x

เรื่อง : ณัฐพล ศรีเมือง
จากนิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2016 ธ สถิต นิจนิรันดร์ 

เพลงเพื่อพ่อ
 
เพลงที่บรรดาศิลปินแต่งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น มีมานานแล้ว และในปัจจุบันก็ยิ่งนิยมทำกันมากขึ้นอย่างที่เราทราบกัน 
 
GM ลองคัดเลือกเพลงที่โดดเด่นในทางของตัวเองตั้งแต่อดีตมาจัดกลุ่มแยกประเภท ซึ่งพบความหลากหลาย และมีวิวัฒนาการของความคิดสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ อันเป็นการสะท้อนมุมมองและแรงบันดาลใจของศิลปินในแต่ละช่วงยุค แต่ละแนวทาง กระทั่งได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นผลงานที่มีคุณค่า และกลั่นมาจากหัวใจ
 
‘สดุดีมหาราชา’ และเพลงมาร์ชของทางการ
 
ส่วนมากแล้ว เพลงมาร์ชนั้นมักใช้กับเพลงปลุกใจ ซึ่งสุดท้ายแล้วกลายเป็นเพลงทางการที่องค์กรหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ เพราะจังหวะมาร์ชนั้นให้ความรู้สึกสง่า ขึงขัง ฮึกเหิม และร่าเริง เพลงเทิดพระเกียรติที่เป็นเพลงของทางการนั้น ล้วนแต่เป็นเพลงจังหวะมาร์ช
 
สำหรับ ‘สดุดีมหาราชา’ นั้น เป็นเพลงมาร์ชที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าเป็นเพลงทางการที่ใช้ขับร้องถวายพระพรทั้งสองพระองค์ แต่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า แรกเริ่มเดิมทีเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง ลมหนาว ของผู้สร้าง ชรินทร์ นันทนาคร เมื่อปี พ.ศ.2509 ซึ่งได้อัญเชิญชื่อเพลงพระราชนิพนธ์มาเป็นชื่อเรื่อง นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา และเพชรา เชาวราษฎร์
 
เพลงสดุดีมหาราชา ประพันธ์คำร้อง คือ ชาลี อินทรวิจิตร ทำนองโดย สมาน กาญจนะผลิน ที่มาของเพลงนี้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2507 ตอนที่ชรินทร์ไปดูโลเกชั่นถ่ายหนังที่เชียงใหม่ แล้วเห็นแม้วแบกกระบุงขึ้นดอยมา มีธง ภปร. ผืนเล็กเสียบอยู่ เขาคิดคำว่าสดุดีมหาราชาขึ้นมาได้ ณ ตอนนั้น เก็บชื่อและความคิดไว้ว่าจะทำอะไรอยู่สองปี จึงไปปรึกษาพระยาศรีวิสารวาจา องคมนตรี ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณที่เคารพนับถือว่า ถ้าจะแต่งเพลงรักและบูชาพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินี โดยใช้ถ้อยคำธรรมดาง่ายๆ แบบชาวบ้าน จะเป็นการมิบังควรหรือเปล่า พระยาศรีวิสารวาจาบอกกับชรินทร์ว่า เป็นความคิดที่ดีมาก ให้รีบไปแต่งได้เลย
 
วันหนึ่งชรินทร์ก็ไปรับชาลีที่บ้านตั้งแต่ตีห้าเพื่อไปแต่งเพลงที่บ้านของสมาน ชาลีได้ถามชรินทร์ขึ้นว่า ถ้าสมมุติเวลาเจอในหลวงต้องทำยังไง ชรินทร์ตอบว่า ก็ทรุดตัวลงกราบ ถวายบังคม กล่าวคำว่า ขอเดชะฯ แล้วมีอะไรก็กราบบังคมทูลพระองค์ท่านนั่นเองจึงเป็นที่มาของคำขึ้นต้นเนื้อเพลงสดุดีมหาราชา ซึ่งชรินทร์ย้ำกับชาลีว่าอยากได้ภาษาง่ายๆ แบบชาวบ้านแต่น่าประทับใจ ชาลีบอกว่านั่นแหละยาก ซึ่งก็มีบางวรรคที่ชาลีอยากใช้คำตามใจตัวเองบ้าง เช่น อ่าองค์พระสยมบรมราชันขวัญหล้า 
 
