x

NUCHANART RAVEESANGSOON
A TOUCH OF UNIQUE
 
คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีในแวดวงสังคมกับ นุช-นุชนาถ ระวีแสงสูรย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีแลนด์ คาสติ้ง แอนด์ แมชินนิ่ง จำกัด (Sealand Casting & Machining Co., Ltd.) บริษัทรับหล่อและกลึงโลหะรายใหญ่ของประเทศไทย เห็นเธอคนนี้ออกงานสังคมอยู่เป็นประจำ ด้วยการแต่งกายและบุคลิกที่มีเอกลักษณ์จดจำได้ง่าย แต่ใครจะรู้บ้างว่าภายใต้สูททรงเท่ที่สวมใส่อยู่นั้น ซ่อนไว้ด้วยนาฬิกาสุดหรูที่เป็นของสะสมชิ้นโปรดและเลือกซื้อเก็บมานาน จึงเป็นโอกาสดีที่ในวันนี้เธอได้เปิดบ้านต้อนรับและเปิดกรุนาฬิกาให้เราได้ร่วมชมกันอย่างใกล้ชิด
แต่ก่อนจะไปชมนาฬิกา คุณนุชชวนทำความรู้จักกับเธอกันก่อนว่า “กับบริษัทซีแลนด์ คาสติ้ง แอนด์ แมชินนิ่ง เราเป็นบริษัทรับหล่อเหล็กและกลึงโลหะทุกชนิด หล่อเหล็กจำพวกอะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ ปั๊มน้ำ มอเตอร์เครื่องยนต์ของซูซูกิ ยามาฮ่า เป็นต้น ธุรกิจนี้เป็นของครอบครัว เริ่มก่อตั้งตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ จริงๆ ก็เข้ามาเรียนรู้งานตั้งแต่เด็ก แต่เข้ามาบริหารอย่างจริงจังก็เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ต้องยอมรับว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอด ดังนั้นทุกธุรกิจจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนขึ้นๆ ลงๆ เพราะเราทำอะไหล่เกี่ยวกับยานยนต์จึงรับผลกระทบโดยตรง ซึ่งตอนนี้ก็มีผลกระทบอยู่บ้างทำให้ผลประกอบการตกลงไม่เยอะเท่าไหร่ โดยเราจะส่งสินค้าให้กับบริษัทในญี่ปุ่น และทางญี่ปุ่นจะประกอบและส่งออกอีกทอดหนึ่ง ในฐานะกรรมการผู้จัดการก็จะดูแลงานในภาพรวม แต่หลักๆ จะเน้นดูด้านการเงินด้วย
 
“ช่วงที่เริ่มเข้ามาทำงาน ตอนที่คุณพ่อยังดูแลกิจการ ยอมรับว่ามีปัญหาเยอะเหมือนกัน เหมือนกับตัวเราเป็นเด็กยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ ความคิดความอ่านก็ยังไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ ก็จะเกิดความขัดแย้ง ซึ่งบริษัทมีการจ้างผู้จัดการ ก็มีปัญหาขัดแย้งอยู่บ้างตลอดเวลา ด้วยความที่เราเป็นลูกเจ้าของ เราก็อยากจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ ผู้จัดการเขาเก่งกว่า เขาก็จะคอยแย้งและบอกว่าความคิดเรายังไม่ดีพอ แต่นั่นถือเป็นบทเรียนที่ทำให้ตัวเราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พ่อพยายามสอนให้เรียนรู้การทำงานจากคนที่เก่งกว่า อาวุโสกว่า ถึงอย่างไรเขาก็อาบน้ำร้อนมาก่อน เราเชื่อฟังและทำตามจนพ่อเกษียณจึงเข้ามาบริหารงานอย่างเต็มตัว”
 
เธอเล่าต่อว่าการทำงานให้มีความสุข ต้องทำด้วยใจรักและซื้อใจพนักงานด้วยการดูแลพวกเขาอย่างดีเหมือนคนในครอบครัว

