เหตุการณ์อื้อฉาวกรณีข้อมูลของผู้ใช้เฟซบุ๊กกว่า 86 ล้านบัญชีถูก Cambridge Analytica ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์พฤติกรรม เอาไปใช้ประโยชน์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กกลุ่มดังกล่าวไม่ได้รับรู้ด้วย เป็นเหตุการณ์ที่ทำลายความไว้วางใจระหว่างผู้ใช้กับเฟซบุ๊กอย่างรุนแรง
 
เพราะเรื่องนี้เฟซบุ๊กรับรู้ปัญหามานานแล้วหลายปีแต่กลับมิได้มีมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการ จนกระทั่งสื่อออกมาแฉจึงได้สั่งแบน Cambridge Analytica ไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง
 
"มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก" ในฐานะผู้ก่อตั้งและนายใหญ่ของเฟซบุ๊กจึงตกเป็นเป้าของการตำหนิ และวุฒิสภาสหรัฐฯ ยังได้เรียกตัวซัคเคอร์เบิร์กมาชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่เฟซบุ๊กก่อขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ 
 
แต่ก็มีผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ หรือไม่มีปัญหาอะไรเลย บ้างก็คิดไปว่าคนที่ไม่พอใจเฟซบุ๊กมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง จึงเข้าไปให้กำลังใจบนเพจทางการของเขา พร้อมไล่ให้คนที่ไม่พอใจ "ระงับการใช้งาน" (deactivate) บัญชีเฟซบุ๊กของตัวเองไปเสีย
 
 
"คุณสามารถระงับการใช้งานบัญชีของคุณได้นิ ไม่มีใครบังคับให้คุณมาอยู่บน fb สักหน่อย" (Masuma Akter)
 
"มาร์กจะเอาข้อมูลส่วนตัวของคุณไปขายได้ยังไง??? ถอนการติดตั้งเฟซบุ๊กกับเมสเซนเจอร์แล้วก็เพลย์สโตร์ไปสิ ข้อมูลส่วนตัวของคุณจะได้ไม่หาย,,,,ถ้าคุณรู้สึกว่าเฟซบุ๊กทำให้คุณเสียหาย ถ้าคุณคิดว่าเฟซบุ๊กไม่ปลอดภัยและไม่มีอะไรดีสำหรับคุณ ก็หยุดใช้เฟซบุ๊กซะ,,," (Jeanette Leigh Flores Bennett)
 
"ในฐานะสาว 'แก่' นี่คือมุมมองของฉันต่อเรื่องความเป็นส่วนตัว ถ้าคุณไม่ต้องการให้เรื่องส่วนตัวxxxๆ ของคุณถูกเผยแพร่ออกไป ก็อย่ามาเป็นสมาชิกโซเชียลมีเดียที่ให้บริการฟรีเพื่อให้คุณมาแชร์เรื่องส่วนตัวอะไรสิ ถ้าไม่อย่างนั้นก็อย่ามางอแง คุณคิดว่าโฆษณาเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องไม้เครื่องมือจู่ๆ มันโผล่ขึ้นมาเองเวลาคุณเสิร์ชหาพวกมันเหรอ? นี่ไม่ได้เป็นแฟนซัคฯ หรอกนะ แต่เที่ยวมางอแงนี่มันงี่เง่าว่ะ ไม่เห็นมีใครจะตื่นเต้นอะไรเวลาโอบามาถูกโยงว่าใช้ข้อมูลของผู้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งก่อนของเขาเลย แล้วนี่จริงๆ มันเป็นเรื่องอะไรกันแน่?" (Tricia Conlins Stafford)
 
ผู้ที่ออกมาปกป้องเฟซบุ๊กมักจะอ้างแต่ "เสรีภาพ" ในการประกอบกิจกรรมของแต่ละฝ่าย "ไม่มีใครบังคับ" ให้ใครมาใช้เฟซบุ๊ก 
 
