x

เบื้องหลังความสำเร็จของการเปลี่ยนสายธุรกิจของอาร์เอส จากธุรกิจบันเทิงในอุตสาหกรรมดนตรีมาสู่สายพาณิชย์และค้าปลีกด้วย "ช่อง 8" และอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญอย่างบริษัท "ไลฟ์สตาร์" ที่มีดร.ชาคริต พิชญางกูร เป็นหนึ่งในผู้บริหารซึ่งนำบริษัทที่ไม่เคยขายผลิตภัณฑ์สุขภาพมาก่อนเลย ทำรายได้มากกว่า 200 ล้านบาท และยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เบื้องหลังการทำงานของดร.ชาคริต และแนวคิดที่นำพากำไรมาสู่อาร์เอส เป็นอย่างไรกันแน่
 
สำหรับแฟนเพลงของศิลปินอาร์เอสในยุครุ่งเรืองอาจเสียดายที่อาจไม่มีโอกาสเห็นผลงานของศิลปินที่เคยผูกพันในความทรงจำหนึ่งของชีวิตวัยรุ่น หลังอาร์เอสภายใต้การนำของคุณสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) "ทรานฟอร์ม" ธุรกิจหลักจากสายบันเทิงมาสู่อุตสาหกรรมสื่ออย่างทีวี "ช่อง 8" พร้อมกับธุรกิจสุขภาพและความงามในชื่อบริษัท "ไลฟ์สตาร์" ขณะที่สัดส่วนของธุรกิจดนตรีและบันเทิงเหลือไม่เกิน 10% ของรายได้รวมทั้งบริษัท
 
ผลประกอบการของอาร์เอสในปีนี้ตอกย้ำความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจจากยุคอุตสาหกรรมดนตรีและความบันเทิงที่เคยรุ่งเรืองมาสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์อย่างเต็มตัว 
 
ไตรมาสที่ 1 ปี 2560 รายได้ 752 ล้านบาท กำไร 47 ล้านบาท
ไตรมาสที่ 2 ปี 2560 รายได้ 857.6 ล้านบาท กำไร 52 ล้านบาท
ไตรมาสที่ 3 ปี 2560 รายได้ 995.7 ล้านบาท กำไร 123.8 ล้านบาท
 
สัดส่วนรายได้หลักของอาร์เอสที่สร้างกำไรให้บริษัทกลายเป็นกลุ่มธุรกิจสื่อผสมธุรกิจสุขภาพและความงาม โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทในปีนี้ กว่า 30% มาจากธุรกิจสุขภาพและความงาม 
 
รายได้ไตรมาสแรกของไลฟ์สตาร์เท่ากับยอดขายทั้งปีของปี 2559 
 
รายได้ไตรมาส 2 ของปี 2560 ของไลฟ์สตาร์ ทำยอดได้มากถึง 300.7 ล้านบาท คิดเป็นรายได้เกือบ 40% ของรายได้ทั้งบริษัท 
 
ขณะที่ไตรมาส 3 อาร์เอสแถลงว่า ไลฟ์สตาร์ มีรายได้เติบโตเกือบ 800% 
 
ทิศทางของธุรกิจ "ไลฟ์สตาร์" มีแนวโน้มสร้างรายได้ทะลุพันล้านบาทต่อปีให้บริษัทอาร์เอส เมื่อถึงวันนั้นสัดส่วนรายได้ของธุรกิจสุขภาพและความงามในบริษัทอาร์เอสอาจตีกลับมาอยู่ที่ 40% หรืออาจมากกว่า 50% นั่นหมายความว่า "ไลฟ์สตาร์" จะกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของบริษัทอาร์เอส 
 
กุนซือหลักที่เป็นทัพหน้าซึ่งอาร์เอสไว้วางใจย่อมเหนือธรรมดา หนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังทัพหน้าที่พาอาร์เอส ประสบความสำเร็จในการทรานฟอร์มธุรกิจช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาคือ ดร.ชาคริต พิชญางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟ์สตาร์ ผู้บริหารและพัฒนาผลิตภัณฑ์พร้อมทำการตลาดที่ทำให้การรุกตลาดสุขภาพและความงามของบริษัทที่ไม่เคยขายเครื่องสำอางมาก่อนผงาดในตลาดแบบสง่างาม (อ่านประวัติเพิ่มเติมที่นี่)
 
นอกเหนือจากประวัติการทำงานที่น่าสนใจ ผลงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของดร.ชาคริต ซึ่งมีส่วนทำให้อาร์เอสทำรายได้หลักร้อยล้านบาทกลับมายิ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน
 
เบื้องหลังแนวคิดการทำงานในตลาดที่ดุเดือด "ไลฟ์สตาร์" ที่มีแบรนด์หลักอย่าง "มาจีค" (Magique) ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว, "รีไวฟ์" (Revive) ผลิตภัณฑ์ดูแลผม และ S.O.M (Science of Body&Mind) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ดร.ชาคริต ทำอย่างไรให้แบรนด์ทำยอดขายถล่มทลายจนรายได้เติบโตมากถึง 800% ในไตรมาส 3 ของปี 2560 
 