“รูปแบบการทำงานก็จะดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว คนไหนทำงานดีหน่อยก็จะรักมากเป็นพิเศษ จะคอยดูแลช่วยเหลือจุนเจือ ส่วนตารางการทำงานก็จะยกเวลาส่วนใหญ่ให้งานมาก่อน เราเป็นหัวหน้าคนก็ต้องทำงานให้ดีเป็นตัวอย่างแก่ลูกน้อง ส่วนวันไหนว่างก็จะดูว่ามีธุระหรืองานอีเวนท์ที่ไหนต้องไป ก็จะหยิบงานนั้นๆ มาใส่ในตารางที่ต้องทำ แต่ส่วนใหญ่จะเลือกออกงานเฉพาะช่วงเย็นหลังเลิกงาน โดยรูปแบบการทำงานจะเลือกเข้าออฟฟิศทุกวันเพราะน้องชายไม่ค่อยได้เข้าออฟฟิศแล้ว ดังนั้นเราจึงต้องเป็นหลักในการบริหารงาน ชีวิตการทำงานผ่านมรสุมมาเยอะเพราะที่บ้านไม่ได้ทำเฉพาะธุรกิจนี้อย่างเดียว ยังมีธุรกิจจัดสรรที่ดินและรับถมที่ดินด้วย แต่ก่อนพ่อเป็นนักซื้อที่ดิน ซื้อแปลงนี้ขายแปลงนั้น ปัญหาเกิดเป็นมรสุมรุมเร้าเยอะมากช่วงประมาณปี ’40 ธุรกิจเกือบล้มเหมือนกัน แต่โชคดีที่พ่อเป็นคนไม่ฟุ่มเฟือย ดังนั้นจึงมีที่ดินให้ธนาคารตัดไปจำนอง เราเป็นคนที่คิดว่าไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต ฉะนั้นถ้ามีปัญหาก็ต้องยอมตัดเนื้อร้ายทิ้งออกไปทั้งหมด ไม่ยึดติด ที่ดินขายได้ขายไปก่อน ต่อไปในอนาคตค่อยว่ากัน มีเงินแล้วค่อยซื้อเก็บใหม่ ตอนที่ตัดออกไปถามว่าเดือดร้อนไหม ก็ไม่เดือดร้อน เราพยายามแก้ปัญหาให้ได้ก่อน รูปแบบชีวิตในตอนนี้ก็เลยสบายๆ ไม่ยึดติด
 
“ด้วยปัญหาที่เคยเจอจึงทำให้ต้องวางแผนการทำงานแบบไม่เกินตัว ไม่ทำอะไรใหญ่โตเกินกำลังความสามารถของตัวเอง เราเข้ามารับช่วงดูแลธุรกิจตอนเกิดปัญหา จึงคิดว่าทำอะไรพอดีตัวดีกว่า ไม่อยากให้ปัญหาแบบนั้นเกิดกับตัวเองอีก ทำธุรกิจตามกำลังความสามารถที่พอทำได้ นอกจากนั้นก็จะพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ให้ลูกน้องไปคิดหาวิธี ถ้าหากจะรับงานชิ้นนี้จากลูกค้าต้องทำอย่างไร ซึ่งทุกคนต้องระดมความคิด ถ้าคิดไม่ออกก็จะไม่มีงาน  ยกตัวอย่างเช่น ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเก่า เพิ่มเติมออพชั่นเข้าไป เพื่อให้กลึงงานตัวที่จะรับมาทำได้ โดยที่ไม่ต้องลงทุนสูงด้วยการสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่ เป็นการประยุกต์ใช้ ถือเป็นความโชคดีของบริษัทที่รับหล่อเหล็กด้วย เป็นการหล่อโลหะชิ้นงานขึ้นมา ถ้ากลึงอย่างเดียว คู่แข่งทางการตลาดจะเยอะ เพราะเป็นขั้นตอนง่ายๆ”

 

เป็นหัวหน้าคนต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า แล้วอย่างนี้จะมีวิธีบริหารเวลาอย่างไร
 
“ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ก็เหนื่อยแล้ว วันเสาร์ต้องเข้าโรงงาน ไปเดินดูความเรียบร้อย ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นวันพักผ่อนเต็มที่ ก็จะนอนจนเต็มอิ่ม ออกข้างนอกไปเดินดูของ ช้อปปิ้งและหาของอร่อยกิน ส่วนใหญ่เวลาออกไปงานอีเวนท์ เช่นถ้างานมี 6 โมง ก็จะออกไปสัก 4 โมง ไปเดินเล่น ดูของ ยังไงก็ต้องออกไปข้างนอกอยู่แล้ว เลยไม่อยากออกไปเสียเที่ยว ใช้ช่วงเวลาตอนเย็นนั้นให้คุ้ม”
 
คุยเรื่องงานกันพอประมาณ ก็เปลี่ยนประเด็นมาพูดถึงนาฬิกาที่เป็นของสะสมชิ้นโปรดกันบ้าง 
 
