x

“เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม?” คำตอบในตอนนี้สำหรับคนกรุงเทพ คงจะต้องตอบว่า “ไม่” 
 
ไม่มีใครมีอารมณ์อยากจะร้องเพลงนี้กันสักเท่าไหร่ เพราะหันไปมองท้องฟ้าในวันนี้ ไม่อาจเห็นทั้งท้องฟ้าและดวงดาวได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีรายงานออกมาว่ามีปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 69-94 มคก./ลบ.ม. เกินเกณฑ์มาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.)
 
เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงตอนไปเที่ยวประเทศจีน โดยเฉพาะที่หัวเมืองใหญ่ หรือเมืองอุตสาหกรรม เรามักจะเห็นฟ้าหม่น ๆ จากฝุ่งละอองที่เกิดจากการภาคการผลิตของประเทศนี้
 
ในทุกการ “พัฒนา” ย่อมมีต้นทุนเสมอ เช่นเดียวกันกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของประเทศจีน ที่ใช้เวลาเพียง 20 กว่าปี จากการเริ่มทำการผลิตแบบทุนนิยมภายใต้ธงของการปกครองแบบสังคมนิยม โดยเริ่มต้นจากโรงงานมากมายที่ตั้งขึ้นมาในเมืองกวางโจวในยุค 80-90 จนในที่สุดทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่ตอบรับการขยายการผลิต ขนาดเศรษฐกิจของจีนโตวันโตขึ้นจนในวันนี้ ประเทศจีนที่มีประชากรเกือบ 1,400 ล้านคน สามารถสร้างผลผลิตจนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น(หนังสือที่พูดถึงการพัฒนาแบบก้าวกระโดดของจีนที่น่าสนใจเล่มหนึ่งที่อยากแนะนำก็คือ The elephant and the dragon : the rise of India and China and what it means for all of us. ของ Robyn Meredith สำนักพิมพ์มติชนนำหนังสือเล่มนี้มาแปลเป็นไทยในชื่อ “มังกรทะยาน คชสารผยอง” นอกจากหนังสือจะพาเราไปทำความเข้าใจเศรษฐกิจจีนแล้ว ยังมีเรื่องของการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินเดียมานำเสนอได้อย่างแหลมคมอีกด้วย)
 
แต่เหรียญด้านหนึ่งของ “การพัฒนา” นำมาซึ่งต้นทุนมากมายที่ต้องแบกรับ หนึ่งในนั้นก็คือ ปัญหามลภาวะ ทั้งทางน้ำและทางอากาศ แต่ในประเทศที่รัฐ เฝ้ามองกิจกรรมของประชาชนในนามของ “ความมั่นคง” อย่างประเทศจีน ปัญหาดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกนำเสนอในเชิงลึกนัก จนมีหนังสารคดีที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากมายอย่างเรื่อง Under The Dome ถูกปล่อยออกมาในโลกออนไลน์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว กลายเป็นกระแสที่ผู้คนในประเทศจีนหยิบประเด็นนี้มาพูดถึงกันอีกครั้งด้วยเสียงดังกว่าที่เคย
 
Under the Dome – Investigating China’s Smog (2015) หรือ Under The Dome เป็นผลงานภาพยนตร์ที่ไช่จิง อดีตผู้สื่อข่าวช่อง CCTV ได้ลงทุนสร้างขึ้นมาด้วยเงินส่วนตัวถึง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อนำเสนอเหรียญอีกด้านของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่หยุดยั้งของประเทศจีน ไช่จิงหยิบยืมชื่อภาพยนตร์มาจากซีรี่ส์อเมริกันเรื่อง Under The Dome ที่พูดถึงเมืองหนึ่งที่วันดีคืนดีมีโดมคลุมรอบเมืองทำให้ติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้ ซึ่งเธอเปรียบเสมือนชีวิตของคนจีน ที่มลภาวะทางอากาศที่ปกคลุมในเมืองใหญ่ทั่วแดนมังกร เป็นเหมือนโดมขนาดใหญ่ที่ทำให้เธอไปไหนไม่ได้ ทำให้ไช่จิงต้องเลี้ยงลูกอยู่แต่ในบ้านที่ปักกิ่ง ไม่สามารถเดินทางออกไปไหนมาไหนได้เพราะคุณภาพอากาศไม่ค่อยดีนัก เธอกลัวลูกของเธอจะร่างกายไม่แข็งแรงหากจะต้องออกไปข้างนอก
 
 
จุดเริ่มต้นของการทำสารคดีเรื่องนี้เกี่ยวกับลูกสาวของเธอโดยตรง เริ่มต้นมาจากตอนที่ไช่จิง กำลังจะคลอดลูก เธอพบว่าลูกสาวของเธอมีเนื้องอกตั้งแต่ที่เธอยังไม่เกิด ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในขณะที่อยู่ในครรภ์ แต่ในที่สุด ด้วยการช่วยเหลือจากทีมแพทย์ ลูกสาวของเธอจึงปลอดภัย
 