เมื่อเสร็จเรียบร้อย เพลงสดุดีมหาราชาถูกใส่ไว้ในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องลมหนาว ซึ่งเป็นฉากที่นักโทษการเมืองและพระเอกของเรื่องใด้รับพระราชทานอภัยโทษเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งในรอบแรกที่ฉายที่ฉาลาเฉลิมกรุงนั้น ได้สร้างความสับสนให้กับทั้งคนดูและพนักงานโรงหนัง เพราะคิดว่าเพลงนี้มาแทนเพลงสรรเสิญพระบารมีที่สมัยนั้นจะบรรเลงตอนหนังจบทุกคนจึงลุกขึ้นถวายความเคารพเพลงสดุดีมหาราชา เสร็จแล้วพากันออกจากโรงหมด พนักงานเปิดประตูเองก็ไม่ทราบ ทำให้สุดท้ายไม่ได้มีการเปิดเพลงสรรเสิญพระบารมี
 
นั่นทำให้ชรินทร์ถูกตำรวจจับเพราะมีคนไปแจ้งความว่าเขาเอาเพลงอะไรไม่รู้มาเปิดแทนเพลงสรรเสิญพระบารมี ก่อนที่สุดท้ายจะได้พระยาศรีวิสารวาจามาไกล่เกลี่ย ทำความเข้าใจกับตำรวจและโรงภาพยนตร์ ว่าเพลงนี้เป็นเพลงในภาพยนตร์ เรื่องจึงจบลงด้วยดี 
 
จากเพลงประกอบภาพยนตร์ ปัจจุบันรัฐบาลได้จัดให้เพลงสดุดีมหาราชา เป็น 1 ใน 6 เพลงสำคัญของแผ่นดิน
 
นับจากปี พ.ศ.2509 ที่เพลงสดุดีมหาราชาเผยแพร่เป็นครั้งแรก ครั้นมาถึงยุคร่วมสมัยที่รัฐบาลต้องการจะจัดทำเพลงเทิดพระเกียรติอีกครั้ง แนวทางของเพลงก็ยังคงเป็นเพลงมาร์ช ที่น่าสนใจคือยังคงมีครูชาลี อินทรวิจิตร นำทีมนักแต่งเพลงเช่นเดียวกันทั้ง 2 เพลง
 
นั่นคือเพลง ภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา (บุญของแผ่นดินไทย พ่อหลวงบันดาลให้ ที่ในยุ้งฉางมีข้าว) ในปี พ.ศ. 2542 เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ และเพลง พ่อแห่งแผ่นดิน (อัครศิลปิน กรองศาสตร์กรองศิลป์ การดนตรี) เนื่องในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 
 
เพลงสำคัญของแผ่นดิน คือ เพลงที่รัฐบาลไทยจัดให้มีความสำคัญในระดับชาติอย่างเป็นทางการ ตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2546 มีทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่ เพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงมหาชัย เพลงมหาฤกษ์ เพลงสดุดีมหาราชา และเพลงภูมิแผ่นดิน นวมินทร์มหาราชา
 
 
‘ล้นเกล้าเผ่าไทย’ เพลงชาติของคนลูกทุ่ง
 
เพลงเทิดพระเกียรติที่มีอายุหลายสิบปีอีกเพลง คือเพลงในแนวลูกทุ่ง ‘ล้นเกล้าเผ่าไทย’ ซึ่งประพันธ์คำร้องและทำนองโดย ชลธี ธารทอง เมื่อปี พ.ศ. 2519 โดยศิลปินที่ขับร้องไว้คือ สายัญ สัญญา
 
