เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 350e Exclusive รุ่น CKD ประกอบในประเทศไทย ตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยโทนสีน้ำตาล พร้อมประดับลายไม้ธรรมชาติ แต่ทว่าเทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริดได้ซ่อนความล้ำสมัยอยู่ภายในรถยนต์คันนี้ เพื่อการขับขี่อย่างเพลิดเพลินสะดวกสบาย ปลอดภัยในมาตรฐานระดับโลก กำลังรวมทั้งระบบ 286 แรงม้า hp กับแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9G-TRONIC) มอบสมรรถนะการขับขี่แบบเร้าใจได้ เร่งแซงดีมาก หรือขับขี่อย่างเพลิดเพลินด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ความเร็วทะลุ 140+กม./ชม. หรือวิ่งได้ความเร็วสูงสุด 230+กม./ชม. เทคโนโลยีล้ำสมัยภายใต้แบรนด์ EQ–Electric Intelligence by Mercedes-Benz
 
 
     The E 350e รถยนต์นั่งขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ตัวถังแบบซาลูนที่มีชื่อเสียงก้องโลก ใช้เทคโนโลยีปลั๊กอิน-ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงจำหน่ายในตลาดประเทศไทย มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่น 3 ดีไซน์การตกแต่ง มี E 350e AMG Dynamic กับ E 350e Exclusive และ E 350e Avantgarde ซึ่งการตกแต่งของแต่ละรุ่นบ่งบอกคาแร็คเตอร์สำหรับผู้ใช้และผู้ครอบครองได้เป็นอย่างดี
 
 
     E 350e Avantgrade เน้นที่ราคาค่าตัวไม่สูงมาก ส่วนรุ่น AMG Dynamic ตกแต่งแบบสปอร์ตเหมาะสำหรับหนุ่มใหญ่ที่ชื่นชอบความสปอร์ตกับการตกแต่งในสไตล์จาก AMG แต่ถ้าชื่นชอบการตกแต่งแบบคลาสสิค และชัดเจนในความเป็นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยโลโก้ที่ประดับบนฝากระโปรงหน้าอย่างสวยสะดุดตา คลาสสิคตลอดกาล ก็ต้อง E 350e Exclusive
 
     
     ในแต่ละรุ่นของ E 350e ตกแต่งแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ในเนื้อแท้เป็นและใช้เทคโนโยลีล้ำสมัยแบบเดียวกัน แม้ขุมพลังแบบผสมนั้นเหมือนกับพื้นฐานที่ใช้อยู่ในเมอร์เซเดส-เบนซ์ C 350e แต่กำลังรวมทั้งระบบของ E 350e นั้นสูงกว่ารุ่นนี้คืออยู่ที่กำลังสูงสุดรวมทั้งระบบ 286 แรงม้า hp พร้อมแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร พอที่จะส่งพลังดันให้รถคันนี้วิ่งแซงวิ่งเหาะได้อย่างสบายใจ
 
       
     ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 88 แรงม้า hp หรือ 65 กิโลวัตต์ แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร (C 350e มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลัง 82 แรงม้า hp แรงบิดสูงสุด 340 นิวตันเมตร ใช้เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด  7G-TRONIC) และเกียร์ใช้แบบอัตโนมัติ 9 สปีด (9G-TRONIC)
 
       
     แม้ตัวรถของเมอร์เซเดส-เบนซ์ E 350e Exclusive แบบ CKD ประกอบขึ้นในประเทศไทย มีตัวถังรถที่ยาวกว่าและขนาดใหญ่กว่า C 350e มาก แต่กำลังรวมทั้งระบบก็แสดงให้เห็นการวิ่งออกตัว การเร่งแซงอย่างฉับพลันได้ดีมาก เมื่อเรากดคันเร่ง พลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าโดยเฉพาะแรงบิดระดับมหาศาลสูงสุด 440 นิวตันเมตรนั่นไม่ใช่ธรรมดา หรือมีแรงบิดมากว่ามอเตอร์ไฟฟ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ S 500e อยู่ถึง 100 นิวตันเมตร ก็ถือว่ามอเตอร์ไฟฟ้าของ E 350e มีแรงบิดสูงมาก
 
     
     ทำให้การวิ่งออกตัวไปข้างหน้าของตัวรถคันนี้ มีความน่าใหลหลง แม้จะเป็นรถยนต์นั่งที่มอบความนุ่มนวลเป็นพื้นฐานเป็นจุดเด่นของตัวรถและคลาสของรถ และห้องโดยสารก็มอบความเงียบอย่างน่าพอใจ แต่ถ้าคุณต้องการความเร้าใจ รถคันนี้ก็พร้อมที่จะพาคุณเหาะทะยานไปอย่างสุดกำลังสุดใจด้วยความเร็วทะลุ 230 กม./ชม.ได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่ตัวรถมีน้ำหนักมากกว่า E 220d
 
     
     แต่นั่นคือ สมรรถนะของรถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอิน-ไฮบริดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ แต่ในความเป็นจริง ระบบความปลอดภัย การขับขี่ที่มอบปลอดภัยอย่างสูงของรถยนต์คันนี้นั่นคือความสุดยอด มีระบบเตือน มีระบบช่วยเบรกให้ ฯลฯ ช่วยเหลือผู้ขับขี่ได้อย่างดีมาก แม้จะไม่ใช่รถยนต์ที่กลัวพื้นถนนเปียกลื่นก็ตาม แต่การขับขี่บนพื้นถนนเปียกลื่นในช่วงฤดูฝนที่ประเทศไทย ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า รถยนต๋ E 350e Exclusive มีความปลอดภัยสูงในการขับขี่ในชีวิตจริงเป็นอย่างมาก
 
     
     การขับขี่เดินทาง และการใช้ความเร็วเดินทางหรือความเร็วสูงนั้น มาตรฐานของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เชื่อถือได้ มีความปลอดภัยสูง แม้ยางติดรถที่ใช้ก็ให้เป็นยางสมรรถนะสูงบนถนนเปียกด้วยเช่นกัน อย่างมิชลิน PRIMACY 3 ซึ่งทำให้เห็นการขับขี่ที่ยึดเกาะพื้นถนนอย่างแนบแน่นในช่วงฤดูฝนที่ต้องเผชิญกับพื้นถนนเปียกตลอด 80 เปอร์เซ็นต์ของการขับขี่ทดสอบในครั้งนี้
 
     
     ความพิเศษของ E 350e Exclusive นอกจากคลาสของ The E-Class แล้ว และรถยนต์นั่งขนาดกลางที่มีชื่อเสียงก้องโลก เทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริด ก็แตกต่างจากเครื่องยนต์สันดาปภายในอย่างเห็นได้ชัดเจน เพราะมีมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยขับเคลื่อนด้วย สามารถขับขี่ในฟิลลิ่งแบบรถยนต์ไฟฟ้าได้ ด้วยการขับเคลื่อนด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
     แต่รถคันนี้ E 350e Exclusive เหมือนคุณได้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าไปโดยปริยาย ไม่จำเป็นต้องซื้อรถยนต์ไฟฟ้า EV มาขับขี่ก็ได้ให้กลุ่มใจ ให้ลุ้นวิ่งไปบนถนนในกรุงเทพฯที่มีการจราจรติดขัดหนาแน่น และให้เป็นภาระด้วย
 
     
     การชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่จากไฟฟ้าที่สำนักงาน เป็นตัวเลือกให้คุณที่เป็นเจ้าของรถได้เห็นว่า รถยนต์นั่งคันนี้มีความโดดเด่นและพิเศษอย่างไหร่ แม้บอกวิ่งได้ระยะทาง 33 กม. แต่เมื่อขับขี่วิ่งจริงในเมืองกรุงเทพมหานครฯ ในช่วงการจราจรติดขัดหนาแน่นวิ่งได้ระยะทาง 22-25 กม. จริง ก็นับว่าดีแล้ว แม้แบตเตอรี่ไฟหมด ก็ยังวิ่งเคลื่อนตัวด้วยความเร็วต่ำได้ในความเร็ว 30 กม./ชม. โดยที่เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงาน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กระแสไฟในแบตเตอรี่ในขณะนั้นว่ามีเหลือเพียงพอไหม
 
     
     แต่ถ้าคุณกดคันเร่งอย่างฉับพลัน เครื่องยนต์ก็จะทำงานและส่งพลังออกมาตอบสนองอย่างดีมาก เร้าใจ สปอร์ต เร่งแซงได้เฉียบขาด ซึ่งตัวรถขนาดใหญ่มาก แต่กลับวิ่งออกตัวหรือเร่งแซงได้อย่างเร้าใจ ดุดันได้อย่างน่าดูชม น่าเกรงขาม ซึ่งซ่อนพลังภายใต้ฝากกระโปรงหน้าด้วยแรงบิดสูงระดับรถสปอร์ต GT และซูเปอร์คาร์
 
     
     ถ้าคุณชื่นชอบการตกแต่งแบบ AMG สำหรับ E 350e ก็ไม่มีปัญหาไม่ได้ผิดกติกา แต่สำหรับการตกแต่งแบบ Exclusive คันนี้ ขอบอกว่า เฉพาะและชัดเจนในความมีเอกลักษณ์ความความคลาสสิคในตัว บ่งบอกและแสดงให้เห็นว่าเป็นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างโดดเด่นสะดุดตา สวยหรูล้ำสมัย ด้วยโลโก้ดาวสามแฉกด้านหน้าบนฝากกระโปรงหน้ารถที่บ่งบอกอย่างชัดเจน เพื่อให้คนไทยและสังคมไทยได้เห็นว่านี่คือ รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ 
 
     
     ด้วยมาตรฐานของรถยนต์ชั้นสูงของเยอรมนีอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำให้มาตรฐานในถูกด้านนั้นสูงกว่ามาตรฐานและอาจจะสูงกว่าคู่แข่งด้วยในบางด้าน แต่ทว่าอย่าแปลกใจเมื่อคุณอยู่ภายในห้องโดยสารของรถยนต์คันนี้ ที่ตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาล แต่ภายในได้ซ่อนความล้ำสมัยให้คุณได้ใช้อุปกรณ์และดูข้อมูลได้อย่างประทับใจและเพียงพออย่างเหลือเฟือและแทบใช้ไม่หมดก็เป็นได้
 
     
     ถ้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ S 500e มีระบบช่วงล่างแบบถุงลม หรือแอร์สปริงที่มีชื่อว่า AIRMATIC ที่สามารถปรับยกตัวถังให้ยกสูงขึ้นอีกหน่อย เวลาต้องขับผ่านเนินหรือทางขุรขระ ซึ่ง E 350e Exclusive ใหม่ล่าสุดคันนี้ก็ใช้ระบบช่วงล่างแบบนี้ด้วยเช่นกัน และถุงลมด้านหลังก็มีกระบอกพลาสสติกขนาดใหญ่ยึดหยุ่นให้ตัวได้สวมป้องกันถุงลมด้านล่างไว้อย่างดีด้วย
 
     
     เวลาที่คุณขับ E 350e Exclusive คันนี้ข้ามไปบนทางรถไฟ หรือข้ามเนินลูกระนาด ทางขุรขระ หรือจุดที่มีน้ำท่วมขังเล็กน้อย ผู้ขับขี่สามารถกดปุ่มที่คอนโซลด้านซ้ายมือเพื่อให้ตัวรถยกสูงขึ้นไปอีกหน่อยได้ หรือหากต้องการทัศนวิสัยในการขับขี่ในเมืองที่ดีขึ้นอีกหน่อยก็ได้ ซึ่งหมดความกังวลใจในการขับขี่เดินทางผ่านไปบนถนนที่ไม่ได้ลาดยาง ฯลฯ ได้อย่างสบาย
 
     
     แต่ถ้าคุณเลือกโหมดการขับขี่แบบ EC0 ตัวรถก็ไม่ปรับให้ตัวรถยกสูง เพราะเมื่อตัวรถยกสูง เวลาวิ่งทะยาน ตัวรถจะปะทะกระแสลมมากกว่า หรือถ้าคุณขับขี่เดินทางด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ตัวรถก็จะปรับให้อยู่ในแนวปกติอย่างอัตโนมัติ เรียกกว่าเทคโนโลยีสูงมาก เพื่อการขับขี่อย่างปลอดภัยในชีวิตจริงที่สะดวกสบาย ในรถยนต์ที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี
 
     
     การขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 350e Exclusive ไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์ที่ช่วยลดมลพิษ ซึ่งปล่อยไอเสียและ CO2 ต่ำ แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ให้กับตัวคุณได้เป็นอย่างดี เหมือนคุณได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง มีความปลอดภัยสูงอีกหนึ่งคันในรถยนต์ซาลูนสุดหรูคันนี้ โดยที่ไม่ต้องไปถวิลหารถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานอีกคันก็ได้ ให้มีลุ้นให้มีความเสี่ยง
 
     
     อยู่ที่คุณแล้ว จะต้องเลือกโหมดการขับขี่ในโหมดใด เลือกโหมดการขับขี่แบบ HYBRID หรือ E-MODE หรือ E-SAVE และใช้โหมด CHARGE เพื่อชาร์จไฟให้เติม 100% อย่างรวดเร็ว เพื่อคุณจะได้เข้าไปใช้โหมด E-MODE เพื่อการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวแบบขับขี่สนุกเพลิดเพลินด้วย
 
     
     ส่วนรูปแบบของตัวรถ การตกแต่ง และอุปกรณ์ล้ำสมัย ที่ช่วยเหลือด้านการขับขี่ และม่านบังแดดด้านหลัง กับด้านข้าง บรรยายกาศภายในห้องโดยสาร สีสันของไฟเรืองแสงในยามค่ำคืน ระบบแอร์ที่มอบความเย็นฉ่ำ เพียงแค่ 24 องศาเซลเซียส ก็เหมือนจะอยู่ในตู้เย็นขนาดใหญ่แบบไซส์บายไซส์แล้วครับ เป็นเรื่องคุณภาพมาตรฐานสูงที่คุณได้
 
     
     การตกแต่งในสไตล์แบบคลาสสิค แบบ Exclusive อาจจะไม่เหมาะกับวัยรุ่นหนุ่มสาวสักเท่าไหร่ รวมถึงรุ่นและคลาสของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น E-Class ด้วย แต่ถ้าคุณมีอายุ 50-60 ปีขึ้นไป การตกแต่งสไตล์แบบนี้ละ ที่ช่วยให้การขับขี่มีความผ่อนคลาย มีความสุนทรีย์ได้เป็นอย่างดีและมีความสุขได้ แม้จะไม่ใช่รถยนต์ราคาระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไปก็ตาม
 
 
     ราคาระดับนี้ ได้มาตรฐานความล้ำสมัยของรถยนต์ The New E-Class ได้เทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริด ที่ให้คุณขับขี่ได้แบบรถยนต์ไฟฟ้า EV มีสมรรถนะสูง ความปลอดภัยสูง แต่คุณยังได้ระบบช่วงล่างแบบแอร์สปริง แบบถุงลม AIRMATIC เพื่อความนุ่มนวลในการนั่งอย่างสูงสุด เหนือกว่าระบบช่วงล่างแบบคอยล์สปริง  
 
 
     เมอร์เซเดส-เบนซ์ E 220d เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ กำลัง 190 กว่าแรงม้า วิ่งได้ระยะทางมากกว่าก็จริง เครื่องยนต์ทำงานตลอด แม้มีฟังก์ชั่นหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ แต่ E 350e ทั้งการตกแต่งทั้ง 3 แบบ หรือตกแต่งแบบ Exclusive ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าของชุดเกียร์ อีก 88 แรงม้า อีกแรงบิด 440 นิวตันเมตร
 
 
     ก็เพื่อให้คุณได้ก้าวเข้าไปสู่การขับขี่ที่ล้ำสมัยและเป็นจริงในอนาคต ซึ่งก็คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่เครื่องยนต์นั้นไม่เพียงแต่ช่วยชาร์จไฟกลับเข้าสู่ตัวแบตเตอรี่ในรอบเดินเบาอย่างปกติ 700 รอบต่อนาที ไม่ได้ปรับให้รอบสูงขึ้น แต่ยังรวมพลังให้คุณขับขี่รถยนต์คันนี้ได้อย่างปลอดภัย ตอบสนองความต้องการได้อย่างสมราคาและคลาสของรถยนต์คันนี้ เทคโนโลยีปลั๊ก-อินไฮบริด 
 
 
     ทำไมต้องเลือกรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ E-Class มาใช้ ก็เป็นเพราะชื่อเสียงและการพัฒนาของรถยนต์รุ่นนี้มีมาต่อเนื่องอย่างยาวนาน คนทั่วโลกรู้จักและคนไทยก็รู้จักเป็นอย่างดี ซึ่งก็ได้เห็นมาตั้งแต่เกิดแล้ว บนถนนเมืองไทยในอดีตและปัจจุบัน เพียงแต่รถยนต์รุ่นใหม่ไม่ใช่เครื่องยนต์ดีเซล ไม่ใช่เครื่องยนต์เบนซินเพียงอย่างเดียว แต่มีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงติดตั้งอยู่ด้วย คือ E 350e
 
 
     ลองขับเพียงแค่วันเดียวกับรถยนต์คันนี้ คุณอาจจะไม่ได้เห็นถึงความล้ำสมัยและการขับขี่ที่รื่นรมย์ได้อย่างน่าหลงใหล ประทับใจ แต่ถ้าคุณได้เป็นเจ้าของหรือครอบครอง คุณจะได้ใช้โหมดการขับขี่ได้อย่างต้องการในแต่ละสภาพการจราจรและการเดินทาง แต่ขอบอกว่า รถยนต์คันนี้สมรรถนะสูงและวิ่งได้เร็วมากๆ นะครับ
 
   
     แม้เป็นรถยนต์ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้ามีแบตเตอรี่ที่ด้านท้ายรถด้วย แต่ขับขี่เดินทางได้อย่างเพลิดเพลินในแต่ละโหมดของการขับขี่ที่คุณต้องการได้อย่างหลากหลาย หรือแม้แต่ชับเคลื่อนตัวมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือขับเดินทาง เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เหนือกว่าขับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ทำงานเพียงอย่างเดียวครับ ขับเคลื่อนด้วยพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้อิ่มให้จุใจไปเลยครับ
 
ขับขี่ในเมืองและนอกเมือง Mercedes-Benz E 350e Exclusive เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC)
วิ่งความเร็ว 30 กม./ชม. ที่ 0 รอบ/นาที
วิ่งความเร็ว 40 กม./ชม. ที่ 1,050 รอบ/นาที D5
วิ่งความเร็ว 50 กม./ชม. ที่ 1,050 รอบ/นาที D6
วิ่งความเร็ว 60 กม./ชม. ที่ 1,300 รอบ/นาที D6
วิ่งความเร็ว 70 กม./ชม. ที่ 1,050 รอบ/นาที D8
วิ่งความเร็ว 80 กม./ชม. ที่ 1,250 รอบ/นาที D8
วิ่งความเร็ว 90 กม./ชม. ที่ 1,400 รอบ/นาที D8
วิ่งความเร็ว 100 กม./ชม. ที่ 1,300 รอบ/นาที D9
วิ่งความเร็ว 110 กม./ชม. ที่ 1,400 รอบ/นาที D9
วิ่งความเร็ว 120 กม./ชม. ที่ 1,600 รอบ/นาที D9
วิ่งความเร็ว 130 กม./ชม. ที่ 1,700 รอบ/นาที
วิ่งความเร็ว 140 กม./ชม. ที่ 1,800 รอบ/นาที
วิ่งความเร็ว 150 กม./ชม. ที่ 2,000 รอบ/นาที
วิ่งความเร็ว 160 กม./ชม. ที่ 2,100 รอบ/นาที
วิ่งความเร็ว 170 กม./ชม. ที่ 2,200 รอบ/นาที
วิ่งความเร็ว 230+กม./ชม. ที่-รอบ/นาที โหมด SPORT
-รถวิ่งใช้งานมาแล้วระยะทาง 573 กม. 
-เติมน้ำมันเต็มปากถังบอกวิ่งได้ระยะทาง 564 กม. อุณหภูมิอากาศ 36.5-31.0 องศาเซลเซียส (แอร์เปิด 24-25องศาเซลเซียส)
-ชาร์จไฟที่สำหนักงานเต็มบอกวิ่งได้ระยะทาง Electric range 33 กม.
-ชารจ์ไฟด้วยโหมด CHARGE ด้วยการทำงานของเครื่องยนต์บอกวิ่งได้ระยะทาง 23 กม.
-ขับขี่ด้วยโหมด E-MODE ขับเคลื่อนพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียววิ่งได้เร็วทะลุ 140+กม./ชม. 
-ขับขี่ด้วยความเร็ว 80/90/100/110/120/130/140 กม./ชม. สิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ย 5.9/5.7/6.2/6.8/6.9/6.9/7.8 ลิตร/100 กม. หรือเฉลี่ย 16.94/17.54/16.12/14.70/14.49/14.49/12.82 กม./ลิตร
-ขับขี่ในเมือง-บนทางด่วน-เดินทางไปนอกเมือง-ในกรุงเทพฯไประยะทาง 306.5 กม. บอกวิ่งได้ระยะทางอีก 290 กม. สิ้นเปลืองน้ำมัน 10.7 ลิตร/100 กม. หรือ 9.34 กม./ลิตรความเร็วเฉลี่ย 25 กม./ชม. ใช้เวลา 11.58 ชั่วโมง (วิ่งโดยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าไประยะทาง 106 กม.) เฉพาะขับขี่เดินทางสิ้นเปลือง 9.7 ลิตร/100 กม. หรือ 10.30 กม./ลิตร ความเร็วเฉลี่ย 46 กม./ชม.
 
 
Mercedes-Benz E 350e Exclusive (CKD)
เครื่องยนต์   เบนซินแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์
ปริมาตรกระบอกสูบ   1,991 ซีซี
กำลังสูงสุด   211 แรงม้า hp (155 กิโลวัตต์) ที่ 5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด   350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที
กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า  88 แรงม้า hp / 65 กิโลวัตต์ 
แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า   440 นิวตันเมตร
กำลังรวมทั้งระบบสูงสุด   286 แรงม้า hp
แรงบิดรวมทั้งระบบสูงสุด   550 นิวตัน-เมตร
ระบบส่งกำลัง  เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ (9G-TRONIC) พร้อมเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Steering-whell Gearshift) 
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.   ใช้เวลา 6.2 วินาที
ความเร็วสูงสุด   250 กม./ชม.
อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน   40-47.62 กม./ลิตร
อัตราการปล่อย CO2   49-57 กรัม/กม.
มิติตัวรถยาวxกว้างxสูง  4,923x1,852x1,468 มม.
ล้ออัลลอยแบบ 10 ก้าน ขนาด 19 นิ้ว สี Tremolite Grey พร้อม High-Sheen Finish
ขนาดยางหน้า-หลัง   245/40R19 98Y  275/35R19 101Y MICHELIN PRIMACY 3
ถังน้ำมันจุ  60 ลิตร
ราคาจำหน่าย   3,820,000 บาท
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
 
 
เลือกโหมดการทำงานของรถบบ PLUG-IN HYBRID ได้ถึง 4 แบบมี
HYBRID : การทำงานในรูปแบบนี้ รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะเน้นไปที่การใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนให้มากที่สุด และใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเท่าที่จำเป็น หากกระแสไฟในแบตเตอรี่มีปริมาณต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ระบบจะใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเท่านั้น และถ้าผู้ขับขี่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต (S) รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวมอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่ทำงาน
E-MODE : สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ (ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว) ได้จนถึงความเร็ว 130 กม./ชม. เป็นระยะทางสูงสุด 30 กิโลเมตร โดยไม่มีการคายไอเสีย (ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้) โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่การทำงานของระบบนี้ สามารถครอบคลุมการใช้งานได้เป็นอย่างดี ผู้ขับขี่จะต้องไม่กดแป้นคันเร่งจนเกินแรงต้าน หากกดแป้นคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อใด เครื่องยนต์จะเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนรถยนต์ทันที
E-SAVE : ในขณะที่เริ่มต้นใช้ E-SAVE ระดับกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ high-volt ในขณะนั้นจะถูกบันทึกค่าไว้ จากนั้นระบบจะใช้เครื่องยนต์เป็นหลักในการขับเคลื่อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกใช้น้อยที่สุด เพื่อรักษาระดับกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ให้มีปริมาณเท่าเดิมกับตอนเริ่มต้น ยกตัวอย่างเช่นถ้ามีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าว่ากำลังจะต้องเดินทางเข้าเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่ High-Volt จนเต็มแล้ว ควรเลือก E-SAVE ในการเริ่มต้นเดินทางก่อนที่จะเข้าเมือง เมื่อขับถึงในเมืองก็จะมีปริมาณกระแสไฟสูงสุดที่จะใช้ E-MODE สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างเต็มที่
CHARGE : รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยแบตเตอรี่ High-Volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเลยเพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ High-Volt อย่างต่อเนื่องแรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในแบตเตอรี่และจะมีการแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย เมื่อชาร์จไฟเต็ม ระบบจะปรับไปที่การทำงานในรูปแบบ E-SAVE โดยอัตโนมัติ