แต่สำหรับผู้ให้บริการ เสรีภาพไม่ใช่แค่หลักการเดียวที่พวกเขาจะต้องเคารพ ความรับผิดชอบต่อผู้รับบริการก็เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการต้องคำนึงถึง ไม่ใช่ว่าผู้รับบริการไม่ชอบใจบริการของตัวเองก็ไล่ให้เขาไปหาผู้ให้บริการรายอื่นแทน 
 
ถ้าคนขายก๋วยเตี๋ยวทำให้คนกินก๋วยเตี๋ยวต้องเสียหาย คนขายก็ต้องรับผิดชอบไม่ใช่ไล่ให้ไปกินร้านอื่นแล้วเรื่องจะจบ แม้คนซื้อจะไม่กลับมากินอีก ความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้ว คนขายก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี
 
ยิ่งเป็นบริการสาธารณะผู้ให้บริการก็ควรต้องมีความรับผิดสูงยิ่งขึ้น เหมือนคนเปิดโรงเรียนแล้วสอนไม่ได้มาตรฐาน หากถูกร้องเรียนจากผู้ปกครองก็ต้องพิจารณาปรับปรุงให้ได้มาตรฐาน ไม่ใช่ไล่ให้ผู้ปกครองพาเด็กไปหาที่เรียนอื่น
 
นี่คือความรับผิดชอบต่อสังคมอันเป็น "หน้าที่" ของผู้ให้บริการซึ่งได้รับประโยชน์จากการมีอยู่ของสังคม 
 
ไอเดียเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ให้บริการยังนับเป็นเรื่องใหม่ เพิ่งมีการผลักดันในระดับนานาชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองไทยกว่าจะมีกฎหมายรองรับก็เมื่อปี 2522 นี่เอง 
 
คนมีอายุหน่อยจึงอาจไม่เข้าใจว่าทำไมคนประกอบธุรกิจจะต้องมาคอยรับฟังเสียงบ่นของผู้รับบริการ (เหมือนสาวแก่ที่ออกมาปกป้องเฟซบุ๊ก?) เพราะสมัยก่อนผู้ให้บริการแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อผู้รับบริการหากไม่เข้าลักษณะของกฎหมายเดิมที่บังคับใช้อยู่ก่อน อย่างเช่นการฉ้อโกง หรือการละเมิดทั่วๆ ไป 
 
(คล้ายๆ กับความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อประชาชน หากเป็นรัฐบาลเผด็จการก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ใครไม่พอใจรัฐบาลก็อาจถูกผู้สนับสนุนไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่น ต่างกับประเทศประชาธิปไตยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ซึ่งประชาชนสามารถแสดงออกถึงความไม่พอใจได้ผ่านการประท้วง หรือการเลือกตั้ง)
 
แต่ภายหลังสังคมเห็นร่วมกันแล้วว่า ผู้บริโภคจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครอง ไม่อาจปล่อยให้ผู้ให้บริการประกอบกิจการตามใจชอบได้อีกต่อไป การประกอบกิจการแต่ละประเภทควรต้องมีมาตรฐานตามหลักวิชาชีพ 
 
อย่างไรก็ดี กิจการโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กเป็นกิจการที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่เคยมีการตั้ง "มาตรฐาน" ว่าพวกเขาควรมีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคเพียงใด แต่เมื่อมีกรณีของ Cambridge Analytica ขึ้นมามันก็ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างกว้างขวางมาก
 
การตำหนิเฟซบุ๊ก หรือพี่มาร์กจึงเป็นการสะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่ฝ่ายกฎหมาย หรือผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้องจะต้องมาพิจารณาว่า พวกเขาควรจะต้องตั้งมาตรฐานการดำเนินกิจการในลักษณะนี้หรือไม่ หรือจะปล่อยให้เฟซบุ๊กตั้งกฎของตัวเองแล้วจะปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเขา ใครไม่พอใจก็ไปเล่นโซเชียลตัวอื่น 
 
ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นสุดท้ายแล้ว ก็อาจเกิดปัญหาลักษณะเดียวกันขึ้นได้อีก ต่อให้คนบางส่วนย้ายไปเล่นโซเชียลตัวอื่นกันแล้วก็ตาม