เรื่อง : กิตยางกูร ผดุงกาญจน์
ภาพ : ภูริชญ์ ผลพิทักษ์ศิริ

ในยุทธจักรการเงินการลงทุนของไทย ชื่อของ ‘ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร’ จัดอยู่อันดับต้น ๆ ในทำเนียบนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ โดย ดร.นิเวศน์ สร้างตำนานจากแนวคิดการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) แนวทางที่ริเริ่มด้วย ‘เบนจามิน เกรแฮม’ แล้วได้ ‘วอร์เรน บัฟเฟตต์’ นำไปต่อยอดจนกลายเป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาตร์โลก 
 
ด้วยประสบการณ์ในตลาดหุ้นไทยมายาวนานกว่า 30 ปี ผ่านเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจมามากมาย แล้วฝากผลงานเขียนเกี่ยวกับการลงทุนมานับไม่ถ้วน จึงนับได้ว่าเป็นอีกคนที่มีสายตาในการจับทิศทางเศรษฐกิจและสังคมไทย ในระดับที่เรียกได้ว่ามองขาดทะลุปรุโปร่ง 
 
ครั้งนี้ทาง GM Live ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.นิเวศน์ ในประเด็น ทำไมสังคมไทยจึงช่องว่างระหว่างรายได้ และความเหลื่อมล้ำ ถึงถ่างออกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ขยายตัวที่อัตรา 4.8% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 5 ปี รวมไปถึงประเด็นอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤติฟองสบู่หุ้น P/E สูง, Digital Disruption, สงครามการค้าสหรัฐกับจีน ไปจนถึงเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชน และการระดมทุนแบบ ICO ซึ่งนักลงทุน VI มือวางอันดับต้น ๆ ได้ให้มุมมองไว้ดังนี้ 


 
...
 
GM Live : สถานการณ์โลกอย่างสงครามการค้าการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อิหร่านหรือเกาหลีเหนือ ส่งผลกระทบอะไรกับประเทศไทยบ้างครับ
ดร. นิเวศน์ : ผมว่าประเทศเล็ก ๆ ไม่ต้องนับถือ พวกอิหร่าน พวกเกาหลีเหนืออะไรก็ไม่เกี่ยว ผมว่าสำคัญที่จีน เพราะว่าถ้าช้างสารชนกันเนี่ย พวกเราหญ้าแพรกก็เหนื่อยมาก แต่ช้างสารเค้าก็รู้ว่าถ้าเค้าชนกันเมื่อไรเค้าก็เจ็บหนักเพราะฉะนั้นจะเห็นว่าจีนเองก็พยายาม Get Along คืออะไรที่ผ่อนผันได้ ยอมรับได้ ก็ต้องยอมรับไป เพราะว่าก็ต้องยอมรับอย่างนึงว่าจีนเค้าได้เปรียบว่าอเมริกาเยอะเกินไป ซึ่งเค้าก็ต้องยอมซึ่งเค้าก็พยายามเจรจากันไป ผมว่าคงไม่เกิดสงครามใหญ่แบบว่าโลกปั่นป่วน โลกเกิดวิกฤตเพราะจีนกับอเมริกามีสงครามการค้าอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็ดูต่อไป แต่เราทำอะไรมากไม่ได้หรอก ก็ต้องว่ากันไป แต่เราเองเนี่ยนาทีนี้ก็ต้องเปิดกว้างที่สุด เราไม่อยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะจริง ๆ เป็นคู่ค้าใหญ่มากของเราทั้งคู่แหละใช่ไหม
 
GM Live : มีผลต่อตลาดทุนยังไง
ดร. นิเวศน์ : ก็มีผลนะ เพราะว่าไอ้ที่ตลาดทุนตลาดหุ้นขึ้นหนัก ๆ จริง ๆ ต้องบอกว่า 10 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่หุ้นโลกดีที่สุด เกือบที่สุดในประวัติศาสตร์เลย หุ้นขึ้นมาเยอะมาก ปันผลน้อยมากที่เกิดอันนั้นเพราะสภาพโลกดอกเบี้ยถูกมาก และเศรษฐกิจก็ฟื้นตัวดอกเบี้ยมันปักขึ้นไป มันก็ไปชะลอ ไปลดความรุนแรง แต่หวังว่ามันไม่ทำให้เกิด Panic เกิดวิกฤติใหม่ 10 ปีที่ผ่านมานี่ Regulator ทุกประเทศเค้าเข้าใจประเด็นตรงนี้ทำอะไรก็จะต้องระวังไม่ทำผลีผลามนะครับ ก็หวังว่าเค้าจะทำได้ เอาเข้าจริงแล้วช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีการดำเนินงานที่ดีมากที่สุดช่วงหนึ่ง คือไม่รุนแรง ไม่ร้อนแรงเกินไป ไม่ Panic ซึ่งนาน ๆ เกิดทีแสดงว่าเค้า Control เกมอยู่นะ เพราะปกติโลกเราภายใน 10 ปีมักจะเจอวิกฤติเล็กน้อยอะไรบ้าง หรือความผันผวนค่อนข้างเยอะ แต่ 10 ปีที่ผ่านมาเหมือนกับว่าเค้ามีปุ่มที่ควบคุมแบบค่อนข้างดีเลยอะ พอตรงนี้หน่อยก็ปรับ ๆ ก็เก่งขึ้นนะ
 