“นาฬิกาถือเป็นเครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่มีความสำคัญ ซึมซับการเลือกใส่นาฬิกามาจากคุณพ่อ เพราะท่านใส่นาฬิกาตลอดเวลา ใส่ลุยทำงาน ขนาดตอนอาบน้ำยังใส่นาฬิกาเลย พอเห็นพ่อชอบนาฬิกาก็เลยซึมซับความชอบมาด้วย พ่อเป็นคนตรงต่อเวลามาก วันทำงาน ถ้าตอนเช้าเรายังไม่ตื่นลงมาทำงานก็จะโดนตำหนิ ท่านชอบสอนเสมอว่าเราเป็นเจ้านายถ้ามาทำงานสายจะเป็นตัวอย่างให้กับลูกน้องได้อย่างไร ที่สำคัญคือจะรู้ได้ยังไงว่าลูกน้องเข้าทำงานตอนไหน ใช้ให้ทำงานแล้วอู้หรือเปล่า นาฬิกาจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเองเป็นคนตรงต่อเวลาและมีความรับผิดชอบ วันไหนถ้าลืมใส่นาฬิกา เหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไป
 
“สไตล์นาฬิกาที่เลือกใส่ ถ้าใส่ทำงานเป็นประจำก็จะเลือกนาฬิกาที่ค่อนข้างทนทานหน่อย ดูลุยๆ อย่าง โรเล็กซ์ (Rolex) หรือ โอเดอะมาร์ส ปิเกต์ (Audemars Piguet) แต่ถ้าต้องออกงานก็จะเลือกใส่นาฬิกาแนวคลาสสิกหรือเป็นสายหนัง เสน่ห์ของ
โรเล็กซ์ที่เราชอบ น่าจะด้วยเอกลักษณ์ของนาฬิกาที่ขึ้นชื่อในเรื่องความทนทาน จะใส่ทำอะไรก็ได้ และมั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพ ซึ่งเราเองก็เห็นตัวอย่างมาจากพ่อ เพราะท่านชอบใส่แบรนด์นี้

“นาฬิกาที่ใส่ออกงาน ส่วนใหญ่จะเลือกใส่สลับกัน เพราะอยากให้นาฬิกาทุกเรือนได้ใส่ ได้ใช้งานจริง ส่วนเรือนที่รักที่สุดคงเป็น เพียเจต์ (Piaget) อย่างที่บอกว่าเริ่มทำงานเร็วตั้งแต่เรียนจบ จึงมีเงินเก็บพอซื้อนาฬิกาได้ ตอนที่ซื้อมาได้ราคาที่ถือว่าถูก แต่เดี๋ยวนี้ถ้าหากเทียบนาฬิกาเพียเจต์ประดับเพชรแบบหน้าปัดเปลือกหอยมุก ราคาก็คงกระโดดขึ้นไปสูงมากแล้ว”
 
เธอหยิบนาฬิกาแฟรงค์ มุลเลอร์ โกลด์ คร็อกโค (Franck Muller Gold Croco) มาให้ดู แล้วถามเราว่า แปลกไหม?
 
“นาฬิกาเรือนนี้มีความประทับใจเป็นพิเศษและใส่บ่อยที่สุด เพราะน้องชายซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเป็นนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะมากๆ หน้าปัดแกะสลักเป็นลายหนังจระเข้ แต่ถ้าถามว่าชอบแบรนด์ไหนเป็นพิเศษ ก็ยังคงเลือกเพียเจต์ เพราะโดยส่วนตัวชอบนาฬิกาจิวเวลรี ดูมีความละเอียดประณีต
 
“ถ้าเปรียบตัวเองเป็นนาฬิกาสักเรือนหนึ่งที่มี คงเลือกเป็น เดอลาคูร์ (DeLaCour) เพราะชอบนาฬิกาที่ดูเท่ มีเอกลักษณ์ แถมยังประดับเพชรเพิ่มความหรู คงเปรียบตัวเองตามนิยาม ‘เท่สไตล์หรู’ นาฬิกาที่มีทุกเรือนซื้อเพราะความชอบ โดยไม่คำนึงถึงราคาในอนาคต ดังนั้นทุกเรือนจะถูกใส่ใช้งานจริง ซื้อเพราะใจรัก และถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีนาฬิกาคละแบรนด์คละแบบกันไป 
 
