x

เรื่อง : อนันต์ ลือประดิษฐ์

เวลาพูดถึงกิจกรรม “มาสเตอร์คลาส” (Masterclass) ที่จัดให้มีขึ้นอยู่บ่อยครั้งในระยะหลัง แต่ละคนอาจมีจินตนาการไปคนละแบบ ตามพื้นเพ ภูมิหลัง และประสบการณ์ เพราะมาสเตอร์คลาสของแต่ละแวดวงวิชาชีพ หรือแวดวงความสนใจ เน้นหนักไปที่คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ร่วมกิจกรรม (requirement) ที่แตกต่างกันไป

มาสเตอร์คลาสดนตรี เรียกร้องทักษะและความสามารถทางดนตรี ในระดับที่สื่อสารกันได้ เช่นอ่านโน้ตได้ หรือมีความเข้าใจในองค์ประกอบของเสียงดนตรี ขณะที่มาสเตอร์อาหาร คุณจะต้องมีความเข้าใจในตัววัตถุดิบ และมีทักษะในการประกอบอาหารมาพอสมควร

Lorenzo Ruggeri บรรณาธิการของ Gambero Rosso

 

ส่วนมาสเตอร์คลาสไวน์ ดูเผินๆ เหมือนใครก็ได้ที่สามารถเข้าห้องบรรยายเพื่อชิมรสชาติของไวน์แต่ละชนิด แต่จริงๆ แล้ว หากคุณมีพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องไวน์มาบ้าง จะมีส่วนเสริมให้เข้าถึงเนื้อหาที่วิทยากรนำเสนอ ซึ่งประกอบด้วยศัพท์เฉพาะต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น

มิสเตอร์ ฟรานเชสโค ซาเวริโอ นิสิโอ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย (คนที่ 2 จากขวา) และ Marco Sabellico ผู้เชี่ยวชาญด้านอิตาเลียนไวน์ (คนขวาสุด)

 

ในงาน Top Italian Wines Roadshow โดย Gambero Rosso ที่จัดขึ้น ณ โรงแรมพูลแมน ถนนอโศกมนตรี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา รูปแบบเป็นงานแฟร์ขนาดย่อมที่ได้มาตรฐาน พื้นที่หลักรายล้อมด้วยบู้ธกองทัพผู้ผลิตไวน์เกือบ 70 รายจากอิตาลี ที่เดินทางมาถึงใจกลางกรุงเทพฯ งานออกแบบในลักษณะ walking around ให้ทุกคนสอบถามและเลือกชิมกันได้ตามอัธยาศัย นอกจากนี้ ภายในยังจัดให้มีเนื้อหาวิชาการ เป็นมาสเตอร์คลาสถึง 3 เซสชั่นด้วยกัน

มาสเตอร์คลาสของ Gambero Rosso เป็นเสมือนการนำเสนอ “องค์ความรู้” ของอิตาเลียนไวน์ ผ่านการแนะนำแหล่งผลิตไวน์ทั่วทั้งประเทศอิตาลี โดยวิทยากร 2 ท่าน คือ Marco Sabellico ผู้เชี่ยวชาญด้านอิตาเลียนไวน์ และ Lorenzo Ruggeri ซึ่งเป็นบรรณาธิการของ Gambero Rosso

 

 

เริ่มต้นเซสชั่นแรกในช่วงเช้า เป็นการแนะนำแหล่งผลิตไวน์ทางตอนเหนือของอิตาลี ประกอบด้วยพื้นที่หลัก อย่าง Piedmont , Lombardy, Veneto และ Friuli-Venezia Giulia มีการแนะนำไวน์ชั้นดี อย่าง Barolo และ Barbaresco ที่ผลิตจากองุ่นท้องถิ่นพันธุ์ Nebbiolo จากเขต Piedmont

เซสชั่นที่สอง เริ่มขึ้นหลังเที่ยง แนะนำแหล่งผลิตไวน์ทางตอนกลางของประเทศ เช่น Liguria , Emilia-Romanga, Marche, Lazio, Umbria และแน่นอนทีเดียวว่า ต้องมีไฮไลท์จากเขตไวน์ Tuscany รวมอยู่ด้วย ซึ่งในจำนวนนี้ นอกจาก Chianti Classico แล้ว ยังมีไวน์ขบถแห่งทัสคานี หรือที่รู้จักในนาม Super Tuscany อย่าง Sassicaia  ปี 2014 ที่ผู้ผลิต Tuneta San Guido นำเสนอให้ทุกคนได้ชิมกัน