ล้นเกล้าเผ่าไทยเป็นเพลงที่รู้จักกันดีว่าเปรียบเสมือนเพลงชาติของวงการลูกทุ่ง ซึ่งบรรดาวงลูกทุ่งมักจะนำมาเล่นเป็นเพลงเปิดโชว์เพื่อความเป็นมงคล
 
ที่มาที่ไปของเพลงนี้เกิดจากการที่ในตอนนั้น ชลธีเห็นในหลวงทรงงานจากข่าวในพระราชสำนัก พระองค์ท่านเสด็จไปยังที่ถิ่นทุรกันดารต่างๆ สะพายกล้อง ทรงงานเหนื่อยจนพระเสโทไหล พระราชกรณียกิจเหล่านั้นติดตาชลธี ทำให้รู้สึกสะท้อนใจว่า ทำไมพระเจ้าแผ่นดินของเราถึงได้ทรงงานหนักถึงเพียงนั้น หนักกว่าพวกเราหลายเท่า เขาจึงคิดว่าควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อพระองค์ท่าน จนรวมมาเป็นความคิดว่าต้องแต่งเพลงสักเพลงสำหรับพระองค์ 
 
เพลงล้นเกล้าเผ่าไทยจึงเกิดจากจิตสำนึกที่ต้องการจะกระตุ้นให้คนไทยรักและเทิดทูนในหลวงให้มากๆ และต้องการที่จะใช้เป็นสื่อบอกให้ชาวโลกรู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินของเราดีที่สุด
 
ชลธีเลือกใช้คำธรรมดาๆ ในเพลงนี้ มีบางคำที่เป็นศัพท์แสงในรั้วในวังบ้าง เขาต้องการเขียนให้คนที่ไม่ว่าอยู่ตึกสูงระฟ้าหรืออยู่กระต๊อบหลังคาติดดินฟังรู้เรื่อง ส่วนท่อนอินโทรนั้นก็ตั้งใจให้มีความคล้ายเพลงสดุดีมหาราชา เขาบอกกับสายัญตอนอัดเสียงว่า เพลงนี้เป็นเพลงสำคัญที่สุดในชีวิตของเอ็งนะ ร้องให้ดีๆ
 
ต่อมาเพลงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวงการลูกทุ่งเพลงนี้ก็ยังทำให้ชลธีได้รับรางวัลศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงลูกทุ่ง-ประพันธ์) เมื่อปี พ.ศ. 2542 และเขามักจะบอกลูกศิษย์ลูกหานักแต่งเพลงว่า ถ้ามีโอกาสให้แต่งเพลงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง 
 
ชลธีแต่งเพลงเทิดพระเกียรติมา 10 เพลง และเพลงที่  11 คือเพลง ‘ฟ้าร้องไห้’ ที่เขาแต่งขึ้นมาเพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ซึ่งจะเป็นเพลงสุดท้ายแล้ว

ต้นไม้ของพ่อ, ของขวัญจากก้อนดิน, รูปที่มีทุกบ้าน มุมมองการเล่าเรื่องใหม่ๆ ของเพลงป๊อป
 
อาจพูดได้ว่าวิธีการเล่าเรื่องและการใช้ภาษาของเพลงในเซ็ตนี้ เป็นต้นแบบของการแต่งเนื้อเพลงเทิดพระเกียรติหรือถวายความอาลัยในยุคปัจจุบัน ด้วยกลวิธีแบบเพลงป๊อปร่วมสมัยที่แตกต่างจากเพลงเทิดพระเกียรติในยุคก่อนหน้านี้
 
ทั้งหมดเป็นผลงานการเขียนคำร้องของ ดี้-นิติพงษ์ ห่อนาค ขับร้องโดย เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ จัดทำโดยบริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
 
