เรื่อง : วิทวัส ปัญญาเลิศวุฒิ
 
What’s Up Bro ! จากความนิยมของ Rap is now  และรายการ The Rapper ที่มีคนติดตามเป็นจำนวนมาก รายการเหล่านี้มีการนำดนตรีฮิปฮอปและการแร็ปเข้ามาเป็นจุดขายของรายการ ซึ่งดนตรีแนวนี้มักจะมีคำศัพท์เฉพาะที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ความหมาย วันนี้เราจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับโลกของการแร็ปมากขึ้น โดยยกตัวอย่างศัพท์เฉพาะที่มักจะใช้กันบ่อยครั้ง
 
แต่ก่อนที่เราจะรู้คำศัพท์ของเหล่าแร็ปเปอร์ เรามาทำความรู้จักกับประวัติของ คําว่า ดนตรีฮิปฮอป และ แร็ป กันก่อนดีกว่า
 
“ฮิปฮอป (Hiphop)” เป็นดนตรีที่มีการพัฒนามาจากดนตรี Black Music ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นดนตรีบลูส์, กอสเปล, โซล, ฟังก์ และโดยเฉพาะ ดนตรีแจ๊ส ฮิปฮอปเกิดมาจากการนำผลงานจากแผ่นเสียงของศิลปินแจ๊สยุคฟรีแจ๊ส, อวอง การ์ด, ฮาร์ดบ็อพ อย่าง ออร์เน็ท โคลแมน, อัลเบิร์ท ไอเลอร์, เฮอร์บี แฮนค็อก หรือ จอห์น โคลเทรน ในยุคหลัง ๆ (อัลบั้ม A Love Supreme) มา Loop หรือทำ Sampling เรียกได้ว่านำจัดมาขัดสีฉวีวันใหม่ ซึ่งหนึ่งในคนที่คิดค้นเทคนิค G-Funk นี้ก็คือ Dr. Dre 
 
Dr. Dre
 
Dr. Dre เริ่มจากการนำแผ่นเสียงเหล่านั้น มาโดยเล่นกับ Beat ของเพลงมากขึ้น  จนกลายเป็นที่มาของดนตรีแนวใหม่ที่ชื่อว่า “ฮิปฮอป” ซึ่งในเวลาต่อมามีการแบ่งฮิปฮอปออกเป็นสองแบบ นั่นก็คือแบบ อีสต์โคสต์ และ เวสต์โคสต์ ฮิปฮอป ซึ่งทั้งสองมีความใกล้เคียงกันอย่างมาก จะแตกต่างกันที่เรื่องซาวด์ และความหนักแน่นของเนื้อหาแค่นิดหน่อยเท่านั้น
 
(อีสต์โคสต์ฮิปฮอป จุดเริ่มต้นมาจากนิวยอร์ก ซิตี้ โดยมีศิลปินชูโรงอย่าง The Notorious B.I.G., DJ Kool Herc หรือ Run-D.M.C.)
 
(เวสต์โคสต์ฮิปฮอป จุดเริ่มต้นมาจากลอสแอนเจลิส โดยมีศิลปินชูโรงอย่าง N.W.A, 2Pac, Snoop Dogg, หรือ Kendrick Lamar)
 
“แร็ป (Rap)” คือการพูดในลักษณะคำกลอนลงบนจังหวะเพลง โดยการร้องมักจะคล้ายกับเสียงพูด การแร็ปถือเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของวัฒนธรรมดนตรีฮิปฮอป ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่างบนโลกของเรา ทั้งเรื่องสังคม, ความรัก หรือแม้กระทั่งการเมือง โดยเรามักจะเรียกศิลปินเหล่านี้ว่า “แร็ปเปอร์” นั่นเอง 
 