ไช่จิงเชื่อว่าที่ลูกเธอเป็นเช่นนี้นั่นมาจากมลพิษที่ประเทศจีน เธอลาออกจากงานมาดูแลลูก และค้นหาความจริงว่า ภายใต้ปริศนาของ “หมอกควัน” ที่ปกคลุมในเมืองใหญ่ของจีน เธอค้นพบอะไรภายใต้ฝุ่นควันที่ที่ปกคลุมเมื่อเหล่านี้
 
และจากการศึกษาของไช่จิง ทำให้เห็นว่า อุตสาหกรรมจากโลกงาน และการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมีผลอย่างมากที่ทำให้คุณภาพอากาศในเมืองใหญ่ของจีนเลวร้ายลงเรื่อย ๆ อย่างใน 1 ปี ที่เมืองปักกิ่งจะมีอยู่ถึง 175 วัน ที่คุณภาพอากาศของปักกิ่งจะเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ซึ่งเมืองใหญ่เมืองอื่นในจีนก็ประสบปัญหานี้ไม่ต่างกัน หรืออย่างพื้นที่แม่น้ำในมณฑลชานซี 88 เปอร์เซ็นต์ปนเปื้อนสารพิษ และ ในพื้นที่แม่น้ำ 62 เปอร์เซ็นต์ น้ำไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป
 
Under The Dome นอกจากจะตีแผ่ในเรื่องมลภาวะทางอากาศและน้ำที่จีนกำลังประสบแล้ว หนังสารคดีชิ้นนี้ก็ได้พยายามเชื่อมโยงปัญหานี้ที่เราเห็นปลายเหตุ ไปสู่ตัวละครอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้บ้านเกิดของเธอย่ำแย่ อย่างเช่น ระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเจ้าของโรงงาน อีกทั้งเธอยังเปรียบเทียบปัญหาเดียวกันนี้กับประเทศอื่น ๆ เพื่อให้เห็นว่า ปัญหาของจีนอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้?
 
หลังจากที่ Under The Dome ถูกปล่อยออกมาในวันที่ 28 กุมาพันธ์ 2015 เพียงไม่กี่วัน ยอดคนชมคลิปออนไลน์ของสารคดีชิ้นนี้มีสูงถึง 200 ล้านวิว ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนถูกพูดถึงในวงกว้าง ส่งผลให้ในตอนนี้ทางการจีนซึ่งห่วงภาพลักษณ์ของประเทศอย่างที่สุด ออกมาแบนภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้สารคดี Under The Dome ไม่สามารถชมได้ในประเทศจีน แต่สำหรับผู้คนที่อยู่นอกประเทศจีน สามารถชมสารคดี ชิ้นนี้ได้ในยูทูบ โดยเสิร์ชชื่อ Chai Jing's review: Under the Dome – Investigating China’s Smog 
 
แม้ว่าหนังสารคดีความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที เรื่องนี้จะเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย ที่อาจจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าการเล่าเรื่องมันเริ่มจะหนืดและเอื่อยจนบางจังหวะจะดูน่าเบื่อไปบ้าง แต่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ น่าคิดตามและตั้งคำถามเรื่องคุณภาพชีวิตของเราและคนในสังคมที่ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ร่วมกัน แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในเมืองแบบปักกิ่ง แต่การอยู่ในหัวเมืองใหญ่ อย่างเช่น คนที่อยู่กรุงเทพฯ มันมีมลภาวะทางเสียง ทางอากาศ ทางน้ำ และอีกมากมายที่เราต้องสัมผัสในทุกวัน
 
และตกลง เราจะอยู่ในสภาวะแวดล้อมแบบนี้อย่างไรกันดี?
 
ฉากสำคัญฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้ก็คือ ฉากที่ไช่จิง ถามเด็กน้อยวัย 6 ขวบชาวปักกิ่งคนหนึ่งว่า เคยมองเห็นดวงดาว หรือเมฆสีขาวบนฟ้าไหม? เด็กตอบอย่างแสนซื่อว่า ไม่เคยเห็นเลย (นั่นเพราะเมืองนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน)
 
คำตอบนี้ อาจจะไม่น่ากลัวสำหรับคนรุ่นเรา แต่สำหรับเด็กรุ่นหลังที่กำลังจะเติบโตในอนาคต เราได้เตรียมอะไรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพวกเขาบ้าง?
 
คำตอบในตอนนี้ คงจะเป็น เสียงเงียบ ของผู้ใหญ่ เพราะไม่รู้ว่า จะจัดการกับปัญหานี้เช่นไรดี