“นาฬิกาเรือนต่อไปที่อยากได้ ก็มีเดินๆ ไปดูอยู่เหมือนกัน คงเป็นนาฬิกาเพียเจต์ที่ประดับเพชรเช่นเคย แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อ เพราะด้วยเหตุผลเรื่องราคา คงต้องดูไปก่อน นาฬิกาที่ซื้อส่วนใหญ่จะซื้อในเมืองไทย ไม่ชอบซื้อจากต่างประเทศ เน้นซื้อตามบูติกใหญ่ๆ เพราะถ้ามีปัญหา กลัวว่าไม่รู้จะส่งไปซ่อมที่ไหน”
 
หนึ่งชั่วโมงที่นั่งพูดคุยหมดไป ถึงเวลาแล้วกับคำถามทิ้งท้ายประจำของเราถึงนิยามของเวลา  
 
“เวลาเป็นสิ่งมีค่า อย่าปล่อยให้เดินผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะนาฬิกาไม่สามารถหมุนเข็มย้อนเวลากลับไปได้ พ่อมักพูดอยู่เสมอว่า ถ้าไม่โลภมากจนเกินตัวก็คงไม่เหนื่อยกันตอนปี ’40 และเราคงสบายกว่านี้ แต่สัจธรรมคือเราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้ แต่เราสามารถเลือกที่จะทำปัจจุบันและวันข้างหน้าให้ดีได้ คิดและไตร่ตรองให้ดีก่อนลงมือทำ”
 
1
 
Audemars Piguet Royal Oak Selfwinding ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 37.0 มิลลิเมตร ประดับเพชรรอบขอบตัวเรือน คู่หน้าปัดน้ำเงิน ประดับเพชร 8 เม็ด แทนตำแหน่งบอกค่าเวลา เจาะช่องหน้าต่างแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้นาน 60 ชั่วโมง
 
2
 
Franck Muller Gold Croco ตัวเรือนทองชมพูสีกุหลาบทรงตอนโน ขนาด 43.0 x 60.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดทองแกะสลักลายคล้ายหนังจระเข้ ประดับตัวเลขสีดำขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ด้วยการทำงานของกลไกอัตโนมัติ สวยสง่าด้วยสายหนังจระเข้สีดำ
 
3
 
Piaget ตัวเรือนทองขาว 18K ทรงสี่เหลี่ยม ประดับเพชรรอบขอบตัวเรือน รับกับหน้าปัดประดับเพชรรอบนอกและด้านในเป็นเปลือกหอยมุก ประดับเพชรทรงสี่เหลี่ยมแทนตัวเลขบอกชั่วโมงที่ 3, 6, 9 และ 12 นาฬิกา บรรจุกลไกควอตซ์ คู่สายหนังสีดำ
 
4
 
Daniel Roth Master Complication Chronograph ตัวเรือนทองขาว 18K ทรงตอนโน ขนาด 35.0 มิลลิเมตร เด่นด้วยหน้าปัดสเกเลตัน แยกหน้าปัดย่อยแสดงวินาที ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และหน้าปัดย่อยแสดงผลการจับเวลา 30 นาทีที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ มาพร้อมสายหนังสีดำ 
 
5
 
Graham Chronofighter Automatic Chronograph ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 42.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดสีดำ แยกหน้าปัดย่อยแสดงวินาที ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา และหน้าปัดย่อยแสดงผลการจับเวลา 30 นาที ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ย้ายเม็ดมะยมมาไว้ตรงกับตำแหน่ง 9 นาฬิกา ภายในเป็นกลไกอัตโนมัติ คู่สายยางสีดำ
 
6
 
Franck Muller Long Island Double Seconds Retrograde ตัวเรือนทองขาว 18K ทรงสี่เหลี่ยม ขนาด 32.0 มิลลิเมตร กับหน้าปัดเงิน ประดับตัวเลขอารบิคขนาดใหญ่ โดดเด่นด้วยฟังก์ชันแสดงวินาทีแบบเรโทรเกรด โดยการทำงานของกลไกอัตโนมัติ ลงตัวด้วยสายหนังจระเข้สีดำ 
 
7
 
Breguet Tradition 7057 ตัวเรือนทองขาว 18K ขนาด 40.0 มิลลิเมตร บรรจุหน้าปัดสเกเลตัน และหน้าปัดแสดงเวลาแบบเยื้องศูนย์ ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ทำงานด้วยกลไกไขลานด้วยมือ Calibre 507 DR1 สำรองพลังงานได้นาน 50 ชั่วโมง และกันน้ำได้ลึก 30 เมตร คู่สายหนังสีดำ
 