GM Live : จะมีโอกาสเกิด Depression ใหญ่อย่างปี 1929 มั้ยครับ
ดร. นิเวศน์ : ก็คงไม่เกิดนะ เพราะว่า 1929 ถ้าไปเปิดประวัติศาสตร์ มันเหมือนโลกสมัยก่อนยังไม่สามารถค้นคิดยา Antibiotic ยาปฏิชีวนะ แค่เกิดโรคหน่อยก็ตายกันเป็นเบือ ตอนนั้นไม่มีนะ 1929 เกิดวิกฤตเนี่ยแบงค์ชาติทำอะไรไม่ได้ เงินก็ไม่มี เพราะว่าเงินถูกกว่าทอง เงินไม่มี ทองไม่มี ซึ่งสมัยนี้เค้าปลดล็อคกันหมดแล้ว รัฐบาลสามารถปั้มเงินได้อะไรได้ไม่จำกัด เพราะฉะนั้นเนี่ยเครื่องมือในการดำเนินเศรษฐกิจในปัจจุบันมันก้าวหน้ากว่าสมัยก่อนเยอะมาก เราจะมีคำใหม่ ๆ มี QE มีนู่นมีนี่ อะไรอีกเยอะไปหมด จะแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าไป พวกเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ต่าง ๆ ก็มีการพัฒนาก้าวหน้าไปเยอะ จนทำให้สามารถที่จะตัดแต่งให้การดำเนินเศรษฐกิจของโลกค่อนข้างมั่นคงสม่ำเสมอ
 
GM Live : หุ้นไทยตอนนี้มีหลายตัวที่ P/E สูงมาก ส่วนใหญ่เป็นหุ้นขนาดกลางและเล็ก อยากให้วิเคราะห์ว่าทำไมราคาถึงวิ่งขึ้นไปได้ขนาดนั้น อันนำมาซึ่งสมมติฐานว่าฟองสบู่จะแตก 
ดร. นิเวศน์ : ผมคิดว่าช่วงเร็ว ๆ นี้เป็นช่วงที่ฟองสบู่ของบริษัทขนาดเล็กขนาดกลางเริ่มแตกนะครับ จริง ๆ ผมมองว่าเกิดฟองสบู่บริษัทขนาดเล็กขนาดกลางมานานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปีแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าฟองสบู่ยังไม่แตก แต่ก่อนหน้านี้ก็มีแตกเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ เป็นบางบริษัทที่เกิดปัญหา เช่น การเกิดปัญหาการฉ้อฉลอะไรต่าง ๆ ใช่ไหมครับ เกิดปัญหาเฉพาะตัวของบริษัทนั้นที่เกิดขึ้น และคนก็ขายหุ้นทิ้งอะไรกัน ก็แตกมาเป็นระยะแต่มาเป็นตัว ๆ และเกิดเฉพาะตัว แต่ตอนหลังการประกาศงบไตรมาส 1 ก็เริ่มเห็นว่าฟองสบู่ของหุ้นตัวกลางตัวเล็กเริ่มแตกเป็นระบบ หมายความว่าแตก เพราะว่า คืองบการเงินที่ออกมามันน่าผิดหวังหลายตัวนะครับ หุ้นเหล่านั้นก็เป็นหุ้นซึ่งเกิดฟองสบู่คือราคาหุ้นขึ้นไปสูงมาก บางตัวหลายขึ้นเท่าในเวลาแค่ปีสองปีนะครับ ขึ้นไปหลายเท่าจนกระทั่งค่า P/E มันสูงขึ้นจาก 50-100 เท่านะครับ ซึ่งสูงเกินไปมากเพราะว่าดัชนีตลาดโดยเฉลี่ยมันแค่ประมาณ 17-18 เท่า หุ้นตัวไหนก็ตามที่มี P/E สูง 50-100 เท่าโดยที่ว่าไม่ได้เกิดปัญหาอะไรเฉพาะตัวหรือปัญหาเฉพาะกาล ก็ต้องถือว่าเป็นหุ้นที่แพงเกินไป หุ้นที่แพงขนาดนี้ได้ จริง ๆ จะต้องเป็นหุ้นที่เรียกว่า หุ้น Super Stock คือหุ้นที่สุดยอดแล้ว เก่งทุกอย่าง ทุกคู่แข่งสู้ไม่ได้ การเติบโตเร็ว ปฏิวัติโลกอะไร เช่นหุ้นพวกหุ้นไฮเทค หุ้น Google, Facebook, Amazon พวกนี้ P/E 50 เท่า 100 เท่าได้นะครับ เพราะว่าเขาจะโตแบบมหาศาล และก็โตขนาดทั้งโลก แต่ตลาดหุ้นไทยมันไม่มี ตลาดเราก็แค่นี้ การที่จะโตขนาด P/E 50 เท่า 100 เท่า มันอิมพอสซิเบิล มันเป็นไปไม่ได้นะครับโดยที่ว่าหุ้นบางตัวเค้าก็มีเหตุผลว่าเค้าจะไปโตต่างประเทศ โดยเฉพาะเช่นเมืองจีนที่ใหญ่โตมากเลย ซึ่งผมก็มองว่าโอกาสเกิดขึ้นมันน้อยนะครับ โอกาสที่จะล้มเหลวมีมากกว่า ก็เลยดูว่าหุ้นพวกนี้เป็นหุ้นฟองสบู่ ก่อนหน้านี้เค้าก็ยืนอยู่ได้ราคาก็ยืนอยู่ได้ บางคนขึ้นไปอีก บางตัวขึ้นไปอีก เพราะว่าคนมันเชื่อว่าจะโตแบบนั้น