N.W.A
 
“แร็ปเปอร์ (Rapper)” มักจะใช้การแร็ปของตัวเองเป็นตัวสะท้อนสิ่งที่พวกเขาคิดต่อสังคม หรือโลก ยกตัวอย่างศิลปินแร็ปหลายคนตั้งแต่อดีตอย่างวง N.W.A ที่มักจะใช้การแร็ปของพวกเขาสะท้อนปัญหาสังคมการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาการใช้ความรุนแรงของตำรวจต่อคนผิวสี เพลงส่วนใหญ่ของ N.W.A ในตอนนั้นมีหลายเพลงที่มีท่อนแร็ปด่า จนท.ตำรวจ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงจนทางวงถูกแบนอยู่ช่วงหนึ่ง พวกเขาเปรียบการแร็ปของตัวเองเป็นการระบายความรู้สึกต่อการถูกกดขี่ทางด้านเชื้อชาติ
 
 
ถ้าใครเคยได้ชมหนัง “Straight Outta Compton” ก็คงได้เห็นฉากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงกับคนผิวสีในเมืองคอมป์ตันอยู่แทบจะทั้งเรื่อง
 
โลกของดนตรีฮิปฮอป มีหัวใจอยู่ที่การแร็ปอย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้น แร็ปเปอร์มักจะมีศัพท์ที่คิดค้นกันใหม่โดยเฉพาะ จนเป็นคำศัพท์ที่รู้กันและถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย
 
“The Chronic” อัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในปี 1992 ของ Dr. Dre มีการสร้างสรรค์คำเฉพาะขึ้นมาใหม่มากมาย โดยคำเหล่านี้มาจาก Snoop Dogg (ในสมัยนั้นยังเอาะ ๆ ) ได้ทำการเปลี่ยนคำต่าง ๆ โดยการเพิ่มคำว่า “izzle”  ต่อท้ายคำเหล่านั้น จนกลายมาเป็นศัพท์ใหม่มากมาย ยกตัวอย่างเช่นคำว่าบ้าน (house) ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น  “hizzouse” หรือคำว่าแน่นอน (for sure) ก็ถูกเปลี่ยนเป็นคำว่า “fo'shizzle” แทน
 
The Chronic
 
ถ้าพูดถึงดนตรีแร็ป หรือ ฮิปฮอป ในสมัยใหม่ ศิลปินหลายคนมักจะกลับไปหาสุ้มเสียงแบบเดิม ๆ ในยุค 60-80’s จะเห็นได้ว่า เคนดริก ลามาร์ หันมาสนใจดนตรีแจ๊ส และนีโอ โซลมากขึ้น อัลบั้มที่เห็นได้ชัดคือ “To Pimp A Butterfly” เป็นอัลบั้มที่มีส่วนผสมของดนตรีแจ๊สหนักมาก เช่นเดียวกับ หนุ่ม เจ. โคล เอง กับอัลบั้ม “4 Your Eyez Only“ ก็เต็มไปด้วยอิทธิพลของดนตรีโซลและแจ๊ส 
 
To Pimp A Butterfly
 
การแร็ป ในปัจจุบัน มักจะมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงปัญหาสังคม เรื่องของการเสียดสีตำรวจอาจจะน้อยลง (แต่ยังคงมีอยู่) แต่เรื่องของเชื้อชาติยังคงเป็นสิ่งที่เราได้เห็นอยู่แทบจะทุกวัน โดนัลด์ โกลเวอร์ นักร้องนักแสดงหนุ่ม ก็เพิ่งได้ปล่อยมิวสิควิดีโอระดับไวรัลเพลงใหม่ล่าสุดของเขาอย่าง “This Is America” ผลงานที่แอบสะท้อนสัญลักษณ์ทางการเมืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจำลองเหตุการณ์การยิงกราดในโรงเรียน ความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืน และการเหยียดเชื้อชาติ 
 
This is America
 
ถึงแม้ศิลปินฮิปฮอปในปัจจุบัน จะก้าวขึ้นมามีชื่อเสียงและทำเงินได้มหาศาล แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ความไม่เท่าเทียมทางสังคม และปัญหาการเหยียดสีผิวในอดีตจะหายไป แน่นอนสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาที่อยู่ภายใต้เงามืด ซึ่งตราบใดที่ยังมีศิลปินออกมา “แร็ป” พร้อมกับเนื้อหาแบบนี้เรื่อย ๆ นั่นก็หมายถึงว่าโลกนี้ก็ยังคงเต็มไปความเลื่อมล้ำเช่นเดิม 
 