GM Live : ประเมินการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจเพลงมาเป็นเครื่องสำอางของ RS ไว้อย่างไรบ้าง
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : คือจริง ๆ เหมือนกับเรื่อง Blue Ocean (ตลาดสินค้าหรือบริการที่ยังไม่มีมาก่อน) ที่เขาพูดกัน ธุรกิจมีเดียตอนนี้อยู่ใน Red Ocean (ตลาดที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน) จากจำนวนช่องที่มากมาย RS มีธุรกิจเดิมคือเพลง ทั้งเพลง ทั้งมีเดียอย่างดิจิทัลทีวี ก็มีผู้เล่นเยอะมาก มิวสิกเองก็เป็น Decaying Business อยู่แล้ว ทั้งสองตัวก็เป็นเรดโอเชียน แน่นอนว่าเราต้องมองหาโอกาสใหม่ ๆ ด้วยสไตล์ของเฮียแล้วก็ RS เราจะมูฟเร็วอยู่แล้ว เรารู้สึกว่ามันถึงเวลาที่ต้องออกจาก Comfort Zone แล้วเราก็คิดว่าธุรกิจนี้มันเหมาะ ซึ่งคนอาจค่อนข้างแปลกใจมากว่าทำไมเรามาทำอุตสาหกรรมนี้ 
 
จริง ๆ ที่มามันง่าย ๆ เหมือนมองแล้วไม่มีอะไร คือเรามีมีเดียเหลือในช่วงที่มันไม่ได้ขายดีจนเต็มสล็อต เราก็เสนอไอเดียคุยกับเฮียว่าเราสามารถทำผลิตภัณฑ์ขายได้ เพราะเทคโนโลยีมันแพร่กระจ่ายแล้ว บริษัทผู้ผลิตใหญ่ ๆ ของโลกก็ไม่ได้ผลิตเอง Apple ก็ซื้อทุกอย่างจากข้างนอกมาประกอบ แต่เขาต้องทำแบรนด์ดิ้ง ทำมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเราคิดว่าเราทำได้ เป็นที่มาของการทำธุรกิจนี้ แรก ๆ เราเป็นโปรเจ็กต์ทดลองมากกว่า ว่าเป็นอีกทางหนึ่งที่น่าจะหาบลูโอเชียนได้ ก็เลยลองทำดู แล้วกลายมาเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วมาก 
 
ในช่วงแค่สองสามปี ตัวเลขจะสูงมาก ค่อย ๆ เรียนรู้ไป เพราะจริง ๆ เราก็ไม่เคยทำ แล้วผู้บริหารที่นี่ก็ไม่เคยทำธุรกิจนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าใช้เวลาเร็วหรือช้า แต่หลายคนมองว่าเร็ว เพราะจุดแข็งที่เรามีเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่มีเลย คือสื่อในมือ ถ้ามองในมุมมาร์เก็ตติ้งและการขายพวกซัพพลิเมนท์ สกินแคร์ หรืออะไรก็แล้วแต่ ยอดงบที่ใช้ในมีเดียมันสูงมาก ในทุก ๆ อุตสาหกรรมเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว ส่วนสำคัญที่ใช้เงินเยอะที่สุดคือมีเดีย 
 
ถ้ามองในมุม Business Model มันเป็น Fixed มาก แล้วในปีหน้าก็จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Beauty and Health ด้วย ตอนนี้อยู่ในช่วงการวางแผนของปีหน้าแล้วว่าจะมี Lineup ผลิตภัณฑ์อย่างไรบ้าง เพราะตอนนี้นอกจากสินค้าที่เรามี เราก็ยังมี Database ลูกค้า การเป็นเจ้าของทั้งแชลแนลและโปรดักส์ มันเป็นความฝันของคนทำการตลาด ทุกคนก็อยากเป็นเจ้าของช่องทาง บางบริษัทเป็นเจ้าของสินค้าแล้วอยากเป็นเจ้าของสื่อ RS เป็นเจ้าแรกที่เป็นเจ้าของสื่อแล้วเป็นเจ้าของสินค้า
 
GM Live : ความยากของการทำบริษัทที่เป็นสื่อมาตลอดแล้วเปลี่ยนมาทำเครื่องสำอางคืออะไรบ้าง 
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : อันที่หนึ่งเลย คือเวลาทำธุรกิจที่ Radical Shift ที่เปลี่ยนจากตัวตนขององค์กรหลักไปเป็นอย่างอื่นเลยการ Shift ที่นอกเรื่องเลย สิ่งที่ยากในช่วงแรกเลยคือ การปรับตัวของคนในองค์กร เพราะมันเป็นการทำงานในกรอบของอุตสาหกรรมมีเดีย ที่ขายเซอร์วิส ขายแอร์ไทม์ ไม่ได้ขายโปรดักส์ ดังนั้นจะไม่มีพวกสต็อกสินค้าที่ต้องมานั่งดูแล ต้องมีโลจิสติกส์การส่งของ มีเรื่องการผลิต ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ใหม่หมด 
 