ตลาดเราก็แค่นี้ การที่จะโตขนาด P/E 50 เท่า 100 เท่า มันอิมพอสซิเบิล มันเป็นไปไม่ได้นะครับ
อีกประการก็หนึ่งคือว่าตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่มีนักเก็งกำไรสูงมาก มีเยอะมาก มีทั้งหุ้นเก็งกำไร ทั้งหุ้นปั่นที่มีการทำให้ราคามันขึ้นไปด้วย Story ด้วยอะไรต่าง ๆ รวมถึงผลประกอบการ สังเกตว่าหุ้นที่ P/E 50 เท่า 100 เท่า หลาย ๆ ตัว กำไรในช่วงที่ผ่านมาโตเร็วมาก แต่มันเพิ่งโต มันไม่ใช่โตมายาวนาน มันเพิ่งโต ทีนี้พอมันเพิ่งโตเราก็ไม่มั่นใจว่ามันโตจริงหรือเปล่า มันอยู่ทนหรือเปล่า ก่อนหน้านี้ก็เห็นแล้วว่าบางบริษัทกำไรก็ไม่โตนะ บางตัวลดลงด้วย ซึ่งหุ้นลักษณะนี้ P/E มันควรจะต่ำกว่านี้เยอะ แต่หุ้น P/E ก็ไม่ลง เหตุผลที่ยังไม่ลงเป็นเพราะว่ายังมีความมั่นใจหรือเชื่อมั่นว่าบริษัทจะสามารถโตในอนาคตได้ คือยอมรับข้อแก้ตัวใช่ไหมฮะ พอถึงไตรมาสล่าสุดตรงนี้ คือคล้าย ๆ กับความมั่นใจมันเริ่มสูญหายเพราะหลายตัวกำไรมันตกลงมา 2-3 ไตรมาสแล้วไม่ขึ้นสักที Story ไม่มาสักที ที่บอกว่ายอดขายจะนั่นจะนี่จะตกมันไม่มา บางตัวลดลง นี่ก็เลยเป็นเหตุให้มีฟองสบู่แตกจำนวนหลายตัวเลย หุ้นที่เคยเป็น Super Stock เลยนะ โตมหาศาล มันตกลงมา บางตัวตกลงมาเกือบครึ่งหนึ่งเลย บางตัวตกลงมาหลายสิบเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาสั้น ๆ โดยที่ไม่มีข่าวอะไร ยกเว้นว่ากำไรมันไม่โต หรือลดลง
 