- ต้นไม้ของพ่อ
 
จัดทำเนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 นิติพงษ์เล่าว่าเมื่อเขาได้รับมอบหมายจากต้นสังกัดให้เป็นผู้แต่ง เขาคิดว่าหากจะพูดถึงในหลวง ต้องใช้ภาษาสูงๆ หรือคำราชาศัพท์หรือไม่ เขาเคยแต่งแต่เพลงป๊อบเพลงภาษาชาวบ้าน แล้วก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยได้ยินเพลงเทิดพระเกียรติที่ใช้ภาษาชาวบ้านเลย 
 
เขาคิดอยู่นานว่าจะเล่าเรื่องอะไร ใช้ภาษาอย่างไร จนกระทั่ง ‘ใบโพธิ์สีทอง’ ที่เอาไว้ให้ประชาชนเขียนถวายพระพรจากโครงการที่แกรมมี่ร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ทำให้นิติพงษ์คิดออก ว่าจะต้องแต่งเพลงโดยใช้สัญลักษณ์เปรียบเปรย จึงจะสามารถสื่อสารสิ่งต่างๆ มากมายที่พระองค์ท่านทรงทำได้ออกมาได้หมด เขาแตกไอเดียจากใบโพธิ์สู่ต้นไม้ใหญ่สักต้น มาสู่พ่อปลูกต้นไม้ให้ลูกๆ แล้วเล่าด้วยลีลาของนิทาน ขึ้นต้นว่า นานมาแล้ว... โดยใช้ภาษาชาวบ้านง่ายๆ และให้ชื่อว่า ‘ต้นไม้ของพ่อ’ 
 
เมื่อเพลงเสร็จแล้ว เขายังคงหวั่นว่าจะโดนตำหนิว่ามิบังควรหรือไม่ที่เรียกพระองค์ท่านว่าพ่อ ครั้นเมื่อเพลงได้รับการเผยแพร่ในช่วงเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ 50 ปีพอดี ก็ปรากฏว่าเพลงนี้กลายเป็นที่เพลงที่ได้รับความชื่นชม
 
- ของขวัญจากก้อนดิน
 
โจทย์ใหม่ในอีก 3 ปีต่อมาของนิติพงษ์คือตอนในหลวงมีพระชนมพรรษา 72 พรรรษา ในปี พ.ศ. 2542 เขาเริ่มจากความคิดที่ว่าทำไมคนไทยจึงสามัคคีกันเฉพาะตอนจุดเทียนวันเฉลิมฯ 5 ธันวาฯ แล้วคิดต่อมาว่า สิ่งที่นึกถึงเป็นสิ่งแรกในวันเกิดก็คือของขวัญ แล้วของขวัญที่คนไทยจะถวายพระองค์ท่านน่าจะเป็นอะไร ก็น่าจะเป็นความรักความสามัคคีของคนในชาติ
 
เขาคิดต่อไปถึงพระปรมาภิไธย ‘ภูมิพล’ ที่มีความหมายว่า ‘พลังของแผ่นดิน’ จนไปสู่การเชื่อมโยงความคิดโดยเปรียบเราแต่ละคนเป็นก้อนดินที่เปราะบางและอ่อนแอ แต่พลังที่จะเหนี่ยวรั้งเราไว้ให้กล้าแข็งก็คือ 'รวมเม็ดดินทุกเม็ด ให้เป็นแผ่นดิน' เปรียบเสมือนความรักความสามามัคคีของคนในชาติ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่เราจะมอบเป็นของขวัญให้พระองค์ท่านได้ และนั่นก็คือที่มาของเพลง ‘ของขวัญจากก้อนดิน’
 
- รูปที่มีทุกบ้าน
 
ถัดมาในปี พ.ศ.2550 เนื่องในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา 80 ปี หลังจากแต่งเพลงเทิดพระเกียรติซึ่งมีเนื้อหาเชิงอุปมาเปรียบเปรยไปแล้ว นิติพงษ์ก็ฉีกวิธีเล่าเรื่องออกไปอีกครั้ง มาเป็นการเล่าเรื่องจริงซึ่งเกิดจากมุมมองช่างสังเกต คือไม่ว่าจะไปที่ไหนในประเทศไทย ก็จะเห็นทุกบ้านนั้นมีพระบรมฉายาลักษณ์ บางบ้านเป็นปฏิทินเก่ามากแล้วแต่ก็ยังเก็บไว้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านแบบไหน ขอให้เป็นบ้านคนไทยต้องมีแน่นนอน จึงนำเอาความคิดนี้มาแต่งเป็นเพลง
 
