x

คะแนน : 8 คะแนน
คอลัมน์ : หนัง ชวน เชื่อ
เรื่อง : ณัฐกร เวียงอินทร์
 
ฟอร์มของหนังฟีลกูดเรื่อง Wonder(2017) ไม่น่าแปลกใจหากมันจะเป็นหนังที่ใช้ภาษาไอดอล คือมันสามารถ “ตกเหยื่อ” แฟนหนังได้อย่างชาญฉลาดด้วยการนำสูตรของหนังฟีลกู๊ด ที่ผสมเรื่องครอบครัว เพื่อน และการยอมรับตัวเองไว้อย่างละมุน
 
“Wonder” สร้างขึ้นจากวรรณกรรมเยาวชนผลงานของ อาร์ เจ ปาลาซิโอ้ ติดอับดับ 1 New York Times Bestseller นานถึง 89 สัปดาห์ ยิ่งได้สตีเฟน ชาบอสกี้ ผู้กำกับหนังฟีลกู๊ดแนวข้ามผ่านพ้นวัย (Coming of Age) อย่าง The Perks of Being a Wallflower ทำให้พอเชื่อถือได้ว่า หนังคงจะไม่เลี่ยนแบบผิดที่ผิดทางระดับหนึ่งแน่ ๆ
 
กับเรื่องราวของ อ๊อกกี้ พูลแมน(เจค็อบ เทรมเบลย์) ซึ่งถูกผ่าตัดหน้ามาตั้งแต่เด็กเพราะอาการป่วย หน้าตาจึงผิดรูป แประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ นั้นอยู่ที่ ตัวอ๊อกกี้ จะปรับตัวเข้ากับสังคมที่มองเรื่องหน้าตาของคนในอีกแบบหนึ่งได้อย่างไร ผ่านประสบการณ์การปรับตัวเข้าเรียนในโรงเรียน
 
ทุกสิ่งที่อย่างจึงดูชี้นำมาที่ว่า ครอบครัว เพื่อน และสังคม ปฏิบัติอย่างไรกับตัวอ๊อกกี้เอง ซึ่งแน่นอนว่าในสังคมที่ความสำคัญกับ “ความถูกต้องทางการเมือง” หรือ PC (Political Correctness) การเหยียดหน้าตาหรือสังขารคนจึงกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในเรื่องหลักการ (ที่ถูกยกระดับเป็นจริยธรรมแบบ PC) ตัวร้ายในหนังจึงถูกนิยามอย่างเรียบง่ายว่า คือคนที่ใช้คำพูด การกระทำดูถูกอ๊อกกี้
 
 
เรื่องราวของชีวิตอ๊อกกี้ จึงเล่าด้วยโครงสร้างที่เรียบง่าย คุ้นเคย ไม่ต่างอะไรกับที่เราฟังเพลงป๊อปเพราะ ๆ ที่เราคุณเลยว่าเนื้อมาแบบนี้ ทำนองมาแบบนี้ เราพร้อมที่จะหลงรักมันอย่างแน่นอน ตัวละครรอบข้างจึงแบ่งเป็นตัวละครสองกลุ่ม นั่นคือ ตัวละครที่รักและไม่รักอ๊อกกี้ ซึ่งท้ายที่สุดเดาได้ไม่ยากว่าตัวละครที่ไม่รักอ๊อกกี้ในที่สุดก็จะเปลี่ยนใจมารักเด็กน้อยคนนี้แทน
 
รสชาติของ Wonder จึงค่อย ๆ เปลี่ยนอารมณ์ของหนังจากขมมาเป็นหวาน หวานจนน้ำตาลฉาบ จากเด็กน้อยอ๊อกกี้ที่ไม่มั่นใจตัวเองเพราะหน้าตา จนทำให้เขาต้องสร้างส่วนตัวขึ้นมาด้วยการใส่หน้ากากมนุษย์อวกาศและอยู่ในโลกสมมติของ Star Wars อันเป็นภาพยนตร์โปรดของเขา อันแสดงให้เห็นว่า อ๊อกกี้มองว่าตัวเองแปลกแยกไปจากมนุษย์โลก จึงไปอยู่ในจักรวาลของตัวเอง
 
