแพร่งานให้กับผู้สร้างสรรค์งาน และนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน ระบบค่ายเพลงจึงเป็นระบบธุรกิจที่กำหนดการแบ่งผลประโยชน์ไปโดยปริยาย
 
กรณีของฟอร์ด นักร้องดังที่เคยร่วมงานกับอาร์เอส เคยให้สัมภาษณ์ว่า เพลงจาก 7 อัลบั้มที่ร่วมงานกับอาร์เอส ตัวเขาเองยังไม่ได้นับจำนวนแน่นอนว่าลิขสิทธิ์เพลงไหนบ้างเป็นของอาร์เอส ตัวแปรสำคัญคือ "สัญญา" ซึ่งเป็นสิ่งที่ครอบคลุมผลทางกฎหมาย เมื่อย้อนไปที่จุดเริ่มต้นสำคัญช่วงเซ็นสัญญา เมื่อเจอสัญญาหนาเป็นปึก แน่นอนว่าคนทั่วไปงง และไม่รู้ว่ารายละเอียดสำคัญอยู่ตรงไหน (ไทยรัฐ, 2558)
 
"ไม่รู้จริงๆ" 
 
ศิลปินที่เคยทำงานกับค่ายใหญ่บางรายเป็นผู้แต่งเพลง และขับร้องเอง บางรายได้รับส่วนแบ่งจากการใช้งานผลงาน โดยระบบการจัดเก็บของค่ายเพลงคือมีฝ่ายบริหารจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นหน่วยที่ทำรายได้ให้ค่ายเพลงไม่น้อยเลย 
 
อีกด้านหนึ่ง ศิลปิน/ผู้สร้างงานซึ่งเคยเซ็นสัญญากับค่ายเพลงโดยที่รายละเอียดสัญญาระบุข้อผูกมัดเรื่องสิทธิการใช้งานผลงานสร้างสรรค์กับค่าย หลายรายที่มีรายละเอียดลักษณะแต่งเพลงให้แล้วเท่ากับขายสิทธิเพลงแก่ค่ายไปเลย ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์จากที่เล่นเพลงที่มีลิขสิทธิ์อยู่กับค่ายเพลงเดิมแม้ว่าตัวเองจะออกมาแล้วก็ตาม
 
การเก็บอาจเหมารวมในลักษณะใช้งานลิขสิทธิ์ต่างๆหรือใช้ผลงานสร้างสรรค์จากบริษัทนั้นๆ (ค่ายเพลงเอาส่วนแบ่งนี้มาหักไปให้นักแต่งเพลงที่เป็นเจ้าของสิทธิดนตรีกรรมอีกทีในกรณีที่ผู้แต่งไม่ได้ขายสิทธิให้ค่าย)
 
ที่ผ่านมา นักแต่งเพลงหรือศิลปินรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อดูแลสิทธิหรือผลงานของตัวเอง หลายรายได้รับส่วนแบ่งที่จัดสรรมา (แม้เป็นจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบสัดส่วนในแต่ละเดือน) แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายรายที่ยังไม่ได้รับจัดสรรส่วนแบ่ง หรืออาจถูกเก็บค่าสิทธิการใช้งานด้วยซ้ำ (ถ้าเซ็นสัญญาลักษณะขายสิทธิให้ค่าย)
 

 
ถ้ายังไม่นับระบบสัญญาซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสภาพธุรกิจหลายปีก่อน ในปัจจุบันที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนแบ่งรายได้จากค่าโฆษณาในยูทูบ (ถึงระบบยูทูบประเทศไทยเพิ่งมีอย่างเป็นทางการไม่ถึง 5 ปีก็ตาม)  ศิลปินหลายรายแทบไม่รู้รายละเอียดว่ารายได้จากยูทูบที่พวกเขาควรได้รับแบบชัดเจนควรเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ พวกเขาควรได้รับรายได้จากผลงาน(ทั้งเก่าและใหม่)ที่ค่ายเพลงทยอยนำมาเพลงเหล่านี้มาเผยแพร่มากน้อยเท่าไหร่ ไม่ว่าค่ายเพลงจะจัดแบ่งให้แล้วแต่ศิลปินไม่รับรู้เอง หรือยังไม่ได้รับจัดแบ่งอย่างเป็นธรรม หรือไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงอย่างจริงจังและชัดเจนในอนาคต  
 
ต้องยอมรับว่าระบบแบ่งผลประโยชน์ในงานสร้างสรรค์ประเภทเพลงมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย และเป็นเรื่องชวนสับสน สถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่เรื่องการแย่งชิงสิทธิการใช้งานและเรียกร้องส่วนแบ่งเกิดขึ้นกับศิลปินแถวหน้าของโลกในต่างประเทศเช่นเดียวกัน
 
แต่ยังโชคดีที่หลายประเทศมีกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานเพลง (ถึงบางครั้งจะมีประเด็นให้ถกเถียงกันเสมอ) มีองค์กร มีชุมชนที่รวมตัวเพื่อเรียกร้องอย่างจริงจัง บางครั้งมีการยื่นเรื่องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อทวงสิทธิ หรือขอซื้อสิทธิของผลงานตัวเองจากบริษัทที่เคยทำงานย้อนหลัง 
 
ผลจากสัญญาที่เคยทำในช่วงเริ่มต้นอาชีพในศิลปินอาจเป็นผลที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่บางครั้งอาจไม่เป็นธรรมเมื่อมองในแง่ผู้สร้างสรรค์งานโดยเฉพาะงานลักษณะ "พาณิชย์ศิลป์" ซึ่งหลายกรณี สมดุลระหว่างผลประโยชน์กับมูลค่าของสินค้าทางปัญญาและความคิดเชิงสร้างสรรค์ที่มีทั้งจับต้องได้และไม่ได้ มันแตกต่างจากระบบธุรกิจอื่น