x

ผมได้มีโอกาสพิเศษ ในการนั่งคุยกับ สตีฟ แกดด์ มือกลองระดับตำนานของโลก ผู้อยู่เบื้องหลังให้กับศิลปินดัง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น อีริค แคลปตัน (Eric Clapton), เจมส์ เทย์เลอร์ (James Taylor) หรือ ชิค คอเรีย (Chick Corea) แกดด์ คือมือกลอง ที่เป็นต้นแบบของนักดนตรีรุ่นใหม่ทั่วโลก ถ้าจะเรียกได้ว่าเขาคือมือกลอง 1 ใน 5 ของโลก ก็คงไม่มีใครคัดค้านได้ 
 
 
มือกลองวัย 72 ปีผู้นี้ พึ่งมีคิวโชว์ในบ้านเราไปเมื่อวันศุกร์ที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมากับวง Blicher Hemmer Gadd พร้อมกับฝากความประทับใจไว้มากมาย ทั้งด้านการเล่น และด้านความเป็นมนุษย์
 
ผมนั่งคุยกับเขาเกี่ยวกับ เรื่องราวบนเส้นทางสายดนตรีสายนี้ของเขา ตลอดเกือบ 60 ปีที่ผ่านมา แกดด์ มาพร้อมเสื้อผ้า หน้าผมที่ทำให้ผมอึ้งสตั้นไปสิบวิ มือกลองระดับตำนานคนนี้ มาพร้อมชุดสุดแสนธรรมดา เสื้อยืดกางเกงห้าส่วน รองเท้าแตะ (สภาพตาแป๊ะมาก ๆ) และมาพร้อมรอยยิ้ม ซึ่งผมก็อดไม่ได้ที่จะแซวเขาเล็กน้อยว่า “ปกตินี่คือชุดอยู่บ้านของคุณหรือเปล่า” แกดด์ตอบกลับมาแบบจิกกัด วงการเล็กน้อยว่า
 
“ภาพลักษณ์ของนักดนตรีสมัยนี้ มันเป็นการปรุงแต่งให้ดูดีเข้ากับสังคม คุณเป็นนักดนตรี คุณไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์อะไรขนาดนั้น คุณมีหน้าที่แค่สร้างดนตรีที่ดี ก็พอ” 
 
 
ตลอดการสัมภาษณ์ผมสัมผัสได้ถึง ‘ความเป็นนักดนตรีตัวจริง’ ของเขา และความใจกว้างของเขาเช่นกัน เราไปชมบทสัมภาษณ์กันเลย
 
GM Live : คุณเริ่มหลงรักการ ‘ตีกลอง’ ตั้งแต่เมื่อไหร่
แกดด์ : ผมจำไม่ได้จริงว่าไปหลงรักมันได้อย่างไร รู้อีกทีก็ชอบมันซะแล้ว ตอนผมอายุได้ 3 ขวบ ผมอยู่กับแม่, พ่อ และคุณลุง จุดเริ่มต้นมันน่าจะมาจากตอนนั้น ลุงของผมตีกลองอยู่ในวงของกองทัพ เขามีกลองชุดสีแดง แค่ครั้งแรกที่ผมได้เห็นมัน ภาพนั้นกลายเป็นภาพติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ ผมอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงหลงรักมัน แต่ที่รู้คือ ผมรักมัน
 
GM Live : ครอบครัวของคุณสนับสนุนคุณ ในเรื่องการเล่นดนตรีอย่างมาก ซึ่งต่างกับผู้ปกครองหลายคนที่มองว่า อาชีพนักดนตรี ดูไม่มั่นคงและไม่มีอนาคต คุณมองเรื่องนี้อย่างไร
แกดด์ : ผมคิดว่าครอบครัวสำคัญมาก การสนับสนุนจากครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด สำหรับผม ผมโตขึ้นมาพร้อมกับแนวคิด คิดที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ นั่นคือส่วนสำคัญของชีวิตผม ครอบครัวของผมส่งเสริมผมอย่างมาก คุณย่าผมจับผมไปเรียนกลองด้วยตัวท่านเอง แล้วท่านก็จับผมกับน้องชายไปเรียนเต้น Tap Dance ด้วย 
 
และเมื่อน้องผมอยากเรียนทรัมเป็ต ท่านก็พาน้องผมไปเรียน อีกทั้งตอนที่พ่อแม่ผมต้องทำงานท่านก็เป็นคนพาผมไปเรียนคอร์สเหล่านั้นเอง นอกจากนี้ที่บ้านผมก็ชอบพาผมไปนั่งฟังเพลง ไปคอนเสิร์ต สิ่งเหล่านี้เป็นการปลูกฝั่งและส่งเสริมคุณโดยตรง และมันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผมมีวันนี้เลย ผมคิดว่าพวกท่านไม่ได้มองว่ามันเป็นสิ่งที่ดูไม่มีอนาคตหรอก การได้ทำสิ่งที่เราชอบ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
 
GM Live : แจ๊ส คือวิชาที่ต้องผ่านการเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย นักดนตรีรุ่นใหม่ที่จบมามักจะมีรูปแบบการเล่นคล้ายกัน เหมือนจบมาพร้อมกับหลักความคิดตามหนังสือเรียน เมื่อถูกนำไปเทียบกับศิลปินในตำนานที่ไม่ได้ศึกษาในระบบอย่าง ชาร์ลี พาร์คเกอร์ หรือ ไมลส์ เดวิส จะเห็นว่าต่างกันอย่างมาก คุณมีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร
แกดด์ : ทั้งสองแบบมันเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ มันไม่มีสิ่งใดที่ดีไปกว่ากัน คนที่เรียนจาก Passion ของตัวเอง หรือเรียนอย่างมีรูปแบบ สำหรับคนที่เรียนในระบบการศึกษาคุณเองก็ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะหา โครงสร้างอื่น ๆ รูปแบบอื่น ๆ ที่ต่างจากเดิมในการเรียนรู้เพิ่มเติม ดูวิดีโอ ไปดูคอนเสิร์ต หาแรงบันดาลใจ ผมเองไม่ชอบบอกให้ใครมาทำอย่างโน่น ทำอย่างนี้ หรือไปสอนอะไรเขามากมาย ผมมักจะให้แรงบันดาลใจแก่เขามากกว่า
 
 
GM Live : คุณเป็นนักดนตรี ที่อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีมาหลายทศวรรษ เรียกได้ว่าคุณอยู่ในทุกยุคสมัยของวงการเพลง 50 ปีหลัง การที่ Streaming เข้ามา Disrupt วงการเพลงคุณมองเรื่องนี้อย่างไร 
แกดด์ : ผมมองว่าธุรกิจวงการนี้มันเปลี่ยนไป ผมคิดว่า Streaming สร้างผลกระทบกับทุกคนในวงการ ตัวนักดนตรี แฟนเพลง คนซื้อแผ่น คนขายแผ่น ตัวผมเองยังอยู่ได้ในวงการนี้ เพราะผมมีคอนเสิร์ตให้เล่น ผมเป็นคนที่ไม่ต้องไปยุ่งกับด้านมิวสิค คอมพิวเตอร์เลย ผมไม่ต้องทำมันด้วยตัวของตัวเอง การที่ Streaming เข้ามามีบทบาทในวงการ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือคนฟัง นะ แต่ในด้านของนักดนตรีอย่างผม มันกลายเป็นเรื่องของ ต่อจากนี้ เราจะทำเงินได้ไหม พวกผมก็ต้องหาวิธีสู้กันด้วยวิธีอื่นนั่นแหละ
 
GM Live : แล้วคุณมอง ‘อนาคต’ ในวงการเพลงนี้อย่างไร
แกดด์ : มันเป็นเรื่องยากที่จะตอบนะ ผมจินตนาการมันไม่ออกจริง ๆ ไม่รู้จริง ๆ แต่สุดท้ายมันก็ยังคงต้องเป็น ดนตรี เหมือนเดิม แต่ตอนนี้เรามีคอมพิวเตอร์ สมัยนี้คนเราแค่มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวเราก็สามารถทำเพลงได้แล้ว ตอนนี้ใคร ๆก็เป็นนักดนตรีได้แล้ว นั่นเป็นเรื่องดีเลยนะ นั่นเป็นเรื่องใหญ่ด้วย เพราะเราจะมีนักดนตรีรุ่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คุณไม่จำเป็นต้องไปเรียนในมหาลัย พวกเขาสามารถสร้างสรรค์มันได้ด้วยหนทางอีกแบบหนึ่งเลย 
 
สมมติคนอย่างรุ่นผมได้เข้าใกล้พวกเขา มันก็เกิดการสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ในทันที ผมเรียนรู้ พวกเขาเรียนรู้ ถ้าคุณอยากเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมดนตรี คุณต้องเปิดกว้างที่จะเรียนรู้ 
 
GM Live : สิ่งสำคัญที่สุดที่ ‘มือกลอง’ ทุกคนต้องทำ
แกดด์ : คุณต้องรักษาจังหวะ รักษาเวลา สนับสนุนคนที่คุณเล่นด้วย คนที่คุณกำลังร่วมงานอยู่ ทำให้ดีที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ สนับสนุนเขา 
 
GM Live : คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ อะไรคือเหตุผลที่ชิค (ชิค คอเรีย) หรือ แคลปตัน (อีริค แคลปตัน) เลือกใช้งานคุณมาตลอดหลายปีมานี้
แกดด์ : คุณรู้อะไรไหม ผมไม่เคยคิด ไม่เคยตั้งไว้ ว่าจะให้ตัวเองชื่อเสียงหรือโด่งดัง นั่นไม่ใช่เป้าหมายของผมเลย ผมแค่อยากทำและอยู่กับสิ่งที่ผมรัก เป้าหมายของผมคือแค่เลี้ยงชีพตัวเองได้ ด้วยดนตรี ด้วยสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกดีหรือรักมัน 
 
ตอนผมเด็ก ๆ ผมคิดแค่ว่าการได้อยู่กับสิ่งนี้มันก็ดีแล้ว และเมื่ออุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนไป การที่ได้เข้ามาอยู่ในวงการนี้มันทำเงินได้มาก มาก ๆ เลยทีเดียว แม้กระทั่งการเป็นนักดนตรีไซด์แมน กับหลาย ๆ วงเพื่อทัวร์ หรือเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้ม ทั้งหมดนี้มันทำให้การเป็นอยู่ของคุณดีได้ มันเลี้ยงคุณได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มันนอกเหนือสิ่งที่ผมจินตนาการเอาไว้ ผมแค่อยากเลี้ยงตัวเองได้ด้วยมันเท่านั้นเอง
 
 
GM Live : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคุณตลอดอาชีพนักดนตรี
แกดด์ : ผมรู้สึกตัวเองโชคดีอย่างมาก ที่ได้ทัวร์กับ ชิค คอเรีย และทุกครั้งที่ผมได้ทำมัน การที่ได้ร่วมเล่นดนตรีกับเขา มันกลายเป็นประสบการณ์ชั้นเยี่ยมของผม นอกจากนี้การได้เล่นกับ คาลิโต เดล เปอร์โต (Carlitos Del Puerto) ในตำแหน่งเบส, สตีฟ วิลสัน (Steve Wilson) แซกโซโฟน, ไลโอเนล ลูย์เอกี (Lionel Loueke) กีตาร์ และ ลุยซิโต ควินเตโร (Luisito Quintero) เพอร์คัสชั่น นี่คือวงที่ยอดเยี่ยม
 
เหมือนกับวงที่ผมกำลังจะเล่นด้วยในคืนนี้ แดน และไมเคิล ก็เป็นสองยอดนักดนตรี ณ ปัจจุบัน ผมรู้สึกเยี่ยมมาก ๆ ที่ผมได้เล่นกับนักดนตรีเหล่านี้ พวกเขาทั้งเป็นคนดี และเป็นนักดนตรีที่ดี สร้างสรรค์งานที่ดี การที่คุณได้เล่นดนตรีร่วมกับคนที่ฟังคุณมันคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้น
 
GM Live : ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ที่คุณพูดถึงประสบการณ์ที่เคยบันทึกเสียงให้ Return to Forever ของ ชิค คอเรีย เมื่อปี 1976 ในอัลบั้ม ‘The Leprechaun’ ผลงานชุดนี้ได้แกรมมี อวอร์ดส ด้วย แต่คุณบอกในบทสัมภาษณ์ว่า “คุณไม่เคยซ้อมกันมาก่อนเลยสักครั้งเดียว” 
แกดด์ : ตอนนั้นผมใช้ทุกอย่างที่เรียนมา ใช้ทุกอย่างที่รู้กับผลงานชิ้นนี้ มันเป็นเรื่องท้าทายมาก ๆ เลยนะ เพราะเพลงของชิคมีความซับซ้อนมาก มีหลายส่วนและหลายรูปแบบที่กลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ๆ
 
ซึ่งผมรู้สึกคุ้มค่าอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมกับมัน คำว่าท้าทายอย่างที่ผมบอกก็สามารถตีออกมาได้หลายความหมาย ความท้าทายในตอนนั้นไม่ใช่การที่คุณต้องตีความเพลงเดี๋ยวนั้น แต่มันคือเรื่องของความสดใหม่ การที่ผมได้เรียนออร์เคสตราในรั้วมหาวิทยาลัย มันทำให้ผมรู้จักกับการเล่นกับเครื่องเป่า เครื่องสาย มันกลายเป็นสิ่งที่ดีมากที่ผมได้มีส่วนร่วมในโปรเจ็คนั้น
 
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ Cadenza สำหรับการจัดคอนเสิร์ตดี ๆ และการดูแลความสะดวกในการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ครับ