ส่วนเซสชั่นสุดท้าย เริ่มขึ้นในตอนบ่าย เป็นการบรรยายพื้นที่ผลิตไวน์ทางตอนใต้ของอิตาลี ซึ่งวิทยากร Lorenzo ระบุว่า “เป็นแหล่งผลิตไวน์จำพวกคลื่นลูกใหม่ ที่มีสีสันน่าตื่นเต้นมากที่สุดของอิตาลี เพราะประกอบด้วยผู้ผลิตหน้าใหม่ กับไวน์ชั้นดีในราคาประหยัด เพื่อทุกคนได้ค้นหา” มีทั้งเขต Campania , Calabria , Abruzzo , Puglia รวมถึงเกาะใหญ่ 2 เกาะในทะเลเมดิเตอเรเนียน นั่นคือ Sicily และ Sardinia

 

 

เนื่องจากแต่ละเซสชั่นมีตัวอย่างไวน์ให้ทำความรู้จักค่อนข้างมาก เฉลี่ยเซสชั่นละ 20 ตัว ภายใต้เวลา 90 นาที จึงทำให้แนวทางการบรรยายของวิทยากรค่อนข้างเร่งรีบเพื่อให้ทันต่อเวลา อย่างไรก็ดี ในช่วงเนื้อหาสั้นๆ นี้ ก็ยังมีไวน์ชั้นดีที่น่าพูดถึงอยู่หลายตัวด้วยกัน

ยกตัวอย่างเช่น ไวน์ขาว Callas Malvasia 2014 ผลิตจาก Malvasia พันธุ์องุ่นท้องถิ่นแถบเมดิเตอร์เรเนียน ของผู้ผลิต Monte Delle Vigne จากเขต Emilia-Romagna ซึ่งผู้ผลิตไวน์ ใช้ชื่อ Callas เพื่ออุทิศให้แก่ Maria Callas นักร้องเสียงโซปราโนระดับตำนาน โดยตัวไวน์ค่อนข้างดื่มง่าย มีกลิ่นหอมของดอกไม้อบอวล ให้รสชาติแบบ ออฟ-ดราย โดยมีการจบทิ้งท้ายที่ค่อนข้างยาว นอกจากรับประทารกับอาหารอิตาลีจำพวกสลัดแล้ว ยังเหมาะสำหรับการรับประทานกับซูชิอีกด้วย

Chianti Classico Gran Riserva Ducale Oro 2012 จากผู้ผลิตชื่อดังอย่าง Ruffino เป็นไวน์แดงจากทัสตานี ที่มีส่วนผสมของ Sangiovese 90 % เป็นไวน์ฟุลบอดี ที่มาพร้อม acidity ที่กระฉับกระเฉง กับแทนนินอันนุ่มนวล กลิ่นรสออกไปทางเร็ดเบอร์รีทั้งหลาย ทั้ง ไวโอเล็ท, เชอร์รี และพลัม ด้วยลักษณะโครงสร้างที่แข็งแรงของไวน์ จึงสามารถเก็บไว้ในเซลลาร์ได้หลายปี

ไวน์จากเกาะซิซิลี อย่าง Hugonis ปี 2014 จากผู้ผลิต Tenute Rapitala เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นสำหรับเซสชั่นที่ 3 ด้วยส่วนผสมของ Cabernet Sauvignon กับพันธุ์ไวน์ท้องถิ่นอย่าง Nero D’Avola บนพื้นที่เพาะปลูกที่สูงจากระดับน้ำทะเลราว 300-400 เมตร ด้วยดินที่สภาพสมบูรณ์แบบ Clay Soil กับระบบ low yield ทำให้ไวน์ที่ได้มีความเข้มข้น ฟุลบอดี สัมผัสได้ถึงแสงแดดอันเจิดจ้าแห่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไวน์ให้กลิ่นหอมของกูเกต์หลากหลาย ตามด้วยพริกไทย และมินท์ที่น่าประทับใจ

บรรยากาศภายในงาน 

 

Top Italian Wines Roadshow ในวาระครบรอบความสัมพันธ์ 150 ปี ไทย-อิตาลี ไม่เพียงเป็นกิจกรรมของภาคธุรกิจบริการอาหารเครื่องดื่มเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอิตาเลียนที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะสำหรับคนรักไวน์ เพราะคุณสามารถทำความรู้จักและอัพเดทข่าวสารกับผู้ผลิตไวน์ชั้นดีจากอิตาลีได้ภายในวันเดียว

และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไมงานนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่คนรักไวน์ต่างเฝ้ารอในแต่ละปี.