สำหรับวิธีการเล่าเรื่องให้มีชั้นเชิงนั้น ไม่ใช่การพูดขึ้นมาลอยๆ เขาสร้างตัวละครขึ้นมา โดยเชื่อว่าตอนเด็กๆ ทุกคนต้องเคยถามพ่อถามแม่ว่ารูปนี้รูปใคร ถ้าบอกว่าเป็นรูปในหลวงก็จะมีคำถามตามมาอีกว่าในหลวงแปลว่าอะไร เขาจึงคิดว่าเด็กๆ ต้องรู้จักเทวดา ซึ่งเป็นตัวแทนของความดีงามในนิทาน ก็เลยให้แม่ตอบลูกว่าเป็นรูปของเทวดาที่มีลมหายใจ เป็นเทวดาที่เป็นคน และตรงกับความเชื่อที่ว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นสมมุติเทพ 
 
 
King of Kings ยิ่งใหญ่อลังการแบบเวิลด์มิวสิค
 
เพลงเทิดพระเกียรติในยุคใหม่ นอกจากเพลงที่โดดเด่นในการเล่าเรื่องด้วยมุมมองใหม่ๆ อย่างกลุ่มเพลงของดี้-นิติพงษ์แล้ว เพลงที่ทำออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจในพาร์ทของดนตรีซึ่งถือเป็นมิติใหม่ๆ ของเพลงเทิดพระเกียรติ ก็คือเพลง King of Kings 
 
เพลง King of Kings แต่งทำนองและเรียบเรียงดนตรีโดย พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เขียนเนื้อร้องโดย สุรักษ์ สุขเสวี รวมอยู่ในอัลบั้ม ‘H.M. Blues ร้องบรรเลง เพลงของพ่อ’ ที่จัดทำเนื่องในวโรกาสครองราชย์ 60 ปีเมื่อปี พ.ศ. 2549 เป็นอัลบั้มคู่ที่รวมศิลปินระดับคุณภาพของเมืองไทยมาร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในแบบออริจินัลหนึ่งอัลบั้ม และแบบเรียบเรียงให้เป็นเพลงร่วมสมัยอีกหนึ่งอัลบั้ม
 
เพลงเทิดพระเกียรติในยุคก่อนๆ หน้านี้ อาจจะเน้นไปที่การเล่าเรื่องที่พาร์ทดนตรีเป็นเรื่องรองลงไป แต่ King of Kings ทำดนตรีออกมาเป็นพระเอกไม่แพ้เนื้อร้อง ซึ่งให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ อลังการ แบบเวิล์ดมิวสิค โดยพงศ์พรหมได้แรงบันดาลใจมาจากการที่นิตยสาร Times ยกย่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็น King of Kings จนเป็นที่มาของเพลงนี้
 
ในส่วนของเนื้อร้องนั้น พูดถึงความยิ่งใหญ่ของในหลวงที่ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรมจนได้รับการเทิดทูนเหนือราชาทั้งปวง โดยมุมมองของสุรักษ์ผู้แต่งเนื้อมองว่า พระมหากษัตริย์หรือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาราชทั้งโลก ส่วนใหญ่จะมีเครดิตในเรื่องการยกทัพไปเพื่อพิชิตดินแดนต่างๆ แต่พระเจ้าอยู่หัวของเราต้องบอกว่า พิชิตหัวใจคนไทย ด้วยความรักความเมตตา และด้วยทรรศพิธราชธรรม ซึ่งไม่มีคำไหนที่จะเหมาะสมไปกว่าที่เราจะพูดว่า พระองค์ท่านทรงเป็นคิงออฟคิงส์