สิ่งที่ยากในช่วงแรกคือการ Transform มากกว่า Transformation ขององค์กรหนึ่งที่อยู่กับ Comfort Zone เดิมที่คุ้นเคย การที่จะปรับตรงนี้ ต้องทำเรื่อง Mindset, Speed ส่วนเรื่อง Know-how คนอาจจะมองว่ายาก แต่สำหรับผมมันไม่ใช่ เพราะยุคนี้ Knowledge มันเปิดหมดแล้ว เราอยากได้เราก็ไปคุยไปซื้อมาได้ หรือจดร่วมการวิจัยก็ทำได้หมด ซึ่งเราก็ผ่านไปได้เพราะคน RS เป็นคนที่มี DNA ที่ค่อนข้าง Flexible อยู่แล้ว อยู่ที่ DNA ของวัฒนธรรมองค์กรด้วย ซึ่งเราได้เปรียบเพราะเป็นคนที่ค่อนข้างปรับตัวไว 
 
GM Live : ปรับกระบวนการอย่างไรเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงการประกอบธุรกิจที่ย้ายสายแบบหน้ามือไปหลังมือ 
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : คนของเรามีหลาย Position ระดับ Operation เราจะใช้คนที่มีอยู่แล้ว ส่วนมากจะโยกจากยูนิตอื่นมาทำตรงนี้ เพราะบางยูนิตต้องลดคนลง หรือบางทีก็รับคนที่สนใจที่เสนอตัวมาทำ เราก็สัมภาษณ์แล้วให้มาทำตรงนี้ ถึงเป็นการโยกมาทำแต่สิ่งที่คุยกับเขาคือต้องมี Passion (ความมุ่งมั่น) มีความสนใจ ไม่ใช่แค่ว่าอยากมา ไม่รู้ว่างานเป็นยังไง หรือไม่ก็ไม่ได้อยากมาแต่ต้องมา Passion ของคนต้องฟิตกับธุรกิจใหม่
 
ระดับ Strategic หน่อยก็มีคนนอกบ้างในตำแหน่งที่วางกลยุทธ์ เพราะเรื่องพวกนี้มันไม่สามารถเรียนรู้ในระยะเวลาอันสั้น ต้องใช้ประสบการณ์ผสม เราก็ไม่สามารถรอได้ เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องเอาคนระดับ Strategic มาวาง ก็เป็นสองส่วนหลัก ๆ 
 
ในส่วนตัวผมอยู่ที่นี่มาสิบกว่าปีแล้ว เคยทำงานบริษัทเครื่องสำอางมาก่อนสองปี ก็จะเข้าใจระดับหนึ่ง ถ้าเกิดจะถาม มันไม่ได้เหมือนสักทีเดียว เพราะช่องทางการขายก็ไม่เหมือน และตอนนั้นเราไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาสินค้า ก็เลยจะเป็นงานที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน การทำการตลาดมันได้เรื่องมาร์เก็ตติ้ง-โลจิกในการทำงานที่นั้นมาก่อน
 
แต่ในแง่การใช้งานจริงมันก็คนละแบบ เพราะว่าวิธีการทำงานของเราเป็น Home Shopping Channel ไม่ได้เป็น Modern Trade Channel ซึ่งการขายมีทั้ง Push/Pull ในรูปแบบต่าง ๆ
 
Home Shopping เป็นการขายที่ค่อนไปทาง Push คือต้อง Convince ให้ได้ในหน้าจอในเวลาอันสั้น แต่ Modern Trade ต้องสร้าง Awareness Consideration แล้ว Make Decision กับผู้บริโภคในมีเดียต่าง ๆ ในขณะเดียวกันมันต้อง Push หน้าร้านด้วย ก็แน่นอนว่าประสบการณ์ที่ทำงานมาก่อนก็ช่วยเยอะ
 
 
GM Live : ผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีนี้ที่ขึ้นมาเกือบ 800% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อะไรคือกุญแจที่ทำให้เป็นเช่นนั้น
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : หลัก ๆ ก็คือเราให้ความสำคัญในแง่คุณภาพของสินค้ามาก ๆ เพราะผมคุยกับเฮียตั้งแต่วันแรกแล้วว่า ถ้าจะให้โปรดักส์มันยั่งยืนโดยเฉพาะ Home Shopping ด้วยแล้ว เราจะมีรายชื่อลูกค้า มันดีกว่า Channel อื่น เรารู้จักลูกค้า มันเป็นแก่นของธุรกิจนี้เราต้องทำให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด 
 
นั่นหมายความว่าสินค้ามันต้องดีมาก ๆ จะได้เกิดการซื้อซ้ำ ถ้าเป็นช่องทางอื่น เขาเดินไปซื้อ เจอสินค้าเหมือนกันมาก แต่เราเป็น One on One คือถ้าใช้แล้วดี การซื้อซ้ำมันเกิดขึ้นง่ายมาก เรื่องคุณภาพสินค้าเป็นเรื่องตั้งต้นที่เราใช้เวลาพัฒนานานแล้วก็หาส่วนผสมจากทั่วโลกเยอะมาก 
 