GM Live : ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอะไรบ้าง
นิเวศน์ : มันไม่เป็นอุตสาหกรรมเฉพาะ แต่ว่าเท่าที่เห็นตอนหลัง ๆ เรียกเป็นพวก Consumer ที่เหมือนกับว่าจะมาขยายต่างประเทศไปจีนไปอะไรต่าง ๆ ซึ่ง Potential หรือศักยภาพของตลาด มหาศาล แต่การที่จะไปเข้าไปในตลาดพวกนี้แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าบริษัทไทยก็อย่างที่รู้ คือเราเป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่มาก ทรัพยากรไม่มาก แล้วที่สำคัญก็คือว่าในตลาดหุ้นแบบตลาดจีน การแข่งขันมันสูงมาก บริษัทของไทยที่จะไปโตแบบนั้นได้ยากมาก ส่วนใหญ่บริษัทพวก Consumer ต่าง ๆ ที่เป็นประสบความสำเร็จแบบประเทศจีนมันต้องเป็นบริษัทของประเทศที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เป็น Coca-Cola เป็น Google จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ หรือจะเป็นบริษัทจากญี่ปุ่น จากเกาหลี ที่คนจีนยอมรับว่านี่เป็นประเทศพัฒนา สินค้าต้องดี โปรดักส์ต้องน่าสนใจแล้วก็มีทรัพยากรที่จะไปโฆษณา เข้าไปสู้กับบริษัทในจีนเอง ซึ่งของไทย ผมดูแล้ว ศักยภาพน้อยบริษัทที่จะทำได้ครับ
 
GM Live : ตอนนี้ดัชนีตลาดของประเทศไทยเป็นอย่างไร
ดร. นิเวศน์ : ดัชนีตลาดของไทยตอนนี้ก็สูงไปนิดนึง เพราะว่า 17-18 เท่ามันเป็นเกณฑ์สูง คือทุกตลาดหุ้นมันจะมีประวัติศาสตร์ของมันว่าตลาดหุ้นช่วงที่ดี ๆ น่ะ P/E มันควรจะสูงเท่าไร ซึ่งของไทยแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว 10 ต้น ๆ ที่อยู่นานกว่าเพื่อน บางครั้งขึ้นไปเป็น 20 ก็มี แต่พอถึง 20 ก็มักจะเกิดวิกฤต เกิดนู่นเกิดนี่ตกลงมา มันจะเกินไปแป๊ป ๆ หรือว่าช่วงต่ำลงมาก็ไม่ควรจะเกิน 8 เท่า 7 เท่า ในช่วงที่หุ้นเหงามาก ๆ แต่พอลงถึงจุดนั้นก็จะมีคนมาซื้อมาอะไร ดัชนีมันก็จะขึ้นกลับไปที่ประมาณ 10 ต้น ๆ ทีนี้นาทีที่ 17-18 มันก็สูงเกินไปมันจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจโตไว โตเร็ว ซึ่งประเทศไทยตอนนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจโตเร็วมากแล้ว เพราะว่าเราผ่านช่วงนั้นมาแล้ว เราเคยผ่าน 7-8 เปอร์เซ็นต์ 10 เปอร์เซ็นต์ก็เคย แต่หลัง ๆ ย้อนไป 5-6 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเศรษฐกิจไม่เคยโตถึง 5 เปอร์เซ็นต์ 4 เปอร์เซ็นต์ก็แทบจะไม่เคยเกิด ยกเว้นล่าสุดนี้จะโตดีขึ้นนิดนึง โตมา 4.8 เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะต่อไปได้หรือเปล่า เหตุผลเพราะว่าโตรอบนี้โตแบบตามต่างประเทศด้วยเพราะทั่วโลกเขาโตหมด บ้านเราเป็นประเทศส่งออก ตลาดเปิด เราก็โตตามด้วย แต่ตามพื้นฐานเศรษฐกิจไทยจริง ๆ มันโตไม่ค่อยไหวโดยเฉพาะคนเราแก่ตัวลงอะไรต่าง ๆ การบริโภคน้อยลง เรามีลูกน้อยลง อะไรต่าง ๆ กำลังแรงงานจะน้อยลง กำลังแรงงานแก่ตัวขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเศรษฐกิจที่โต ยังโตบ้างแต่ไม่มาก เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจ Emerging Market หรือ ตลาดเกิดใหม่ พวกประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศอื่น ๆ เช่น ในอาเซียนตรงนี้จะสังเกตว่าประเทศรอบบ้านเราโต 6-7 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ไม่ว่าเขมร ไม่ว่าลาว ไม่ว่าพม่า โดยเฉพาะเวียดนามโต 16-17 เปอร์เซ็นต่อปี แล้วก็ยังโตต่อไปได้เพราะฉะนั้น P/E 17-18 เท่าสำหรับตลาดหุ้นไทยตอนนี้นาทีนี้ผมว่าแพง มันไม่ถูก

