x

ผ่านไป 12 หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง “ก้านกล้วย” วงการแอนิเมชันไทยวนอยู่กับลูปเดิม ลงทุนสูง-ขาดทุน-แล้วตายไป ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์เอาสาเหตุแบบกำปั้นทุบดิน ก็ชวนคุยได้หลากหลายว่าอาจจะมาจากสาเหตุเพราะว่าวัฒนธรรมไทยยังมองว่าการ์ตูนเป็นของสำหรับเด็ก(ทั้งที่เด็กเจนฯ วาย ก็โตมากับวัฒนธรรมการอ่านการ์ตูน) เลยทำให้การดูแอนิเมชันจำกัดกลุ่มคนดูไปอีก, คุณภาพของแอนิเมชันไทย เมื่อเทียบกับระดับสากล แม้ว่าจะทำได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว แต่เจองานระดับสตูดิโอพิกซ่าร์หรือดรีมเวิร์คส์เข้าไป มันก็จะจ๋อย ๆ หน่อย
 
และอีกประเด็นที่สำคัญก็คือ แอนิเมชันไทย ที่มักใส่ความเป็นไทย ความเป็นชาตินิยมแบบไทย เมื่อมันส่งต่อถึงคนรุ่นใหม่หรือสากล คำถามคือว่า มันเป็นอะไรที่ขายได้หรือเปล่า?
 
นี่คือประวัติศาสตร์ย่อความเจ็บปวดของแอนิเมชันไทยยุค 12 ปีที่ผ่านมา…
 
ก้านกล้วย ภาคแรกและภาคสองถูกปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2552 ตามลำดับ ภาคแรกลงทุนไป 150 ล้านบาท ทำรายได้ 98 ล้านบาท ลงทุนไป 120 ล้านบาท ทำรายได้ 79 ล้านบาท ซึ่งเมื่อทบ ๆ กับพวกการขายดีวีดี สินค้าที่ระลึก และการต่อยอดเป็นซีรีส์แอนิเมชันทางทีวี ทำให้ในเชิงธุรกิจการทำก้านกล้วยออกมาไม่เลวร้ายนัก
 
แต่นอกนั้น ในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา ภาพยนตร์แอนิเมชันไทยยุคหลังความสำเร็จของก้านกล้วย ต่างมีชะตากรรมที่ออกไปทางเจ๊ง เพียงแต่ว่า เจ๊งหนักมากหรือน้อยเท่านั้นเอง 
 
อาจจะเป็นคำสาป 12 ปี จากกับดักความสำเร็จของ ก้านกล้วย หนังชาตินิยมที่ดังมากอีกเรื่องในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์แอนิเมชั่นไทยก็เป็นได้
 
  • พ.ศ.2551 นาค ลงทุนไป 40 ล้าน รายได้ 10 ล้านบาท
  • พ.ศ.2550 พระพุทธเจ้า ลงทุนไป 108 ล้านบาท รายได้ 15 ล้านบาท
  • พ.ศ.2555 เอคโค่ จิ๋วก้องโลก ลงทุนไป 170 ล้านบาท รายได้ 17 ล้านบาท
  • พ.ศ.2555 ยักษ์ ลงทุนไป 100 ล้านบาท รายได้ 50 ล้านบาท
  • พ.ศ.2557 อนันตา ศิลาพิชิตมาร ลงทุนไป 100 ล้านบาท รายได้ 5,990 บาท
  • พ.ศ.2558 คุณทองแดง The Inspirations ลงทุนไป 150 ล้านบาท รายได้ 18 ล้านบาท
ที่มา: เพจ The Movies Addict
 
จากขึ้นมูลในข้างต้น อาจจะเห็นได้ว่า แอนิเมชันส่วนใหญ่ที่อ้างอิงมา การประกอบการล้วนแล้วแต่เข้าโซนตัวแดงที่ขาดทุนกันทั้งนั้น 
 