อีกเรื่องหนึ่งคือ เราเลือกโฟกัสเป็นตัว ๆ จากเดิมที่โฟกัสทุกตัวแล้วทำไม่ได้แบบนั้น กลยุทธ์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงไตรมาส 2-3 คือการโฟกัสเข้าไปในตัวที่เรามั่นใจว่าเป็นฮีโร่ แล้วมันก็ตอบโจทย์จริง ๆ เพราะแทนที่จะไป Push ทุกตัวใน Energy และ Resource ที่เท่า ๆ กัน เราไปให้ความสำคัญกับฮีโร่ 
 
ถามว่าตัวอื่น ๆ Push ไหม เรามีช่องทางอื่น ๆ อย่าง Modern Trade ที่เราเพิ่งเปิด แล้วออนไลน์ก็ขยายมากขึ้น เราเลือกโปรดักส์ในช่องทางที่เหมาะสม มันเป็นเรื่องการ Locate The Right Product To The Right Channel 
 
GM Live : มันมีอะไรที่เซอร์ไพรส์ไหม อย่างการวางฮีโร่แล้วมันไม่ตามเป้า
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : มันปรับเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา อย่างเราคิดว่าอาหารเสริมกลุ่มนี้น่านะดี เพราะคนดู Home Shopping เป็นกลุ่มเพศหญิงอายุเท่านั้นเท่านี้ แต่ไปถึงมันอาจไม่ใช่ก็ได้ เราต้องโยกไปช่องทางอื่น บางตัวมันก็มีเซอร์ไพรส์ มันเกิดขึ้นตลอด อย่างที่บอกเราเพิ่งเคยทำ 
 
แต่ตอนนี้ถ้าเป็นสกินแคร์เรารู้แล้ว ถ้าเป็นผมร่วงเราพอรู้แล้ว แต่เราสร้าง Category ใหม่หมดแล้วอย่างเดือนหน้านะมี Lunch ตัวหนึ่งเป็นอาหารเสริมของผู้หญิงวัยทอง ผมไม่เคยทำตัวนี้มาก่อน คำถามคือ Lesson ที่เราเรียนรู้จากสองตัวนั้นมันมาช่วยได้ไหม บางทีมันอาจจะไม่ได้ทั้งหมด ก็เป็น Trial กับ Error ไป มันต้องลองพอสมควร แต่ว่า Database ที่มีก็จะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้า พฤติกรรมการซื้อมากขึ้น แต่ว่าในส่วนของ Consumer Insight มันไม่เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจ Insight ของคนผมร่วง มันคนละแบบกับคนวันทอง แต่ข้อได้เปรียบคือเรามีสื่อ พอลองแล้วมันไม่ใช่ก็รีบเปลี่ยน รีบแก้ไขได้ตลอด 
 
GM Live : อะไรขายดีสุด มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างทางอย่างไรบ้าง
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : คือตอนนี้เรื่องผมร่วงขายดีมาก แล้วโปรดักส์เกี่ยวกับผู้สูงวัยที่ตอบรับกับเรื่อง Aging Society ของไทย เรื่อง Skincare กลุ่ม Whitening ก็จะขายดี ก็เป็นเทรนด์ตลาดทั่วไป แต่เรื่องผมร่วงจะโดดเด่นหน่อย เป็นฮีโร่ตัวหนึ่ง และอีกตัวที่ค่อนข้างทำเงินได้ดีมากคือตัว Revive ที่มีลูกค้าซื้อซ้ำเปอร์เซ็นต์สูงที่สุด
 
GM Live : ที่ขายดีนี้ใช้กลยุทธ์อะไรบ้าง
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : ผมคิดว่าตัว Revive ซึ่งแก้ผมร่วง แม้ในตลาดมีสินค้ามากมาย แต่ตัวนี้เป็นตัวที่เอาส่วนผสมที่ท็อปที่สุดในตลาดมารวมตัวกัน โดยที่ไม่สนใจต้นทุนเลย เอาแบบเต็มที่เลย ถามว่าราคาแตะ 1,000 ได้ 30 ml ถือว่าแพงมาก แพงกว่า Counter Brand อีก แต่ใช้แล้วได้ผล ก็เท่านั้นเอง 
 
ตอนแรกก็คิดหนักเรื่องราคา การจ่ายต่อครั้งอาจจะไม่ได้มาก ใช้ได้น้อย แต่ใช้แล้วได้ผล ไม่ต้องฉีดไปทั่ว หยอดแค่ครั้งละ 1 ml ก็ได้ ขวดหนึ่งก็ 1 เดือน ถามว่าแพงไหม ก็ไม่ได้ถูกนะ ในตลาดก็ไม่ได้มีคนทำสินค้าที่แพงขนาดนี้
 