 
GM Live : อะไรจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง
ดร. นิเวศน์ : ก็นี่ไงการเติบโตของเศรษฐกิจเนี่ย คุณคิดไปเลยว่ามันคือคนไทยที่ทำรายได้ในกระเป๋าที่มากขึ้น ๆ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้รายได้ในกระเป๋ามากขึ้น อันที่หนึ่งคือคุณมีคนทำงานเพิ่มใช่ไหม แต่ตอนนี้คนไทยเกิดน้อยมาก ผู้หญิงมีลูกน้อย มีแค่คนสองคน แล้วบางคนก็ไม่ยอมมีลูก และจำนวนที่ผู้หญิงมีลูกก็มีน้อยลง เพราะประชากรเราไม่เพิ่ม อันนี้เงินทำให้เงินในกระเป๋ามีน้อยลงเพราะกระเป๋ามันไม่เพิ่ม อันที่ที่สอง ก็คือว่าคนต้องทำงานเก่งขึ้น ทำงานมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนั้นก็ต้องอาศัยการศึกษา อาศัยอะไรต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้บ้านเราก็มีปัญหาเหมือนกันเพราะว่าการพัฒนาเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานของเรามันไม่ค่อยสูง ซึ่งการที่จะสูงได้คุณต้องมีการศึกษาสูงขึ้น ๆ คนเก่งขึ้น ทำงานเก่งขึ้น ไม่งั้นคุณมีรายได้เพิ่มขึ้นได้ยังไง ซึ่งตรงนี้เป็นปัญหาของเราอีก ก็เลยทำให้ยากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องพัฒนาการศึกษา พัฒนาระบบการทำธุรกิจอะไรต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ก็อย่างที่ว่าก็คือสร้าง Infrastructure ให้มันคล่องตัว คนทำงานการเดินทาง การขนส่งอะไรถูกลง ก็ว่ากันไป แต่ก็ไม่ง่ายเพราะสังคมของคนที่แก่ตัวเร็วอย่างประเทศไทย คนอายุเพิ่มอย่างรวดเร็วลำบากมาก คุณไปดูแม้กระทั่งประเทศที่เจริญแล้วหลายประเทศเศรษฐกิจก็ไม่ได้โต เพราะคนแก่ตัวลง
 
GM Live : เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ขยายตัวที่อัตรา 4.8% สูงที่สุดในรอบ 5 ปี แต่ทำไมความเหลื่อมล้ำขยายตัวตามไปด้วย ปัญหาเกิดจากอะไร
ดร. นิเวศน์ : ความเหลื่อมล้ำนี่จริง ๆ ก็เป็นเรื่องของคนนะ จริง ๆ เรื่องของคนชัดเจนเพราะว่าคนของเรา คือศักยภาพไม่เท่ากัน การศึกษาไม่เท่ากันแล้วก็เรื่องของระบบด้วยที่เหมือนทำให้เหมือนกับว่า ถ้าคุณจนอยู่แล้ว อะไรอยู่แล้ว คุณจะเสียเปรียบอะไรต่าง ๆ ใช่ไหม อันนี้ต้องไปแก้ ๆ แก้ทุก ๆ ด้าน ผมเองผมคิดว่าอย่างนี้นะครับ ด้วยประสบการณ์ตัวเอง จริง ๆ แล้วสมัยผมเด็ก ผมบอกครอบครัวผมจนมาก จนมาก พ่อแม่เป็นช่างก่อสร้างอะไรอย่างนี้เลยครับ แต่ว่าทำไมเราเรียนจนถึงปริญญาเอกได้โดยที่ไม่มีเงิน เหตุผลอันนึงก็เพราะว่าการศึกษาสมัยที่ผมเรียนหรือการเป็นอยู่ มันถูกมากแทบเรียกว่าได้ฟรี แล้วก็มีทุนอะไรต่าง ๆ ทุนเดี๋ยวนี้ก็มี ยังคงมี แต่บางทีทุนมันก็ไม่พอ เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องพวกนี้มันก็คือโอกาสของเมืองไทยโดยเฉพาะตอนที่ผมเด็ก ก็คือการศึกษามันแทบจะเกือบฟรี ทำให้คนสามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาทั้งที่ตัวเองไม่มี Resource หรือทรัพยากรที่จะทำ ตรงนี้ผมคิดว่าเมืองไทยจำเป็นต้องรักษาไว้ อาจจะต้องเพิ่มด้วยซ้ำไป ว่าให้ทุกคน อย่างน้อยการศึกษาได้ ไม่ใช่ว่าเสียค่าโรงเรียนมันไม่พอหรอก เพราะว่าเค้าจะไม่มีกิน กินก็ไม่ค่อยพอ ใช้ก็ไม่ค่อยพอ ลูกสองคนสามคนก็ไม่มีการศึกษาโตขึ้นก็ไปกันใหญ่ เราต้องหาทางทำตรงนี้ อาจจะยอมทุ่มเงินเข้าไปมากหน่อย อะไรก็ว่าไป แล้วก็ในระบบเองก็ต้องพัฒนา เรื่องคนที่ว่าจะต้องได้เรียน มีระบบการศึกษาที่ดีสอนให้สามารถเรียนต่อไปจนสูงถึงระดับหนึ่ง คงจะมีเรื่องใหญ่เรื่องนี้เรากำลังจะมีเลือกตั้ง เดี๋ยวปล่อยให้เค้าไปว่ากัน พรรคการเมืองก็ต้องไปว่ากัน เพราะความเหลื่อมล้ำของคนไทยมันสูงมากนะ เค้าบอกอันดับเกือบจะอันดับ 3 ของโลก ซึ่งระบบของเราก็ค่อนข้างฟรี แต่ว่าทำไมความเหลื่อมล้ำมันสูงขนาดนี้ หรือเราจะฟรีเกินไปหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าไม่หรอก เพียงแต่ว่าเราอาจจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมขึ้นไปที่จะลดตรงนี้ 
 