แต่ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้าง ทั้งพ่อแม่(จูเลีย โรเบิร์ตสและโอเวน วิลสัน เล่นบทนี้คู่กันได้น่ารักมาก) พี่สาว เพื่อนที่โรงเรียน หรือโดยคนรอบข้างอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ คลี่คลายว่าจะวางตัวอย่างไรกับอ๊อกกี้ดี ทำให้หนังดำเนินไปข้างหน้าเรื่อย ๆ ซึ่งเรื่องเล่าของคนรอบข้างค่อนข้างจะเป็นปัญหาในหนังระดับหนึ่งตรงที่ว่า ที่มาที่ไปของตัวละครออกจะมีน้ำหนักน้อยไปสักหน่อย แต่ทิศทางของหนังที่พอจะชดเชยตรงนี้ได้เยอะคือ การใช้มุมมองที่หลากหลายในการเล่าเรื่องของอ๊อกกี้ ที่ไม่ใช่ผ่านแต่เพียงสายตาอ๊อกกี้ แต่ผ่านการเล่าเรื่องของตัวละครอื่น ๆ ที่มีมุมมองต่อตัวอ๊อกกี้เอง แล้วแถมเล่าเรื่องของตัวเองพอให้รู้จักกันนิด ๆ หน่อย ๆ ดุจดังนักท่องเที่ยวทัวร์ยุโรป 7 ประเทศใน 3 วัน ที่เน้นการทัวร์เร่งรีบพอให้เข้าใจภาพคร่าว ๆ ของสถานที่นั้น ๆ
 
Wonder โดยโครงเรื่องหลักพูดถึงการทำความเข้าใจในตัวอ๊อกกี้และการข้ามพ้นผ่านวัยของตัวละครที่เราเข้าใจตัวเองว่าเราเปลี่ยนโลกที่มองเราไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนมุมมองตัวเองได้ (การที่ช่วงหลังอ๊อกกี้ยอมเปิดเผยหน้าตัวเองโดยไม่ใช้หน้ากากอวกาศ แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่คลี่คลายของตัวอ๊อกกี้เอง) มันเป็นความฟีลกู๊ดแบบชนชั้นกลางอเมริกันมาก ๆ จนอาจจะทำให้หลายคนมองว่ามันดู oversimplify หรือแลดูเรียบง่ายจนเกินไป
 
แต่ผมมองว่ามันคงไม่ใช่ปัญหาอะไร หากชีวิตจะมีมุม “โลกสวย” บ้าง หากเราดูแลล้วพยายามทำความเข้าใจว่า ใต้พื้นผิวที่แสนหวานของหนัง มี “สาร” ระหว่างทางที่สำคัญอะไรแทรกอยู่บ้าง?
 
สิ่งที่อยู่ภายใต้พื้นผิวของเรื่องราวเหล่านี้ คือเรื่องที่น่ามาคิดต่อ นั่นคือเรื่องของ Lookism แม้ว่าจะเป็นประเทศที่เสรีขนาดไหน แต่เรารู้กันดีว่า คนเรามักจะมอง “ลุค” มาก่อนเนื้อหาเพราะมันเป็นสิ่งแรกที่เรามองเห็น กล่าวอย่างไม่ PC คนที่มีบุคลิกดีมักจะมีแต้มต่อในสังคมเสมอ นี่คือปัญหาเล็ก ๆ อย่างหนึ่งของหนังที่แม้พยายามจะทำให้เรารู้สึกว่าหน้าตาไม่สำคัญเท่ากับนิสัยและความสามารถ แต่ที่สุดเราจะละเลยที่จะตั้งคำถามไม่ได้ว่า เราให้ความสำคัญกับความสามารถมากกว่าบุคลิกหน้าตา จริงหรือ?
 
 
การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนหรือการ Bullying ก็เป็นอีกเรื่องราวใต้พื้นผิวของ Wonder ที่น่าสนใจอีกเรื่อง ปัจจุบันเราจะเห็น ภาพยนตร์หรือซีรีส์ หลายต่อหลายเรื่องพยายามทำเข้าใจในมุมนี้ อย่างที่เราเห็นในซีรีส์ดังของ Netflix อย่าง 13 Reasons Why ซึ่งค่อนข้างหนักและซีเรียส แต่กับ Wonder กลับทำให้ประเด็นนี้ถูกเล่าอย่างเรียบง่าย นั่นคือการเล่าเรื่องในรูปแบบ Carrot and Stick ทำดีก็ได้รับผลดี แต่ถ้าทำไม่ดี อย่างเช่นแกล้งเพื่อนหรือทำร้ายเพื่อนกับได้รับการลงโทษและบทเรียนกันไป
 
แม้ว่าจะสะกิด จิกกัด Wonder ให้เจ็บ ๆ กันบ้าง แต่โดยภาพรวม และ “ความคิดแรก” หลังจากที่ชมหนังเรื่องนี้ ยังคิดว่า Wonder นั้นเป็นหนังที่ดีอยู่ และแม้ว่ามันจะ feel good เทียบชั้นกับหนังคลาสสิคเจ้าประจำช่วงเทศกาลคริสต์มาสอย่าง It's a Wonderful Life (1946) แต่ถ้าหาก Wonder เข้าโรงยาวถึงวันคริสต์มาส
 
ก็อยากให้ชวนครอบครัวไปดูหนังเรื่องนี้กัน ถ้าไม่ฟินก็คงชวนสะกิดคนข้าง ๆ ให้น้ำตาไหลไปกับอ๊อกกี้อย่างแน่นอน