 
GM Live : ช่องทางอย่าง Call Center ที่เป็นช่องทางหลักของการขายในสัดส่วนกว่า 80% คนทั่วไปสงสัยว่ายังมีคนจำนวนมากขนาดนั้นที่ซื้อผ่านช่องทางนี้เลยหรือ
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : เมื่อก่อนก็นึกไม่ถึง เพราะไม่เคยซื้อของจากการดูทีวีที่ Convince ให้อยากซื้อได้ และเรากับคนทั่วไปก็เซอร์ไพรส์ คือถ้าเราไม่ได้เป็นลูกค้าจริง ๆ เราก็ตัดสินไม่ได้ว่ามันจะเวิร์คยังไง พอทำแล้วรู้ตัวเลยว่าเหตุผลที่ยอดขายมาจาก Home Shopping กว่า 85% ง่าย ๆ เลยคือเพราะ RS กำลังใช้จุดแข็งในการทำธุรกิจใหม่ มันเลยอยู่ใน Home Shopping เกือบ 85% 
 
ปีหน้าเราจะเริ่มบุกช่องทางอื่น มันอาจจะเป็น 50/50 ก็ได้ แต่เราถนัดช่องทางนี้ การเริ่มช่องทางที่ถนัดมันก็ไม่ใช่สิ่งที่แปล เป็นการวางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง ที่ใช้จุดแข็งมาเริ่มต้นธุรกิจ 
 
คำถามต่อมาคือ มันมีคนซื้อของผ่านหน้าจอทีวีเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ คือมันมีเยอะจริง ๆ มันเป็น Impulse ผสมกับ Emotional เล็กน้อย คอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าจอต้องเป็นคอนเทนต์ที่กลมกล่อม คือพูดเรื่องฟังก์ชันได้ เรื่องประสิทธิภาพในเชิงวิทยาศาสตร์ ใช้แล้วดีขึ้นในกี่สัปดาห์ ได้บ้าง พูดถึงส่วนผสมได้หน่อยนึง แต่อย่ามาเยอะเกิน Technical เกินไปไม่ได้ เราต้องใส่ Emotional เข้าไปในสัดส่วนที่เหมาะสม 
 
ดังนั้น มันจะคนละแบบกับโฆษณาทางทีวี ต้อง Emotional Engagement กับคนดูให้ได้ คือคอนเทนต์ต้องมีทั้งคอนเทนต์ Functional มี Emotional มี Benefit คอนเทนต์ คนที่มาขายก็ต้องสร้าง Engagement กับคนดูให้ได้ ทั้ง Body Language ต่าง ๆ คือมันมีรายละเอียดเยอะมาก มีสูตรต่าง ๆ เยอะ เราก็เรียนรู้มาระดับหนึ่งแล้ว จนเข้าใจระดับหนึ่งว่าต้องพูดประมาณไหน เอาใครมาพูด แล้วราคาต่อ Sale Ticket ต้องเท่าไหร่ ลูกค้าถึงจะจ่าย ไม่ว่าของจะดีแค่ไหน เขาจะไม่จ่ายเกินนี้ มันจะมีสูตรลับของมันอยู่
 
 
GM Live : ตัวบุคลากรสำคัญไหม เพราะ RS มี Influencer พอสมควร ตรงนี้ใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะเราใช้สินค้าเป็นที่ตั้ง ถ้าศิลปินของ RS อย่างอาร์สยาม ถ้าตรง ก็เอา แต่เราไม่ได้ใช้ทุกคน แล้วแต่ว่าสินค้าจะตรงกับศิลปินหรือไม่ ถ้าใช่ก็ใช้ ศิลปินจึงไม่ใช่ตัวที่จะเอามาเติมเต็ม เรื่องมีเดียมากกว่าที่สำคัญสำหรับธุรกิจนี้
 
GM Live : พูดถึงการทำงานกับเฮียฮ้อที่เปลี่ยนมาจากธุรกิจบันเทิง เบื้องหลังการทำงานร่วมกันเป็นอย่างไร ต้องปรับอะไรบ้างหรือเปล่า
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : ปกติก็เจอตลอด อีเมล์คุยกันทุกวันอยู่แล้ว ความจริง DNA กับวัฒนธรรมเราค่อนข้างจะไม่ค่อยกลัวอะไรในการทำธุรกิจ เรากล้าลอง ก็เป็นตัวเฮียฮ้อนั่นแหละ ที่เห็นโอกาสก็เข้าไปเล่นเลย เฮียไม่เคยทำธุรกิจความงามมาก่อน เคยขายแค่ CD ที่เป็นสินค้าจับต้องได้ แต่แน่นอนการขายสินค้าอะไรก็จะมีตรรกะไม่ต่างกันมาก อาจจะได้ตรงที่ผมเคยทำตรงนี้มาก่อนเลยต่อท่อกัน กลยุทธ์มา มาเช็คความเป็นไปได้กันว่าได้ไหม เป็นการเชื่อมต่อที่ค่อนข้างลงตัว 
 