หากจะกล่าวว่า ความล้มเหลวของแอนิเมชั่น ซึ่งมองรวม ๆ มักจะเสนอความเป็น “ไทย” ในแบบที่ยังยึดติดกับสถาบันหลักของชาติ ความเป็นชาตินิยมหรือการยึดถือคุณค่าแบบไทย ๆ แบบอนุรักษ์นิยม เป็นต้นเหตุแห่งการขายงานไม่ออกไม่ตอบรับกับจริตของผู้ชมที่เปลี่ยนไปตามโลก มันก็ออกจะเป็นข้อสรุปที่กำปั้นทุบดิน ด่วนสรุปไป ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ เพราะแอนิเมชันจะขายได้หรือไม่ได้อีกส่วนหนึ่งนั้นก็อาจจะเป็นเพราะบท, การทำการตลาด หรือโปรดักชัน ก็อาจจะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ เกิดและดับได้เช่นกัน
 
 
แต่ “ความเป็นไทย” ในแอนิเมชันที่ผมอยากชวนตั้งคำถามปลายเปิดนั้น ผมตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้ไหมที่การยึดกรอบแบบไทย ๆ หากแบรนด์ไทยนั้น ๆ ไม่แข็งแรงพอ มันอาจจะจำกัดกรอบความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์งานที่เกิดขึ้น? ที่อยากยกตัวอย่างเทียบเคียงก็คือ สตูดิโอดังฝั่งญี่ปุ่นอย่าง Ghibli แอนิเมชั่นของเขาหลายเรื่องใช้การตีความความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมแล้วเชื่อมโยงกับพล็อตที่กว้างกว่าที่เป็น issue ที่คนบนโลกเขาพูดกัน อย่างเช่น Pom Poko(1994) ที่พูดถึงเรื่องเล่าทานูกิแปลงร่างอันเป็นคติแบบญี่ปุ่น เข้ามาจับกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์ที่คนอยู่กับธรรมชาติ หรือหลาย ๆ เรื่องของ Ghibli ก็ใช้โครงเรื่องนิทานทางฝั่งยุโรป อย่างเรื่องแม่มด ในการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครของสตูดิโอนี้ ทำให้กรอบงานของค่ายนี้ค่อนข้างจะมีการนำเสนอที่หลากหลาย
 
(ถึงกระนั้นก็ตาม ในมุมของผู้เขียน เราก็จะเห็นงานแนวชาตินิยมของ Ghibli ที่ชัดเจนอยู่เช่นกัน อย่างเช่น The Wind Rises(2013) ประวัติชีวิตวิศวกรผู้ออกแบบเครื่องบิน ซึ่งต้องสร้างเครื่องบินรบด้วยเหตุจำเป็น จนดูเหมือนหนังจะสร้างมุมมองใหม่ให้กับความโหดร้ายของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่สักหน่อย แต่ก็อย่าลืมว่า ค่ายเดียวกันนี้ก็เคยเสียแอนิเมชันสุดเศร้าว่าด้วยความโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเรื่อง Grave of the Fireflies(1988) มาแล้ว)
 
หรืออย่าง Pixar นี่ก็เป็นสตูดิโอที่ไปไกลมากในการสร้างแอนิเมชันเพื่อส่งเสียงบอกประเด็นบางอย่างกับสังคม เช่นหนังรักษ์โลกอย่าง Wall-E(2008) ซึ่งออกมาในช่วงที่ผู้คนสนใจในเรื่องการรณรงค์เพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนอยู่พอดี(ที่จริง เอคโค่ จิ๋วก้องโลก ก็พยายามพูดอะไรแบบนี้เหมือนกัน แต่แป้ก) หรืออย่างล่าสุด Coco(2018) ที่ฉากหลังเล่าถึงวิถีชีวิตของคนเม็กซิกัน ซึ่งค่อนข้างชวนให้คนอเมริกันคิดว่า ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ อยากให้อเมริกายุคนี้ยิ่งใหญ่ Make American great again ด้วยนโยบายชาตินิยมเสียเหลือเกิน แต่ภาพของ Coco ที่ทำให้เราเห็นความงดงามและหลากหลายทางวัฒนธรรมอาจจะทำให้เราได้ฉุกคิดและตั้งคำถามกับภาวะชาตินิยมของอเมริกันเองอย่างแหลมคม
 