หลังจากที่เราได้รู้จักกับประวัติความเป็นมาของ “แร็ป” กันไปแล้ว ตอนนี้เรามาทําความรู้จักกับศัพท์ของแร็ปเปอร์ที่ใช้กันดีกว่า ว่าแต่ละศัพท์นั้น มีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งมีทั้งศัพท์ทั่วไปที่ใช้กันทั่วไป กับ ศัพท์ที่เป็นคําสแลง นํามาแปลงใช้กันอีกที
 
*ศัพท์ทั่วไป*
 
Flip and Flow คืออะไร ?
- Flow - คือความลื่นไหลในการ Rap โดยไม่สะดุด ถือว่าเป็นคําชมนะ
- Flip - คือการเล่นคำ พลิกแพลงคำต่างๆ ใช้คำศัพท์ยากๆ ได้อย่างลงตัว อันนี้ถือว่าเจ๊งมาก เป็นการแร็ปในอีกระดับหนึ่ง ที่ต้องใช้เวลาในการฝึก
 
Punchline  - ในทุก ๆ การแร็ปก็มันจะต้องมีท่อนที่เป็น Punchline ท่อนนี้มักจะเป็นท่อนทีเด็ดของแร็ปเปอร์ในการร้องนั่นเอง อาจจะโผล่ออกมาในตอนช่วงไหนก็ได้ของการแร็ป ถ้าเป็นการแร็ปแข่งกันท่อนนี้ก็มีไว้ตบคู่ต่อสู้คืน หรือเอาไว้ด่ากลับเวลาคู่ต่อสู้ด่ามานั่นเอง หรือจะเรียกว่าท่อนเรียกเสียงจากคนเชียร์
 
Rhyme - เป็นการแต่งทํานองและเพลงในการแร็ปของตัวเอง
 
*แนะนํา 20 ศัพท์ Slang*
 
Slang ก็คือคำหรือสำนวนที่ใช้พูดเข้าใจกันเฉพาะกลุ่มในชั่วระยะเวลาหนึ่ง เป็นคำศัพท์ที่ไม่เป็นทางการ อาจจะเกิดจากการสร้างศัพท์หรือสำนวนใหม่โดยการ เปลี่ยนคำ เปลี่ยนความหมาย อาจใช้เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แล้วก็หายไป แต่บางครั้งอาจฮ็อตฮิตจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาพูดเลยก็ได้
 
Jet - หนีอย่างเร็ว
 
Trippin - พวกเสพติด คลั่งไคล้
 
Cheese - เงิน
 
Killer - โหดมาก ยากมาก 
 
Devil  - คู่อริ ใช้กับคนขาว
 
DEF - ดีมาก เยี่ยมมาก
 
Lame - ไม่มีความสามารถ 
 
Jerk - โง่ คนงี่เง่า 
 
Slob - คนสกปรก คนเลอะเทอะ
 
Pig  - เอาไว้ใช้ล้อตํารวจ
 
Beef - บาดหมาง การไม่ถูกคอกัน
 
Doggy - เพื่อนสนิท
 
Cheese  - เงิน หรือ สิ่งมีค่า 
 
Boo  - คำเรียกแสดงความรัก เหมือนกับ baby 
 
Bounce  - ไป , จาก , การเต้น (เด้ง) 
 
Shorty  - เป็นคําที่ใช้เรียกแทนผู้หญิง 
 
Boat  - กัญชา ผสม กับของเหลว 
 
Neat  - แจ๋ว เจ๋ง เยี่ยม 
 
Ice - เพชรที่ส่องประกายระยิบระยับเหมือนกับน้ำแข็ง ในบางบริบทก็หมายความถึง เมทแอมเฟตามีน หรือแปลว่า ฆ่า ได้เช่นกัน
 
Slide - การเข้าไปพัวพันกับคนแปลกหน้า การออกไปข้างนอก การจากไป 
 
Oreo - พวกคนตัวดําอยากทําเป็นคนตัวขาว