x

ภาพประกอบจาก Facebook/Num Kala

นายณพสิน แสงสุวรรณ หรือ “หนุ่ม วงกะลา” นักร้องนำวงร็อกชื่อดัง ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารายงานตัวตามหมายเรียกในวันที่ 13 มีนาคม เปิดเผยว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2560 ถึงมกราคม 2561 โดนหมายเรียก 40-47 หมายตามที่ขึ้นโชว์ ซึ่งตัวเองยอมรับผิด และพร้อมจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ แต่ขอความเมตตาให้จ่ายในจำนวนที่เหมาะสม
 
หลังตกเป็นข่าวถูกนายบุญธรรม เพ็ชรนารถ ประธานกรรมการบริษัทจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลง เพ็ชรเมโทร จำกัด แจ้งความฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าด้วยการเผยแพร่ภาพและเสียงต่อสาธารณะชน ซึ่งงานดนตรีกรรมหรือโสตทัศนวัสดุโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเหตุการณ์ที่ระบุว่า "หนุ่ม กะลา" แสดงคอนเสิร์ตในร้านดังแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี เพลงที่แสดงมีชื่อเพลง “ยาม” ด้วย
 
นอกจากนี้ นักร้องดังยังนำเพลงนี้ไปแสดงในคอนเสิร์ตต่างๆ อีกหลายครั้ง โดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์
 
ล่าสุด นักร้องชื่อดังมารายงานตัวตามหมายเรียกอีกหมาย พร้อมอธิบายกับสื่อมวลชนว่า ขอโทษที่ทำผิด เพราะเกิดจากความเข้าใจผิดของตัวเองที่คิดว่าแกรมมี่ซื้อลิขสิทธิ์เพลงนี้แล้ว จากที่เห็นว่าลาบานูน ย้ายมาอยู่แกรมมี่ก็คิดว่าซื้อลิขสิทธิ์แล้ว จนมาทราบข้อมูลเรื่องลิขสิทธิ์เมื่อวันที่ 10 มกราคม เมื่อได้รับแจ้งก็หยุดเล่น และยอมรับผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่รู้ข้อมูล 
 
สำหรับกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างค่ายมิวสิกบั๊กกับวงที่เคยอยู่ค่ายนี้มาก่อน หนุ่ม วงกะลา เล่าว่า ทราบกรณีที่เกิด แต่ไม่ทราบเรื่องสัญญาลิขสิทธิ์ที่ทำกันนั้นหมดอายุลงเมื่อไหร่ จนเพิ่งทราบว่าสัญญาที่เคยทำลิขสิทธิ์กันสิ้นสุดเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ตัวเองทัวร์หนัก อาจเป็นไปได้ว่าข่าวสารเลยมาไม่ถึง
 
เมื่อถามที่มาว่าทำไมปล่อยให้โดนหมายจับ นักร้องดังยืนยันว่า เมื่อรู้ว่ามีหมายเรียกช่วงปลายมกราคม จึงให้ผู้จัดการนัดคู่กรณีไกล่เกลี่ยที่สน.สมุทรปราการ เมื่อตัวเองเดินทางไปแต่อีกฝ่ายไม่มา และพยายามติดต่อบริษัทอีกฝ่ายเพื่อหาตัวเลขเงินที่ต้องจ่าย แต่ไม่สามารถตกลงได้ และยืนยันว่าตัวเองไม่ได้หนี เนื่องจากมีคิวงานทุกวัน
 
“ณ ตอนนี้ ได้แต่ขอความเมตตา อยากให้เขาเมตตาเราที่สุด สิ่งที่เรียกร้องอาจสูงเกินความเป็นจริง ผมยอมรับผิดทุกอย่าง แต่ก็อยากให้เป็นไปตามขั้นตอน และเรียกเก็บจริง มากกว่าเรียกเก็บสูง และมหาศาลขนาดนั้น ผมบอกตัวเลขไม่ได้จริงๆ แต่เป็นตัวเลขที่สูงมาก
 
จริงๆ จ่ายได้ครับ แต่ก็ควรจ่ายในมาตรฐานลิขสิทธิ์เพลงมากกว่าคิดในลักษณะนี้” 
 