คนรวยเนี่ยอยากให้ทำนะ ไม่ใช่อยากให้เหลื่อมล้ำหรอก เพราะว่าทุกคนรู้ว่าถ้าบ้านเมืองเหลื่อมล้ำจริง ๆ มันไม่เป็นผลดี วันนึงคุณก็ถ้าคุณรวยอยู่คนเดียว คุณก็ไปไม่รอดหรอกใช่ไหม
จริง ๆ แล้ว ผมคิดว่าคนรวย ผมว่าเค้าพร้อมนะ คนรวยเนี่ยอยากให้ทำนะ ไม่ใช่อยากให้เหลื่อมล้ำหรอก เพราะว่าทุกคนรู้ว่าถ้าบ้านเมืองเหลื่อมล้ำจริง ๆ มันไม่เป็นผลดี วันนึงคุณก็ถ้าคุณรวยอยู่คนเดียว คุณก็ไปไม่รอดหรอกใช่ไหม เค้าอยากให้ทำ แต่ว่าก็ต้องหากลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุด ไม่ใช่ว่าทำไปแล้วทุกคนจมลงหมดก็ไม่เป็นประโยชน์ อย่างน้อยมีคนรวย อย่างน้อยมันก็ยังช่วยกันดึง ช่วยอะไรได้ตรงนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ผมว่าทุกคนเค้าพร้อม แต่ทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่ว่าเอาของเค้าไปหมดเลย เค้ามีสตางค์ เค้าทำงานมาเหนื่อยยาก แล้วเราไปเอาเค้าหมด อันนี้ไม่ใช่ อันนี้เป็นวิธีการสังคมนิยม ซึ่งมันไม่เหมาะกับโลกยุคปัจจุบัน ๆ นี้ ใช้ไม่ได้แล้ว ถ้ามันต้องเสรียังไงที่จะทำให้มันสามารถแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำตรงนี้ได้


 
GM Live : ครม. เพิ่งอนุมัติงบ 3 ล้านล้านบาท รวมตอนนี้ประมาณ 16 ล้านล้านบาท คิดว่า เงินจำนวนนี้จะมีผลกับเศรษฐกิจไทยยังไงบ้าง
ดร. นิเวศน์ : แน่นอนว่ามันต้องช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ ลดต้นทุนในการขนส่ง ลดต้นทุนต่าง ๆ ในการทำธุรกิจอะไรก็ว่าไป ซึ่งตรงนี้พอคุณลดต้นทุนปั๊บ คุณจะ Competitive ขึ้น ที่สำคัญคือว่าคุณแข่งขันได้ พอคุณแข่งขันได้คุณก็สามารถส่งออกสินค้าได้นู่นนี่ นักท่องเที่ยวก็อยากจะมาอะไรต่าง ๆ มันไปเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายหลัง คุณทุ่มเงินไปวันนี้แต่พรุ่งนี้จะอยู่ยาว ฉะนั้นคนรุ่นหลังก็ได้สามารถที่จะทำอะไรต่าง ๆ มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คุณไม่ต้องติดบนถนน 3-4 ชั่วโมง เอาเวลานั้นไปทำงาน คุณก็ได้เงินได้ทองเพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จำเป็นต้องทำ ทำให้เร็วขึ้นเพราะทุกวันนี้ก็ยังติดอยู่นะ ผมรู้สึกว่าคนบางกลุ่มเค้าก็ยังคิดว่าไม่ได้ ต้องอย่างนู้นอย่างนี้อะไร ต้อง ๆ อะไรนิดนึง เป็นการว่าทำไมต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวว่าเป็นการคิดว่า เป็นการทำว่าเค้าจะต้องอย่างนู้นอย่างนี้ไหม ใครจะได้ประโยชน์จะเสียประโยชน์ก็ต้องคำนึงถึงประเทศเป็นหลักวิชาการ เอาข้อเท็จจริง เอาวิชาการมาคุยกันชัดเจนว่าอันไหนควรทำ จะไม่มีอันไหนแน่นอนมีอะไรที่ทำแล้วมีแต่ได้ ทั้งหมดมันก็ต้องมีเสียบ้าง บางกลุ่มเค้าก็เสียบ้างอะไรบ้าง ก็ต้องชดเชยกันไป อันนี้สำคัญต้องเจรจากันให้ได้
 