‘ผู้ปิดทองหลังพระ’ สร้างการจดจำพระนามเต็มโดยศิลปินเพื่อชีวิต 
 
ในยุคหลังที่มีศิลปินแต่งเพลงถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์กันเยอะขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการยกย่องพระราชกรณียกิจต่างๆ การน้อมนำแนวทางพระราชดำริมาปฏิบัติ แต่แง่มุมหนึ่งที่อาจจะไม่ค่อยมีคนคิดกันก็คือ การพูดถึงพระนามเต็มของพระองค์ ซึ่งยาวและจำยาก แต่ถ้าใช้ท่วงทำนองเพลงเป็นสื่อก็จะสร้างการจดจำได้ง่ายขึ้น
 
คนที่คิดในแง่มุมนี้ขึ้นมาก็คือ แอ๊ด คาราบาว หรือ ยืนยง โอภากุล ซึ่งแต่งออกมาเป็นเพลงชื่อ ‘ผู้ปิดทองหลังพระ’ เมื่อปี 2554 เพื่อร่วมฉลองการครองราชย์ 65 ปี และพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา 
 
แอ๊ดชี้ให้เห็นว่า พระนามเต็มของพระองค์ร้อยเรียงเป็นกวี มีฉันทลักษณ์ที่สวยงามอยู่เเล้ว แต่เพื่อให้เพลงมีการเล่าเรื่องที่สมบูรณ์ เขาจึงเสริมส่วนที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ตั้งเเต่พระชนมายุ 19 พรรษา ที่คนไทยได้ไปกราบบังคมทูลเชิญพระองค์ให้มาเป็นพระมหากษัตริย์ หลังจากนั้นพระองค์ก็ทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเสียสละเพื่อคนไทยเรื่อยมา จากนั้นเอ่ยพระนามเต็มผ่านท่วงทำนองที่ไพเราะ ยิ่งใหญ่ และเป็นที่จดจำ
 
พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย เป็นดวงใจของแผ่นดิน
ทรงสถิตเหนือเกล้าชาวไทย ศูนย์รวมใจแผ่นดิน
 
ดิสธร วัชโรทัย รองเลขาธิการสำนักพระราชวัง เคยเปิดเผยเมื่อครั้งที่เพลงนี้ได้รับการเผยแพร่ออกมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตรัสชมแอ๊ด คาราบาว ว่าเก่งมากที่สามารถนำพระนามเต็มของพระองค์ท่านมาใส่ในเนื้อเพลงได้
 
ที่จริงแล้วแอ๊ดแต่งเพลงเทิดพระเกียรติไว้อีกหลายเพลง แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่ถูกพูดถึงมากที่สุด 

‘พลังแสงอาทิตย์’ แร็พฉีกแนวให้กำลังใจคนไทยในยามเศร้า
 
มีศิลปินจำนวนมากที่แต่งเพลงถวายความอาลัย แต่ที่ฉีกแนวออกไปมากที่สุดน่าจะเป็นเพลงนี้ ทั้งด้วยแนวเพลงที่เป็นแร็พ รวมไปถึงอารมณ์เพลงและเนื้อหา 
 
เพลง 'พลังแสงอาทิตย์' เขียนคำร้องโดย 'กอล์ฟ-ฟักกลิ้งฮีโร่' หรือ ณัฐวุฒิ ศรีหมอก ร่วมกับ ธิติวัฒน์ รองทอง ซึ่งทำหน้าที่โปรดิวเซอร์ด้วย และขับร้องโดย 'กอล์ฟ-ฟักกลิ้งฮีโร่' กับ 'คิว วงฟลัวร์' หรือ สุวีระ บุญรอด โดยยังมีศิลปินและนักดนตรีอีกหลายชีวิตมาร่วมด้วยช่วยกัน
'กอล์ฟ-ฟักกลิ้งฮีโร่' ซึ่งเป็นโต้โผในการจัดทำเพลงนี้นั้น เป็นแรพเปอร์ที่มีความชำนาญในการใช้ศัพท์แสงหรือคำไทยสวยๆ มาแต่งเป็นเพลงแร็พได้อย่างคมคายอยู่แล้ว
 
ดังนั้น เพลงแร็พของเขาจึงมีกลิ่นอายที่มีเอกลัษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ และด้วยความที่เป็นศิลปินแร็พ เมื่อเขาคิดจะแต่งเพลงในช่วงส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย เพลงของเขาจึงฉีกแนวออกจากคนอื่นๆ โดยปริยายอยู่แล้ว อีกทั้งมุมมองของการเขียนเนื้อร้องเพลงนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การให้กำลังใจ มากกว่าที่จะเน้นไปที่ความเศร้าหรือทำให้คิดถึงพระองค์ท่าน 
 
เขาบอกว่า มีความรู้สึกหัวใจสลายเหมือนคนไทยทั้งประเทศ แต่มีความเชื่อว่าถ้ารักพ่อเราต้องสู้ต่อ ต้องเสียสละ และต้องรักกัน ดังนั้นเขาจึงคิดว่าสิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ ใช้ความรู้ความสามารถของเขาและเพื่อนๆ ทำเพลงที่ให้กำลังใจคนไทยทั้งประเทศ 
 
ในส่วนเนื้อหาที่เปรียบเปรยกับพลังแสงอาทิตย์ เขาได้แรงบันดาลใจมาจาก เช้าวันที่ 14 ตุลาฯ หลังค่ำคืนแห่งการสูญเสีย เขารู้สึกว่าวันนั้นแดดออกสวยงามมากเป็นพิเศษ เหมือนพระองค์ปลอบใจเราอยู่ ยังให้เราเห็นว่า ทุกวันยังมีเวลาเช้า ไม่ว่าจะทุกข์ทรมานขนาดไหน จึงนำคำนี้กลับมาเป็นพลัง เปรียบเปรยแสงแดดเหมือนพระบารมีที่ส่องนำชาวไทยมาตลอด และถึงแม้วันนี้พระองค์จะมองเราอยู่บนฟ้า แสงแดดก็จะยังคงอบอุ่นอยู่ทุกเช้า เหมือนคำสอนของพระองค์ที่จะยังคงเป็นแสงนำให้เราก้าวเดินต่อไป เช่น 
 
เมื่อฉันเห็นแดดจ้า ฉันคิดถึงพระบารมี
ที่ส่องนำทางชาวไทยมาตลอด 70 ปี
พ่ออยู่บนฟ้าแต่พ่อก็รักเราอยู่ดี
เหมือนแสงแดดเช้านี้ที่ยังอบอุ่นอยู่ทุกนาที
ก้มกราบ ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย
ก่อนจะตั้งปณิธานด้วยความรักอาลัย
จะเอาคำสอนพ่อเป็นดังแสงนำไป
ให้ใจพ้นผ่านความมืดมิดในค่ำคืนยาวไกล
 
หรือการใช้คำไทยสวยๆ เช่น วรรคนี้ 
 
พระองค์ทรงงานไม่ผิดกับแสงสุริยา
ส่องให้เห็นความพอเพียงบนมัชฌิมาปฏิปทา
ส่องนำทุกชั้นชนไม่เลือกวรรณะและศักดินา
ส่องพระทั่วทั้งองค์ให้เราปิดทองหลังองค์พระปฏิมา
คือพระขัตติยาผู้ทรงงานหนักดังทินกร
ให้ความอบอุ่นแผ่แสงไพศาลในใจเหน็บหนาวของราษฎร
ให้เห็นทิศทางแล้วใช้ความเพียรแหวกว่ายด้วยใจไม่สั่นไม่คลอน
เหมือนพระมหาชนกผู้ว่ายอรรณพสู่ฝั่งมิถิลานคร
 
ถือเป็นเพลงของคนรุ่นใหม่ที่ทำหน้าที่ให้กำลังใจได้อย่างทรงพลัง และเป็นมิติใหม่ๆ ของเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดี