x

สำหรับคนที่ช่างสังเกตน่าจะพอรับรู้ว่า บรรดาหนุ่มทั้งในอเมริกาและยุโรป(รวมถึงเอเชีย)เริ่มตอบรับกับกระแสหนวดเครากลับมาได้รับความนิยมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีข้อโต้เถียงว่าเทรนด์นี้อยู่ในช่วงขาลงตั้งแต่กลางปี 2017 ก็ตาม แต่ถ้าดูตามตัวเลขสถิติแล้ว กระแสลุคหนุ่มไว้หนวดเครายังคงมีอิทธิพลมากเลยทีเดียว และยิ่งเห็นได้ชัดจากยอดขายผลิตภัณฑ์โกนหนวดซึ่งปีที่แล้วตัวเลขผลประกอบการดิ่งลงมากพอสมควร
 
สถิติล่าสุดที่เข้าถึงได้และสามารถสะท้อนปรากฏการณ์ความนิยมในหนวดเคราคือสถิติเมื่อปี 2014 ซึ่งพบว่า ผู้ชายทั่วโลกกว่า 13,000 รายพึ่งพาบริการปลูกหนวดเคราบนใบหน้า เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขเมื่อปี 2012 ซึ่งมีผู้เข้ารับบริการรวมประมาณ 4,700 ราย ขณะที่สถิติเมื่อปี 2014 เป็นผู้ชายในแถบเอเชีย 4,200 ราย 
 
ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันเป็นช่วงที่วัฒนธรรม “ฮิปสเตอร์” กำลังถูกพูดถึงในวงกว้าง แต่มาถึงเวลานี้ รายงานข่าวจากสื่อกระแสหลักเริ่มจับสัญญาณกระแสไว้หนวดเคราของชายหนุ่มยุค “มิลเลนเนียลส์” (เกิดระหว่างค.ศ.1981-1996) กลายเป็นอีกหนึ่งสัญญะทางวัฒนธรรมบางอย่างที่ชายหนุ่มกลับมาเลี้ยงกลุ่มขนบนใบหน้าอีกครั้งเริ่มตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน
 
รูปลักษณ์และการรับรู้ของ "เครา"
 
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ออสเตรเลีย สำรวจอิทธิพลของหนวดเคราว่ามีผลต่อแรงดึงดูดทางเพศ, มุมมองต่อนิยามความเป็นชาย และความสัมพันธ์ระยะสั้นและยาวอย่างไรบ้าง โดยสำรวจจากความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 8,520 ราย
 
ผลการศึกษาพบว่า โดยรวมแล้ว ผู้หญิงแสดงความคิดเห็นว่าผู้ชาย “เซ็กซี่” ที่สุดเมื่อไว้เคราหนา(แต่ไม่ได้ถึงขนาดไว้ยาว) ตามมาด้วยเคราแบบสั้น ขณะที่ผู้ชายซึ่งปล่อยเครายาวเต็มที่และผู้ที่โกนหนวดเคราคือกลุ่มที่กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าเซ็กซี่น้อยที่สุด
 
หรือแม้แต่กรณีผู้หญิงที่เล็งหาความสัมพันธ์ระยะสั้นหรือพูดง่ายๆ ว่า “One Night Stand” ก็แสดงความคิดเห็นว่าผู้ชายที่ไว้เคราบางน่าดึงดูดที่สุดในอัตราส่วนใกล้เคียงกับผู้ชายที่ไว้เคราหนา แต่ต้องย้ำว่าผลข้อนี้เป็นกลุ่มผู้หญิงที่มองหาความสัมพันธ์เพื่อความสนุกระยะสั้นโดยไม่ได้ผูกพันระยะยาว
 
ถ้าพูดให้กว้างขึ้น นิยามของการไว้เคราเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้แต่มาสซิมิเลียโน เมนอสซี่ รองประธานบริษัทยิลเลตต์ ประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ บริษัทผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์โกนหนวดแถวหน้าของโลกยังยอมรับว่า ผู้ชายไม่ได้ถูกตัดสินในเชิงลบอันเนื่องมาจากรูปลักษณ์ภายนอกเมื่อมีเคราอีกต่อไป ผู้ชายที่มีหนวดเคราก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคนขี้เกียจหรือไม่ให้เกียรติคนอื่นอีกแล้ว
 