 
อย่างไรก็ตาม หนุ่ม วงกะลา เล่าว่า ได้พูดคุยกับอีกฝ่ายเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมาแล้ว แต่ยังต้องพูดคุยหาข้อสรุปต่อไป ซึ่งนักร้องดังยืนยันว่า ยอมรับผิดจริง และขอความเมตตาให้อยู่ในราคาและมาตรฐานที่ควรเก็บ 
 
สำหรับกรณีหมายเรียกที่ได้รับจำนวนมาก หนุ่ม วงกะลา อธิบายว่า ล่าสุดมีหมายเรียกมาถึงบ้าน 8 ใบ หลายใบหมดอายุแล้ว เลยสอบถามพนง.สอบสวน จึงเข้าใจขั้นตอนส่งจดหมายล่าช้าเล็กน้อยเพราะส่งธรรมดา 
 
ส่วนเคสพัทยาที่โดนหมายเรียก นักร้องดังอ้างว่า ติดต่ออีกฝ่ายเพื่อมาพูดคุยแล้ว แต่ยังไม่ได้คุย สุดท้ายกระแสออกมาเหมือนตัวเองไม่ไปรายงานตัว จนมีหมายจับเกิดขึ้น จึงเอาเงินไปประกันตัว 1 แสนบาท หลังจากนี้จะต้องทยอยไปรายงานตัวตามที่ได้รับหมายมา
 
เมื่อถามว่ามีผลกระทบต่องานหรือไม่  นักร้องดังระบุว่า มีผล เนื่องจากการทัวร์คอนเสิร์ตต้องนอนให้พอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ต้องตื่นเร็วกว่าปกติเพื่อไปโรงพักซึ่งอาจทำให้เหนื่อยมากขึ้น แต่ต้องยอมรับผล และต้องทำตามขั้นตอน 
 
เมื่อถามถึงความช่วยเหลือจากค่ายต้นสังกัดในปัจจุบัน หนุ่ม วงกะลา ระบุว่า ค่ายให้คำปรึกษา และดูแลอยู่ พร้อมยกตัวอย่างว่า “เมื่อเด็กทำแกงหกหน้าบ้าน” เด็กก็ควรเก็บกวาดเอง มากกว่าให้ผู้ใหญ่ลงมาจัดการ 
 
“หลังจากนี้ต้องระวัง และอยากให้คนไทยตระหนักถึงเรื่องลิขสิทธิ์ คนไทยมองว่าเป็นของฟรี แม้แต่ตัวนักร้องก็ต้องจ่าย ว่าไปตามผิดเช่นกัน” นักร้องดังกล่าว
 
 
มองค่าลิขสิทธิ์: ทำไมศิลปินเล่นเพลงตัวเองก็ต้องจ่าย 
 
เรื่องราวเกี่ยวกับลิขสิทธิ์เพลงอาจเป็นเรื่องน่าสะทกสะท้อนสำหรับศิลปินที่เป็นผู้ขับร้อง-ผู้แสดง เมื่อศิลปินเจ้าของเพลงไม่ได้เป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในผลงานแบบสมบูรณ์
 
เรื่องนี้เป็นประเด็นทางกฎหมายที่จำเป็นต้องเข้าใจระบบการทำงานของค่ายเพลงและลิขสิทธิ์เพลง ซึ่งถือเป็นทรัพย์สิน/สินค้าทางปัญญาสำหรับผู้ผลิตและบริษัทที่ทำธุรกิจซึ่งมักมีหน่วยงานที่ดูแลการนำทรัพย์สินเหล่านี้ไปใช้เพื่อจัดเก็บรายได้ (แน่นอนว่าบริษัทที่ทำธุรกิจไม่ได้ทำสินค้ามาให้ใช้กันฟรีๆ) สำหรับกลุ่มที่ทำงานด้านคุ้มครองลิขสิทธิ์เพลง พวกเขาจำแนกลิขสิทธิ์แบ่งเป็นหลายส่วน 
 
อันดับแรกในกรณีนี้คือ "ลิขสิทธิ์ดนตรีกรรม" หรือ คำร้อง/ทำนองซึ่งลิขสิทธิ์ตรงนี้เป็นของผู้แต่งในขั้นต้น(ถ้ายังไม่ได้เซ็นสัญญามอบสิทธิให้ใคร)
 
เมื่อคำร้อง/ทำนอง ถูกนำมาบันทึกเสียงลงในซีดีหรือวัสดุบันทึกเสียงอื่นๆ "ผลงาน" ที่ถูกบันทึกไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี, เสียงร้อง, คำร้อง/ทำนอง ลิขสิทธิ์เหล่านี้เรียกว่า "ลิขสิทธิ์สิ่งบันทึกเสียง" เป็นของบริษัทหรือใครที่จัดทำการบันทึกเสียง
 
เมื่อจะนำผลงานเหล่านี้ไปเผยแพร่ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับ "สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณะ" เมื่อมีใครก็ตามต้องการนำองค์ประกอบใดของ "งานเพลง" ไปเผยแพร่ (หรือเรียกง่ายๆว่าเอาไปใช้งาน) ต้องขอ "สิทธิเผยแพร่ต่อสาธารณะ" 
 
สิทธิที่จะขอแตกต่างกันออกไปตามลักษณะใช้งาน เช่น ร้านอาหารมีวงดนตรีเล่นสดที่เล่นเพลงศิลปินของค่ายหนึ่ง ร้านอาหารที่จะให้วงที่จ้างมาเล่นเพลงเหล่านี้ต้องขอสิทธิใน "ดนตรีกรรม" หรือสิทธิใช้งาน "คำร้อง/ทำนอง" 
 
ถ้าเป็นการเปิดเพลงหรือเปิดจากสิ่งบันทึกเสียง จะเป็นสิทธิเผยแพร่ทั้ง "ดนตรีกรรม" และ "สิ่งบันทึกเสียง" (จากที่ใช้ทั้งคำร้อง/ทำนอง และเสียงที่ถูกบันทึกโดยบริษัทผู้บันทึกเสียง)
 
มูลค่าการใช้งานก็แตกต่างกันไปด้วย
 
ที่แบ่งแบบนี้นอกจากเพื่อให้ยุติธรรมกับผู้สร้างสรรค์งานแล้ว ยังเป็นประโยชน์สำหรับการแบ่งผลประโยชน์ให้ผู้สร้างสรรค์งานแต่ละส่วนให้ได้รับส่วนแบ่งจากงานที่ตัวเองมีส่วนร่วมสร้างขึ้นเมื่อมีผู้นำงานเหล่านี้ไปใช้ใน "เชิงพาณิชย์" แบบรอบด้าน
 
ประเด็นอยู่ที่ว่า ผู้สร้างสรรค์งานในไทยซึ่งอยู่ในกระบวนการเหล่านี้ สร้างสรรค์งานภายใต้สัญญาของบริษัทต้นสังกัด ไม่ว่าจะสร้างสรรค์คำร้อง/ทำนอง บันทึกเสียง ศิลปินที่ทำงานกับสังกัดจะต้องเซ็นสัญญาเหมือนกับพนักงานเซ็นสัญญาจ้างกับบริษัทที่ตกลงเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ
 
สัญญาเหล่านี้คือตัวแปรบ่งชี้สิทธิการใช้งานต่อการสร้างสรรค์เหล่านี้ ซึ่งแน่นอนว่า ในเบื้องต้นสัญญาคือบริษัทเป็นผู้ยื่นเสนอมาให้ "ศิลปิน" หรือ "คนทำงาน" ในเครือเซ็น รายละเอียดแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเนื้องาน และการเจรจา สัญญาคือตัวกำหนดสิทธิการใช้งานและระบบส่วนแบ่งรายได้จากผลงานสร้างสรรค์
 
หลายทศวรรษก่อนในยุคที่เทคโนโลยีและวงการเพลงยังไม่เหมือนยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ศิลปิน/ผู้สร้างสรรค์งานไม่มีเครื่องมือเผยแพร่ที่สามารถกระจายผลงานไปสู่ผู้บริโภควงกว้างเหมือนสมัยนี้ พวกเขาจึงต้องอาศัยบริษัทที่มีเครื่องมือ มีศักยภาพในการจัดจำหน่ายและเผยแพร่งานให้กับผู้สร้างสรรค์งาน และนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน ระบบค่ายเพลงจึงเป็นระบบธุรกิจที่กำหนดการแบ่งผลประโยชน์ไปโดยปริยาย
 
ศิลปินที่เคยทำงานกับค่ายใหญ่บางรายเป็นผู้แต่งเพลง และขับร้องเอง บางรายได้รับส่วนแบ่งจากการใช้งานผลงาน โดยระบบการจัดเก็บของค่ายเพลงคือมีฝ่ายบริหารจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ต่างๆ ซึ่งถือเป็นหน่วยที่ทำรายได้ให้ค่ายเพลงไม่น้อยเลย 
 
อีกด้านหนึ่ง ศิลปิน/ผู้สร้างงานซึ่งเคยเซ็นสัญญากับค่ายเพลงโดยที่รายละเอียดสัญญาระบุข้อผูกมัดเรื่องสิทธิการใช้งานผลงานสร้างสรรค์กับค่าย หลายรายที่มีรายละเอียดลักษณะแต่งเพลงให้แล้วเท่ากับขายสิทธิเพลงแก่ค่ายไปเลย หมายความว่า ศิลปินต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เมื่อทำการแสดงในเพลงที่มีลิขสิทธิ์อยู่กับค่ายเพลงเดิม แม้ว่าตัวเองจะออกจ่ายค่ายที่เคยทำเพลงด้วยแล้วก็ตาม
 
การเก็บอาจเหมารวมในลักษณะใช้งานลิขสิทธิ์ต่างๆหรือใช้ผลงานสร้างสรรค์จากบริษัทนั้นๆ (ค่ายเพลงเอาส่วนแบ่งนี้มาหักไปให้นักแต่งเพลงที่เป็นเจ้าของสิทธิดนตรีกรรมอีกทีในกรณีที่ผู้แต่งไม่ได้ขายสิทธิให้ค่าย)
 
ที่ผ่านมา นักแต่งเพลงหรือศิลปินรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อดูแลสิทธิหรือผลงานของตัวเอง หลายรายได้รับส่วนแบ่งที่จัดสรรมา (แม้เป็นจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบสัดส่วนในแต่ละเดือน) แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายรายที่ยังไม่ได้รับจัดสรรส่วนแบ่ง หรืออาจถูกเก็บค่าสิทธิการใช้งานด้วยซ้ำ (ถ้าเซ็นสัญญาลักษณะขายสิทธิให้ค่าย)
 
ต้องยอมรับว่าระบบแบ่งผลประโยชน์ในงานสร้างสรรค์ประเภทเพลงมีรายละเอียดยิบย่อยมากมาย และเป็นเรื่องชวนสับสน สถานการณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่เรื่องการแย่งชิงสิทธิการใช้งานและเรียกร้องส่วนแบ่งเกิดขึ้นกับศิลปินแถวหน้าของโลกในต่างประเทศเช่นเดียวกัน
 
แต่ยังโชคดีที่หลายประเทศมีกฎหมายที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์งานเพลง (ถึงบางครั้งจะมีประเด็นให้ถกเถียงกันเสมอ) มีองค์กร มีชุมชนที่รวมตัวเพื่อเรียกร้องอย่างจริงจัง บางครั้งมีการยื่นเรื่องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อทวงสิทธิ หรือขอซื้อสิทธิของผลงานตัวเองจากบริษัทที่เคยทำงานย้อนหลัง 
 
ผลจากสัญญาที่เคยทำในช่วงเริ่มต้นอาชีพในศิลปินอาจเป็นผลที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่บางครั้งอาจไม่เป็นธรรมเมื่อมองในแง่ผู้สร้างสรรค์งานโดยเฉพาะงานลักษณะ "พาณิชย์ศิลป์" ซึ่งหลายกรณี สมดุลระหว่างผลประโยชน์กับมูลค่าของสินค้าทางปัญญาและความคิดเชิงสร้างสรรค์ที่มีทั้งจับต้องได้และไม่ได้ มันแตกต่างจากระบบธุรกิจอื่น