 
ย้อนกลับมาที่บ้านเราที่ใช้ พ.ศ. กำกับปี ใน พ.ศ.2561 พอมาถึงคิวของแอนิเมชัน “๙ ศาสตรา” ที่ลงทุนไปทั้งหมด 230 ล้านบาทเพื่อที่จะสร้างแอนิเมชั่นดี ๆ สักเรื่อง ที่สุดแล้วก็พยายามจับความเป็นไทยมาส่งออกเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมผ่านศิลปะการต่อสู้ “มวยไทย” เลยเกิดความน่าหวาดหวั่นใจว่า หนังจะเป็นถึงฝั่งฝันหรือจะเจ๊งเหมือนยังแอนิเมชั่นไทยรุ่นพี่ที่เคยร่วงผล็อย ๆ ไปก่อนหน้านี้
 
ผ่านไปประมาณเกือบ 3 สัปดาห์ จากการที่ลุ้นกันว่า “๙ ศาสตรา”  จะหมู่หรือจ่า? ปรากฏว่าตอนนี้ทำรายได้มากถึง 95 ล้านบาท (ข้อมูลถึงวันที่ 29 มกราคม 2561 จากบริษัท เอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้จัดจำหน่ายหนัง) ซึ่งนับว่าน่าลุ้นไปกับมันเพราะผู้สร้างหมายมั่นปั้นมือว่าจะเอาหนังเรื่องนี้ไปขายต่อที่ตลาดต่างประเทศ
 
“๙ ศาสตรา” ว่ากันตามโปรดักชันงานก็ไม่ขี้เหร่เสียทีเดียว และพล็อตเรื่องแม้ว่าจะดูเป็นสูตรสำเร็จเสียหน่อย แต่หากคิดว่ากลุ่มลูกค้าคือเด็ก อาจจะเป็นพล็อตเรื่องที่ดูได้เพลิน ๆ (แต่ก็ยังมีฉากรุนแรงอยู่ในเรื่องค่อนข้างมากถ้าคิดจะขายหนังในกลุ่มครอบครัว) แต่จุดที่น่าสนใจคือ เห็นในความพยายามในการสร้างคาแรกเตอร์ตัวละครให้แข็งแกร่ง ซึ่งถ้าจะคิดแทนก็คือ มันคงดีกับการหวังผลขายคาแรกเตอร์เป็นสินค้าเมอร์แชนไดส์ ต่อยอดกันต่อไป
 
อีกอย่าง “๙ ศาสตรา” มีความพยายามที่จะ “ยัด” ธีมบางอย่างเพื่อไปเจาะตลาดต่างประเทศ อย่างเช่น การออกแบบตัวละครนางเอกให้เป็นคนจีน ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาเล็งตลาดจีนด้วยส่วนหนึ่ง แต่ท่ามกลางสมรภูมิโควต้าหนังต่างประเทศที่เข้าฉายในจีนปีหนึ่งเพียง 30-40 เรื่อง ก็ไม่แน่ใจว่าแทคติกนี้จะไปได้ถูกต้องไหมในตลาดที่เราจะต้องแข่งกับหนังฮอลลีวูดมากมายที่อยากเข้าจีนแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน
 
รายได้ 95 ล้านจาก “๙ ศาสตรา”  ซึ่งยังคงไม่ทำให้คนทำหนังได้กำไรแน่ ๆ แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่งว่า หากหนังเรื่องถูกนำไปฉายที่ตลาดต่างประเทศเมื่อไหร่
 
ในยุคที่มวยไทยเป็นที่เครซีจากชาวต่างชาติมาก ๆ การขายซีนมวยไทยในหนังแอนิเมชันเหมือนอย่างที่เคยทำได้ในหนังไลฟ์แอ็คชั่นอย่าง องค์บาก หรือต้มยำกุ้ง ในลักษณะการ represent ว่านี่คือความเป็นไทยนั้น
 
จะไปได้ไกลหรือเจ็บเหมือนแอนิเมชันไทยเรื่องอื่น ๆ ?
 
ถ้าคำตอบคืออย่างหลัง คงต้องตั้งคำถามกับความเป็นไทยในหนังแอนิเมชั่นไทยที่ยังวนเวียนกับคำสาป 12 ปีก้านกล้วย กันอีกสักรอบ...