ความคิดเห็นนี้สอดคล้องกับผลวิจัยเมื่อปี 2016 เรื่อง การไว้เคราใต้บริบทเมืองใหญ่​ ศึกษาภายใต้สมมติฐานว่าภาวะความเป็นชายอาจถูกขับเน้นใต้สภาพเมืองที่ประชากรหนาแน่น งานวิจัยนี้เผยแพร่ในนิตยสารวิชาการชื่อ “วิวัฒนาการ และพฤติกรรมมนุษย์” เมื่อเดือนมีนาคม 2017 ผลการวิจัยพบว่า ในเมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่นและมีตัวเลขรายได้เฉลี่ยน้อยกว่าที่อื่นมักพบผู้ไว้หนวดเครากันแพร่หลาย 
 
เหตุผลเบื้องหลังของปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับสภาพสังคม เมื่อรายได้หายากขึ้น ตลาดแรงงานแข่งขันสูง ผู้ชายมักมีความรู้สึกต้องยกระดับความเป็นชายขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อม ดร.บาร์นาบี ดิ๊กสัน หนึ่งในทีมวิจัยแสดงความคิดเห็นผ่านนิวยอร์กไทมส์ ระบุว่า เมื่อเทียบจากผลที่ได้จากการวิจัย ทำให้เชื่อได้ว่า หากการแข่งขันทางสังคมลดระดับความเข้มข้นลง และมุมมองเรื่องการแสดงความแข็งแกร่งในตัวเองลดความสำคัญลง ผู้ชายก็มีแนวโน้มลดการเน้นย้ำความเป็นชายด้วยการโกนหนวดหรือดูแลตกแต่งหนวดเคราของตัวเองมากขึ้น
 
ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลง
 
ความเปลี่ยนแปลงต่อมุมมองทางวัฒนธรรมทางสังคมที่เกิดขึ้นในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมานอกจากส่งผลเชิงวัฒนธรรมแล้วยังส่งผลทางเศรษฐศาสตร์ที่จับต้องได้ด้วย ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบก็คือบริษัทผู้ผลิตสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์โกนหนวดนั่นเอง 
 
งานศึกษาของบริษัทยิลเล็ตต์ ระบุว่า ทศวรรษที่ผ่านมา ค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งที่ผู้ชายโกนหนวดต่อเดือนลดลงจาก 3.7 เหลือ 3.2 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม หลักฐานที่เป็นรูปธรรมคือตัวเลขยอดขายในปี 2018 จนถึงเดือนมิถุนายนลดลง 5.1% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปีก่อนหน้านี้
 
ด้วยกระแสความนิยมและมุมมองทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทที่ผลิตสินค้าดูแลตกแต่งหนวดเคราก็ต้องดิ้นรนหาทางเร่งยอดขาย บริษัทยิลเล็ตต์ ต้องปรับลดราคากว่า 12% และหันมาดันสินค้าไลน์ดูและขนบนหน้าเช่นเครื่องแต่งหนวดเครา 
 
ยิลเล็ตต์ ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่ต้องปรับแผนการตลาด แบรนด์ทางเลือกอื่นอย่าง เอดจ์เวลล์ และแฮร์รี่ส์ สตาร์ทอัพที่ทำผลิตภัณฑ์มีดโกน เริ่มบุกตลาดออนไลน์และดึงไลน์สินค้าดูแลตกแต่งขนบนใบหน้ากลับมาเสริม
 
ผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลตกแต่งของยิลเล็ตต์ทำยอดขายเพิ่มขึ้น 4.2% ระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2017 ถึงเดือนเดียวกันในปี 2018 โดยกลุ่มยิลเล็ตต์ ยอมรับว่า การเข้าเทคโอเวอร์แบรนด์ The Art of Shaving แบรนด์ผลิตภัณฑ์ตกแต่งดูแลรูปลักษณ์ของท่านชายเมื่อปี 2009 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาได้เปรียบจากที่แบรนด์ที่มีหน้าร้านกว่า 100 แห่งที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม 
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น "กระแส" มีขึ้นย่อมมีลง แต่ถ้าถามว่าเทรนด์ในอนาคตจะออกมาในทิศทางไหน คงตอบได้ยาก แต่ความคิดเห็นของดร.ดิ๊กสัน น่าจะพอช่วยให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น

“เมื่อการไว้หนวดเครากลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป มันย่อมหมายความว่า เสน่ห์ของมันน้อยลงเมื่อเทียบกับเสน่ห์ในช่วงที่คนไว้เคราหาได้ยาก...นั่นจึงอธิบายว่าทำไมแฟชั่นและเทรนด์เกี่ยวกับหนวดเคราค่อนข้างไม่คงที่เมื่อเวลาผ่านไป”