8
 
GlashÜtte Original PanoInverse XL ตัวเรือนสเตนเลส-สตีล ขนาด 42.0 มิลลิเมตร หน้าปัดเทา บรรจุหน้าปัดแสดงชั่วโมงและนาทีแบบเยื้องศูนย์ ณ ตำแหน่ง 9 นาฬิกา หน้าปัดย่อยแสดงวินาทีที่ตำแหน่ง 7 นาฬิกา ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้นาน 41 ชั่วโมง คู่สายหนังสีดำ
 
9
 
Patek Philippe Annual Calendar 5035G ตัวเรือนทองขาว 18K ขนาด 37.0 มิลลิเมตร และหน้าปัดสีดำ แยกหน้าปัดย่อยแสดงวันและเดือนในตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา แสดงเวลาแบบ 24 ชั่วโมงและวันที่ในตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 315S ประกอบสายหนังจระเข้สีดำ 
 
10
 
Gérald Genta Jump Hours Retrograde Bi-Retro ตัวเรือนทองขาว 18K ขนาด 38.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดดำ เจาะช่องหน้าต่างแสดงตัวเลขชั่วโมง ณ ตำแหน่ง 12 นาฬิกา แสดงนาทีแบบเข็มตีกลับด้านบน และวันที่แบบเข็มตีกลับด้านล่าง ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ คู่สายหนังจระเข้สีดำ
 
11
 
Roger Dubuis Golden Square ตัวเรือนทอง-ชมพู 18K ทรงสี่เหลี่ยม ขนาด 40.0 มิลลิเมตร และหน้าปัดขาว แสดงเวลาชั่วโมงและนาทีผ่านตัวเลขโรมันคลาสสิก แยกหน้าปัดย่อยบอกวินาที ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ มาพร้อมสายหนังสีดำฉลุรู
 
12
 
Piaget Altiplano ตัวเรือนทองขาว 18K ขนาด 40.0 มิลลิเมตร เสริมความหรูหราด้วยการประดับเพชรรอบขอบตัวเรือน คู่หน้าปัดเงิน บรรจุเข็มชี้กลางแสดงชั่วโมงและนาที และแยกหน้าปัดย่อยบอกวินาที ระหว่างตำแหน่ง 4 และ 5 นาฬิกา ทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ ลงตัวด้วยสายหนังสีดำ
 
13
 
DeLaneau StarMaster Dual Time ตัวเรือนทองขาว 18K ประดับเพชรรอบขอบตัวเรือน คู่หน้าปัดขาว แสดงเวลาไทม์โซนที่สองแบบ 24 ชั่วโมง ผ่านเข็มชี้ปลายสีแดง ปกป้องด้วยกระจกคริสตัลแซพไฟร์ และบรรจุภายในด้วยกลไกอัตโนมัติ ควงคู่สายหนังสีดำ
 
14
 
Rolex Cosmograph Daytona ตัวเรือนทองขาว 18K ขนาด 40.0 มิลลิเมตร คู่หน้าปัดดำ โดดเด่นด้วยเข็มชี้สีแดงสด แยกหน้าปัดย่อยแสดงวินาที ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา จับเวลา 30 นาทีและ 12 ชั่วโมง ณ ตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre 4130 กันน้ำได้ลึก 100 เมตร
 
15
 
Patek Philippe Aquanaut 5167A-001 ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 40.0 มิลลิเมตร บรรจุหน้าปัดสีดำ เจาะช่องหน้าต่างแสดงวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา พร้อมแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ที่ควบคุมด้วยกลไกอัตโนมัติ มาพร้อมสายยางสีดำ
 
16
 
DeLaCour Bichrono ตัวเรือนสเตนเลสสตีลประดับเพชรรอบขอบตัวเรือน คู่หน้าปัดสีดำ แบ่งออกเป็นสองหน้าปัดเพื่อแสดงเวลาสองไทม์โซน แต่ละหน้าปัดยังบรรจุด้วยฟังก์ชันโครโนกราฟพิเศษ ที่ควบคุมการทำงานด้วยปุ่มกดด้านข้างตัวเรือน
ของแต่ละฝั่ง และการทำงานของกลไกอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้นาน 37 ชั่วโมง
 
17
 
Jacob & Co. Global 1-15 โดดเด่นด้วยตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบพีวีดีสีดำ บนหน้าปัดแยกออกเป็น 5 หน้าปัดย่อยสำหรับแสดงเวลาไทม์โซนของ 5 เมือง โดยแต่ละหน้าปัดสามารถปรับตั้งได้ง่ายดายผ่านเม็ดมะยมที่ติดตั้งแต่ละตำแหน่ง และการทำงานของกลไกควอตซ์ มาพร้อมสายยางสีดำ