x

ใครที่ติดตามชีวิตของ อร BNK48 หรือ พัศชนันท์ เจียจิรโชติ ไอดอลแห่งวง BNK48 ก็คงจะรู้ว่าเธอมักจะนำเอาหลักคำสอนของศาสนาคริสต์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันเธออยู่เสมอ สังเกตได้จากบทสัมภาษณ์ของเธอจากสื่อหลาย ๆ สำนัก
 
เธอเคยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ The Standard ว่า ปัจจจัยสำคัญที่ทำให้เธอผ่านภาวะซึมเศร้าในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตมาได้ เป็นเพราะ “พระเจ้า” (อ่านได้ที่ อร BNK48 เด็กกิจกรรม แพทย์หญิง ไอดอล ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และชีวิตที่สองที่พระเจ้ามอบให้)
 
“พระเจ้าค่ะ ก่อนหน้านั้นเป็นช่วงที่อรมีปัญหาทะเลาะกับทุกคนหมดเลย รู้สึกว่าไม่มีใครรัก เหมือนเราไม่มีค่ากับโลกใบนี้แล้วก็เลยตัดสินใจทำแบบนั้น ซึ่งวันที่อรรอดกลับมาก็มีพี่เลี้ยงฝ่ายจิตวิญญาณมาพูดพระวจนะของพระเจ้าให้ฟัง บอกว่า “เรารักเจ้าด้วยความรักนิรันดร์ แม้ว่าใครจะทอดทิ้งเจ้า แต่เราก็ยังรักเจ้า”
 
เลยยิ่งคิดขึ้นมาได้เลยว่า ท่านมอบชีวิตให้เราอีกครั้ง เราไม่ควรเป็นแบบเดิม เราไม่ควรทิ้งมันไปอีก และเราควรจะเป็นคนมอบความรัก มอบแสงสว่างให้กับคนที่เขาอยู่ในจุดเดียวกับเราต่อไป”
 
ศาสนาคริสต์ มีหลักคำสอนที่สำคัญ คือเรื่องของ “ความรักและการเสียสละ” หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำสอนจากพระคัมภีร์ ที่ว่า “จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง” เป็นหลักคำสอนที่พูดถึงการปล่อยวางละทิ้งความเคียดแค้นที่มีต่อศัตรู และหันมาใช้ความรักในการดำเนินชีวิตแทน
 
เมื่อไม่นานมานี้ สาวอร ได้ทำการโพสต์ภาพตัวเองลงเพจ Orn BNK48 พร้อมแคปชั่นที่ว่า “matthew 5:44” ทำเอาแฟนคลับหลายคนถึงขั้นนำเอาข้อความนี้ไปเสิร์ชกูเกิ้ล หรือไปตีความกันต่าง ๆ นานา นี่ไม่ใช่โค๊ดหรือรหัสลับของสาวอรแต่อย่างใด แท้ที่จริงแล้วข้อความนี้มีที่มาจากหลักคำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ล ภาคพันธสัญญาใหม่นั่นเอง 
 

นี่คือบทพระวรสารจากนักบุญมัทธิว บทที่ 5 ข้อที่ 44 (Matthew 5:44) “แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงพวกท่าน”  
 
(But I say to you, love your enemies, bless those who curse you, do good to those who hate you, and pray for those who spitefully use you and persecute you,)
 
โดยถ้าย้อนขึ้นไปอ่านบทพระวรสารข้อที่ 43 และเชื่อมกับข้อที่ 44 จะเห็นได้ว่าพระเยซูเจ้า กำลังสั่งสอนทุกคนด้วยเรื่องของความรัก ทั้งในฐานะผู้รับ, ผู้มอบ และโดยเฉพาะการปล่อยวางให้อภัยต่อศัตรูของเรา 
 
“ท่านทั้งหลายได้ยินคำกล่าวไว้ว่า ‘จงรักเพื่อนบ้าน และเกลียดชังศัตรู’ แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อบรรดาคนที่ข่มเหงพวกท่าน”
 
ถ้าเราลองเปรียบเทียบสังคมปัจจุบันกับสิ่งที่ปรากฎในพระคัมภีร์ อาจเป็นเรื่องที่ต่างกันลิบลับ ในการที่เราจะรักได้แม้กระทั่งผู้ที่เราเกลียดชังหรือที่เราเรียกว่าศัตรู สังคมมักสอนเราให้ตอบสนองศัตรูด้วยการเอาคืนหรืออย่างดีก็ไม่ต้องไปยุ่ง แต่ทั้งที่ภายในใจนั้นยังคงมีความเคียดแค้นอยู่
 
ในพระวรสารบทที่ 5 ข้อที่ 44 ตอนนี้ เป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่พระเยซูเทศนาบนภูเขา และพระองค์กำลังสอนประชาชนในสิ่งที่ควรจะเป็นและเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่สังคมกำลังเป็น นั่นคือให้เรามีความรัก ที่รักได้กระทั่งศัตรูของเราที่เราเกลียดชัง และยิ่งกว่านั้นให้เราแสดงออกความรักที่มีให้นั้นด้วยการอธิษฐานเผื่อเขา อวยพรเขา ทำดีต่อเขา 
 
บทพระวรสารจากนักบุญมัทธิวบทที่ 5 ถือเป็นบทที่ ถูกนำมาเป็นตัวแทนคำสอนในเรื่องของความรักและการให้อภัย อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะข้อที่ 39 ของบทที่ว่า “อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าใครตบแก้มขวาของท่านก็จงหันแก้มอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย” ถือเป็นคำสอนยอดนิยม ที่นิยามเรื่องของความรักและการให้อภัยได้ดีที่สุด
 
 
ในช่วงต้นของพระวรสารบทที่ 5 ของนักบุญมัทธิว เล่าถึงการเสด็จไปให้คำสอนฝูงชนมากมาย ของพระเยซู ณ เนินเขาหนึ่งในแคว้นกาลิลี (ทางตอนเหนือของปาเลสไตน์)  พระองค์เริ่มต้นสั่งสอนเหล่าผู้คน ด้วยเรื่องของ “ความสุข” ในเรื่องต่าง ๆ 
 
“ความสุขมีแก่ท่านเมื่อคนทั้งหลายสบประมาท ข่มเหง และใส่ร้ายป้ายสีท่านเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิด เพราะบำเหน็จของท่านในสวรรค์ยิ่งใหญ่นักเพราะพวกเขาได้ข่มเหงบรรดาผู้เผยพระวจนะที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน ท่านทั้งหลายเป็นเกลือของโลก แต่ถ้าเกลือนั้นหมดความเค็มแล้วจะทำให้กลับเค็มอีกได้อย่างไร ? มันไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป มีแต่จะถูกสาดทิ้งให้คนเหยียบย่ำ” บทพระวรสารจากนักบุญมัทธิวบทที่ 5 ข้อที่ 11-13
 
จะเห็นได้ว่าพระวรสารเหล่านี้ พูดถึงความสุขของการให้, ได้รับ เสียสละ และความเข้าใจต่อโลก ศาสนาคริสต์ เป็นศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องนี้มาอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งการให้อภัย ก็ถือเป็นหนึ่งในการเสียสละความรู้สึกของคุณอย่างหนึ่ง การที่คุณต้องฝืนในการทำสิ่งใดก็แล้วแต่ แน่นอนสิ่งที่ตามมาคือ ความทุกข์ แต่การเรียนรู้คำสอนในเรื่องของ “ความรัก” จะทั้งจากศาสนาคริสต์หรือศาสนาอื่นที่คุณนับถือ อาจช่วยทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ "World Filled with Love !"