เรื่องวิสัยทัศน์เฮียเขาเทพอยู่แล้ว ค่อนข้างมองอะไรขาดพอสมควร เราจะเขาช่วยดูในมิติอื่น ๆ มากกว่า เพราะเฮียเขาจะมองไปไกล เราจะมองอุปสรรคการทำงานใกล้ ๆ เราก็จะแก้ปัญหาแล้วสู้ไปด้วยกัน เพราะการทำงานที่นี่ค่อนข้างใกล้ชิดอยู่แล้ว เป็นส่วนผสมระหว่าง Top-down กับ Bottom-up เพราะเขาให้อิสระค่อนข้างเยอะมาก 
 
ในขณะเดียวกันเราก็จะเข้าหาไปคุยในรายละเอียดอยู่บ่อย ๆ ทำให้ไม่เหมือนบริษัทฝรั่งที่ Bottom-up ที่นี่จะใกล้ชิดกันมากกว่านั้น เจอกันคุยกันบ่อยแล้วแก้ปัญหาไปด้วยกัน
 
GM Live : พอเฮียฮ้อเห็นผลประกอบการที่ออกมามีชื่นชมหรือพูดอะไรเป็นพิเศษไหม
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : (หัวเราะ) เราไม่ค่อยได้คุยกันเรื่องพวกนี้ เพราะจริง ๆ ผมทำงานไม่มีเป้า ไม่เคยคุยกันเรื่อง Target เพราะไม่ Make Sense ที่จะตั้ง เอาง่าย ๆ ว่าถ้าปีที่แล้วผมทำได้ 500 ล้าน ปีนี้ขอ 700 ล้าน ก็แสดงว่าจะไม่มี 1,000 ล้าน ในสิ้นปี เพราะจะหยุดแค่ 700 ล้าน เหตุผลที่เรายังไม่ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในธุรกิจใหม่ เพราะมันคงโตไปได้อีกเยอะมาก 
 
วิธีการทำงานของเราคือทำงานให้เต็มที่ ปีหน้าอาจจะได้ 3,000 ล้าน หรือ 5,000 ล้านก็ได้เราก็ยังไม่รู้ แต่แน่นอนเวลาคุยกับสื่อเราก็ต้องบอกเป้าแหละ แต่เวลาทำงานจริง ๆ คือไม่มีเป้าแต่จะทำงานเต็มที่ แล้วดีที่สุดได้แค่ไหนก็แค่นั้น วิธีการทำงานอาจจะไม่ได้เหมือนกับบริษัทอื่นเท่าไหร่ เพราะมันเป็นธุรกิจที่ใหม่มาก 
 
พอรู้ว่าต้องขึ้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์มันมีตัวชี้วัดอยู่ แต่นี่เรากำลังอยู่ในน่านน้ำใหม่ ในบลูโอเชียนมันกว้างมาก แล้วเราก็ไม่ได้มาแบบเป็นเจ้าของโรงงาน หรือมีกลยุทธ์มาก Competency ของเขาคืออะไรทำสินค้าที่มีคุณภาพ ใคร ๆ ก็ทำได้เหมือนกัน แต่มันยังไม่เคยมีเจ้าของสื่อที่มาทำสินค้า ทุกคนก็ต้องซื้อสื่อเหมือนกัน เราไม่ต้องซื้อ 
 
คำถามคือเราทำสินค้าได้ดีเท่าเขาไหม ตอนนี้มั่นใจว่าทำได้เท่าแน่นอน ถ้าเขาไม่รับทำ เราก็ไปทำเจ้าอื่น ไปเมืองนอกก็ได้ กลยุทธ์เราก็มี ถ้ามองย้อนกลับเราก็จะเห็นว่ามันมีพวกนี้ เราก็ไม่เคยทำ ไม่รู้จะเรียนรู้จากอะไร เพราะสิ่งที่เราทำมา มันไม่เหมือนคนอื่น มันจึงเป็นการเรียนรู้และปรับตัวไปตลอดเวลา
 
GM Live : พูดถึงคู่แข่งในตลาด เราจะมีกลยุทธ์ยังไงในการมัดใจลูกค้าได้ในระยะยาว
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : คือเวลาธุรกิจ Skincare อาหารเสริมอาจดูเหมือนคู่แข่งมีอยู่ทุกที่เยอะอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าดูเฉพาะช่องทางอย่าง Home Shopping จะเห็นว่าไม่ได้มีเยอะมากนะ มีเพลย์เยอร์อยู่หลัก ๆ ไม่กี่เจ้า ถ้าเราเจาะเฉพาะช่องทางนี้ที่เราออกอากาศอย่างช่อง 8 ที่เป็นดิจิทัลทีวีมันแมส ซึ่งเป็นจุดแข็งของเรา เจ้าอื่นอาจจะไปลงทีวีดาวเทียม ลงออนไลน์ ซึ่งมันก็ไม่ได้ง่ายในการสร้าง Awareness จากการใช้เงินบูสต์ 
 
แต่การจะไปเกี่ยวตัวปลาให้โดน มันยากเหมือนตกปลาในมหาสมุทร ในขณะที่ทีวีมันอยู่หน้าจอ มานั่งดูไปด้วยความบันเทิงแล้วขายของไป ส่วนเรื่องประสิทธิภาพสินค้าก็สำคัญ เราอยากให้เกิดการซื้อซ้ำ เราลงทุนมีเดียไปให้คนรู้จักแบรนด์และเชื่อในแบรนด์เป็นเงินมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าต้องลงทุนไปเรื่อย ๆ มันก็จะเสียเงินไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เราเลยพยายามใช้เวลาไปทำสินค้าให้มีคุณภาพ และสร้างการรับรู้จากผู้ที่ซื้อไปใช้แล้วเกิดการซื้อซ้ำ แล้วเราก็ไม่ต้องลงทุนในการทำแคมเปญอะไรมากมายเพราะถึงเวลาจะเกิดการซื้อซ้ำแบบอัตโนมัติ 
 
ตอนนี้เราก็เห็นแล้วว่าสินค้าส่วนมากมีการซื้อซ้ำค่อนข้างสูงเกิน 50% ทั่วไปจากที่เคยทำงานมาการซื้อซ้ำเกิน 50% ไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ การที่เรายอมใช้เวลาในการพัฒนาโปรดักส์เป็นเรื่องสำคัญ และช่องทางก็มีส่วนเพราะจริงๆ คู่แข่งไม่ได้เยอะขนาดนั้น อีกอย่างเราเตรียมจะขยายช่องทางใหม่ในปีหน้า
 
GM Live : ในอนาคตที่พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนไปเสพย์ช่องทางออนไลน์มากกว่าโทรทัศน์ เราเตรียมรับมืออย่างไร
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : นี่แหละเป็นที่มาของการเตรียมช่องทางใหม่ รวมถึงบุกออนไลน์เยอะขึ้น ช่องทางที่เตรียมนี้จะรองรับได้โดยตรง เราทราบอยู่แล้ว ก็คิดไว้แล้วว่าตัว Home Shopping จะกลายเป็นกลุ่ม Aging Group อันนี้คิดไว้แล้ว เตรียมไว้แล้ว เป็นที่มาว่าทำไมพวกอาหารเสริมกับพวกรักษาผมร่วงถึงขายดี เพราะมันเป็น Aging Group ที่กำลังดูทีวี การที่มี Aging Group ในบ้านเราเข้าสู่ Aging society มีคน 6-7 ล้านคนก็ไม่ควรมองข้ามเพราะเป็นก้อนใหญ่มาก และคนอายุเยอะขึ้นก็มีกำลังซื้อ ไม่ได้มี Exposure เหมือนเด็กรุ่นใหม่ จริง ๆ Convince ยากเหมือนกัน แต่อยู่แล้วอยู่ยาว เราก็เก็บลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ ขณะเดียวกันเราก็มองถึงเด็กที่กำลังโตขึ้นมาในอนาคต เราก็จะขยายออนไลน์แล้วช่องทางใหม่
 
 
GM Live : มองโอกาสและศักยภาพของธุรกิจในปีหน้าว่าจะขยายไปได้เท่าไหร่
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : ค่อนข้างมั่นใจว่าปีหน้าจะเพิ่ม 100% อันนี้เป็นเป้าที่ตัวเองวางไว้นะ จริง ๆ ก็มีเป้าที่ประกาศออกไปแหละ ซึ่งมองว่าเป็นไปได้ในช่องทางใหม่ที่จะเกิดขึ้น แล้วก็สินค้าใหม่ที่อยู่ใน Lineup ที่จะเปิดตัวออกมาทั้งหมด ก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการผลิตบ้างแล้ว บางตัวเป็นสินค้าที่ยังไม่เคยทำมาก่อน ส่วนผสมของการขยายช่องทางใหม่ แล้ว SKU สินค้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า รวมไปถึงลูกค้าที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันและการซื้อซ้ำที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้เติบโตได้ค่อนข้างสูงในปีหน้า โดยเฉพาะรายรับจากช่องทางใหม่
 
GM Live : RS กำลังยื่นเปลี่ยนประเภทธุรกิจกับตลาดหลักทรัพย์ฯจากกลุ่มสื่อเป็นหมวดพาณิชย์ มองอนาคตตัวเองในการเปลี่ยนผ่านในฐานะผู้บริหารธุรกิจที่จะกลายเป็นธุรกิจหลักของบริษัทอย่างไรบ้าง
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : การย้ายพอร์ตเป็นเรื่อง Regulation กับ Flexibility ในการทำงานอยู่แล้ว เพราะว่าด้วยยอดขายที่ค่อนข้างชัดว่าธุรกิจรองมียอดขายเท่าธุรกิจหลัก หรืออาจจะมากกว่าในปีหน้า ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องเปลี่ยนหมวด 
 
ส่วนเรื่องการทำงานจริง ๆ แล้วผมไม่เคยมองว่าทำงานคนเดียว ทุกวันก็คุยกับเฮีย คุยกับคนที่ดูแลคอลเซ็นเตอร์ เราทำงานเป็นทีม แต่ผมจะโฟกัสเรื่องสินค้าใหม่และเรื่องกลยุทธ์เยอะขึ้น ส่วนเรื่องอื่นจะมีคนไปดูแลในส่วนนั้น ๆ ตอนนี้เลยโฟกัสเฉพาะเรื่องสินค้าใหม่เพราะว่าเมื่อสินค้าออกสู่ตลาดแล้ว กลยุทธ์ แพ็คเกจจิ้ง คุณสมบัติ จุดขาย อะไรต่าง ๆ มันต้องเรียบร้อยไม่งั้นก็ขายไม่ได้
 
ช่วงเริ่มต้นเราทำหลายอย่างเกินไปในช่วงเรียนรู้ เลยถอยมาดูตรงนี้มากขึ้น มันไม่ใช่งานฉายเดี่ยวอย่างที่คิด มันเป็นทีมที่ผมดูแลส่วนหนึ่ง แล้วคุยกับบอร์ด RS การตัดสินใจหลัก ๆ เกิดขึ้นในการประชุมนั่นแหละ แล้วค่อยใหม่ทีมมา Implement แล้ววางแผนเสนอ งานต่าง ๆ แล้วเป็นทีมเวิร์คค่อนข้างมาก
 
GM Live : พร้อมรับบทบาทและความท้าทายใหม่ในบริษัทหรือไม่
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : จริง ๆ แล้ว โมเดลใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่องทางใหม่ปีหน้า ก็ถือเป็นบทบาทใหม่แล้ว คือทำงานที่นี้มานาน เฮียน่าจะดูออกว่าเหมาะกับอะไรแล้วโยนงานที่ใช่มาให้อย่างการดีลงานธุรกิจ พอเข้าที่ก็จะให้ทำโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ พอเซ็ตอัพเข้าที่ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น 
 
งานที่กำลังจะเกิดขึ้นยังอยู่ในไลฟ์สตาร์กรุ๊ปอยู่ แต่เป็น Channel ใหม่ มันซับซ้อนมาก เป็นความท้าทายใหม่ เริ่มได้ 2-3 เดือนก็สนุกนะ คือเราอยากรู้ แล้วค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าศึกษาแล้วต้องทำได้ เป็นคนที่มี Mindset อย่างนั้นอยู่แล้ว ก็เลยสนุกดีที่ปลุกปั้น Channel ใหม่
 
GM Live : ถ้าถอดบทเรียนจากการ Shift ธุรกิจไปสายอื่น ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
 
ดร.ชาคริต พิชญางกูร : มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากในการก้าวออกไปจาก Comfort Zone เวลาคิดอะไรใหม่มาเราก็จะยึดติดกับกระบวนการโครงสร้างขององค์กรเดิม มันออกไม่ได้ มันยาก สิ่งที่สำคัญมาก ๆ เลย คือ Mindset ในการกล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ที่เราคุ้นเคยอยู่ แล้วอย่ายึดติดกับความสำเร็จหรือแนวคิดในการทำงานแบบเดิม ๆ อันนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากในการยึดติดกับ Paradigm เดิม ๆ โมเดลเดิม ๆ ธุรกิจเดิม ๆ โดยที่ไม่ได้มองว่าวงจรของธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร 
 
ก่อนที่จะออกไป เราต้องมองเห็น แล้วรีบออกมาก่อนระยะเวลาที่มันจะอยู่ในช่วงขาลง คนที่รอดคือคนที่เข้าไปเร็ว เรียนรู้มันแล้วทำได้ เราต้องมองให้ขาดว่าธุรกิจที่เราทำมันมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า เพราะตามธรรมชาติของคนแล้วถ้ามันไม่อยู่ในช่วงขาลงก็ไม่มองหาของใหม่ กว่าถามตรงๆว่า ณ วันนั้น RS ถ้าไม่อยู่ในธุรกิจมีเดีย และสมมติเพลงยังไปได้ดีมาก เฮียเขาอาจไม่อยากทำตรงนี้ก็ได้ 
 
มันคือข้อจำกัดและปัญหาที่เจอมันนำไปสู่ธุรกิจใหม่ คนเราส่วนมากจะมองหาโอกาสใหม่เมื่อเจอปัญหา แต่เราอย่ารอให้เกิดปัญหา เรามองไปข้างหน้าเพราะธุรกิจสมัยนี้ไม่ได้หาข้อมูลยาก เราเตรียมได้ก่อนเลยว่าจะเอาอะไรมาแทนธุรกิจเดิมของเรา แล้วก็เริ่มทำตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้าถึงเวลามันจะไม่ทัน อย่าลืมว่ามันมี Learning Curve ถ้าไปช้า เวลามันหายไปแล้ว คุณยังไม่เป็นที่รู้จักเลย ก็ตายเลย มีหลายตัวอย่างมากที่เข้าไปช้าเกินไปแล้วไปไม่รอด