GM Live : ในยุค Digital Disruption โรงแรมก็โดน Airbnb แท็กซี่ก็ Grab, Uber พวกนี้กระทบต่อตลาดทุนไทยอย่างไร
ดร. นิเวศน์ : มันก็ส่งผลกระทบบ้างเพราะว่าบริษัทหลายบริษัทในตลาดก็ถูก Disruption ถูกทำลายใช่ไหม เศรษฐกิจใหม่กำลังจะมา ที่สำคัญบริษัทก็ต้องปรับตัว ปรับตัวที่จะต้องอยู่ได้ ไม่ให้เกิด Disruption บางบริษัทยังไงก็ต้องถูก Disruption ก็ต้องควรจะมีบริษัทใหม่ ๆ บริษัทเกิดใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีที่จะไป Disrupt คนอื่น ไม่ใช่ถูก Disrupt ตรงนี้ก็สำคัญเหมือนกันว่าพวกเราต้องตระหนักเหมือนกันว่าสังคมมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่เคยดี ๆ มันถูกทำลายไปในชั่วข้ามคืน ตรงนี้จะต้องเป็นยุทธศาตร์ชาติเหมือนกันนะฮะว่าจะต้องสอนให้บริษัท บริษัทหลักทรัพย์ทุกบริษัททั้ง SMEs ต้องเข้ามายอมรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ใช้ดิจิทัลต่าง ๆ ไอ้ตรงนี้สำคัญต้องมียุทธศาสตร์ตรงนี้ อย่างประเทศจีน ไม่ว่าคุณจะเป็นรายเล็กรายย่อยรายอะไรต่าง ๆ คุณต้องคิดถึงเรื่องว่าจะเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้กับงานยังไง
 
GM Live : กระแส Disruption เอื้อให้อุตสาหกรรมหรือธุรกิจกลุ่มไหน
ดร. นิเวศน์ : อันนี้ต้องดูเป็นรายตัวละ แต่ว่ามันก็จะมีธุรกิจบางกลุ่มที่ชัดเจนว่ามันต้องโดน ต้องปรับตัว ที่ว่ามันต้องโดนเพราะว่าในโพรเซสของการทำธุรกิจมันมีบาง Process ที่มันต้นทุนสูงแบบไม่ Competitive ที่ว่าแล้วในที่สุดอยู่ไม่ได้ ในโลกยุคใหม่ ทุกกระบวนการมันต้องมีประสิทธิภาพสูงสุด มิเช่นนั้นจะมีคนแทรกเข้าไปตรงนั้น ใช่ไหมฮะ ฉะนั้นตรงนี้น่ะสำคัญมาก เพราะฉะนั้นเราต้องไปดูถ้าบอกระบบ Distribution ระบบการกระจายสินค้าของเรามันล้าสมัยมันต้นทุนสูง คุณต้องเตรียมตัวแล้ว ถ้าเป็นธุรกิจ คุณจะทำยังไงที่จะหาทางทำให้มันต้นทุนต่ำฉะนั้นทุกกระบวนการตรงนี้มันต้องต่ำ สองก็คือความเร็วใช่ไหม ถ้ามันมีกระบวนการตรงไหนที่มันอู้ยอ้าย ล่าช้า วันนึงก็ต้องมีคนมาฉกฉวยจังหวะตรงนี้ เราต้องทำเอง เหมือนอย่าง แบงค์ตอนนี้ เค้ารู้แล้วว่าการคิดค่าธรรมเนียมการโอนเนี่ย จริง ๆ ต้นทุนน้อยมากเลย คุณใช้เครื่อง กดไปไม่มีคนทำงานมีแค่ระบบนิดเดียวมันก็โอนได้ เพราะฉะนั้นแบงค์เค้ารู้ เค้าก็ต้องรีบทำ เค้ารอไม่ได้ เพราะเค้ารู้ว่าถ้าเค้ารอ วันนึงลูกค้าก็จะหนีไปหาคนที่เค้าทำได้ถูก คือฟรีใช่ไหม อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างหนึ่งว่า โอเคแบงค์เค้าตัดสินใจถูก รวดเร็ว ทันการณ์ นี่ก็เป็นอะไรที่ธุรกิจอื่นก็ต้องเป็นอย่างนี้
 
GM Live : มีความเห็นอย่างไรกับเทคโนโลยี Blockchain แล้วการระดมทุนแบบ ICO 
ดร. นิเวศน์ : ผมคิดว่า ICO ยังน่ากลัวเกินไป เพราะว่าอะไรเป็นอะไรซึ่งเพราะว่าไม่มีพื้นฐานที่แท้จริงของตัวมันเอง มันเป็นอะไรที่ขึ้นอยู่ต่อคนที่จะมาซื้อต่ออะไรต่อ ๆ ซึ่งตรงนี้ผมว่าในฐานะนักลงทุนแท้ยังยึดถือหลักการลงทุนว่าเราจะลงทุนในสิ่งที่จะ Value Added สร้างผลิตภัณฑ์สร้างอะไรต่าง ๆ ขึ้นมาแล้วเราก็สามารถจะประเมินราคาที่เหมาะสมนู่นนี่ แล้วเราก็ลงทุน แล้วเรามีความมั่นคง มั่นใจว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันจะโตขึ้น ๆ ซึ่ง ICO มันไม่มี ในฐานะนักลงทุน ผมก็ยังคิดว่าก็ยังไม่ต้องรีบร้อนหรอก สำหรับเมืองไทย ส่วนเทคโนโลยี Blockchain เนี่ยจริง ๆ ผมเข้าใจว่าเป็นเทคโนโลยีในตัวเอง มันเองมันสามารถไป Applied ใช้กับอย่างอื่นได้เยอะไปหมด ซึ่งผมคิดตรงนั้นว่ามันอยู่กับโลกแล้วจะมีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ต้องแยกกันนิดหน่อย แต่อย่างที่ว่า มันดีมาก มันเอามาใช้กับอะไรที่มันอันตรายมากก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังเข้าใจว่าทางการเดี๋ยวจะออกกฏเกณฑ์อะไรต่าง ๆ แต่แม้กระนั้นออกมาต่าง ๆ ผมยังคิดว่าคนที่จะเข้าไปเล้นแบบเป็นคนที่เชี่ยวชาญแล้วอะนะรู้เรื่องหมดแล้วถึงควรจะเข้าไปลงทุนคนทั่ว ๆ ไปที่ยังเล่นเก็งกำไรรายวันอะไรต่าง ๆ ไม่ควรจะมาเล่นตรงนี้
 
GM Live : ทำยังไงให้คนรุ่นใหม่มาสนใจตลาดทุนของเราและมีส่วนให้ตลาดทุนของเราขับเคลื่อนได้
ดร. นิเวศน์ : จริง ๆ ตอนนี้คนไทยสนใจเล่นหุ้นเยอะ ไม่น้อยนะครับ สนใจเอาเงินมาลงเล่นหุ้นอะไรเยอะแยะไปหมดนะครับ แต่ว่าคือสิ่งที่เราต้องการก็คือว่าให้ความรู้คน แทนที่จะเข้ามาเล่นเก็งกำไรเป็นรายวัน เพื่อมาลงทุนแบบเป็นเรื่องเป็นราว ดูธุรกิจที่มีโอกาสเติบโต ทำกำไรสูง ๆ อะไรต่าง ๆ การลงทุนต่าง ๆ ในระยะยาวมันสามารถลงทุนไปได้เรื่อย ๆ เม็ดเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะช่วยได้ ตอนนี้บางทีทำให้เขาสนใจเล่นแล้วขาดทุน ขาดทุนไปสักพักก็ถอย เลิกเล่นแล้วก็ดูว่าตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นการเก็งกำไร ไม่ได้สร้างอนาคตแต่ว่าไปทำลายอนาคต ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนตรงนี้หน่อยและยอมรับว่าการซื้อขายประจำวันอาจจะลดลงบ้าง แต่มันมั่นคงกว่า แล้วค่อย ๆ เพิ่มไปเรื่อย ๆ อันนี้อาจจะดีกว่า การตัดสินใจตรงนี้สำคัญ
 
GM Live : การลงทุนที่ยั่งยืนเหมือนเป็นช่องทางที่จะ..
ดร. นิเวศน์ : สร้างอนาคต สร้างความมั่งคั่งเพื่อที่จะได้เกษียณอย่างมีความสุข ไม่เป็นปัญหา ไม่เป็นภาระกับคน กับรัฐบาล กับใครต่อใคร นะครับตรงนี้สำคัญ


.....

เอิ้อเฟื้อสถานที่ : พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย