x

ออสการ์ 2018 ได้มีการประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงแล้ว (สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าชิงทั้งหมดได้จาก Oscars.org) โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้ชนะในวันที่ 4 มีนาคม 2018 ซึ่งน่ายินดีว่าหนังส่วนใหญ่มีโปรแกรมเข้าฉายในไทยแล้ว 
 
จากรายชื่อผู้เข้าชิงทั้งหมด มีข้อมูลที่น่าสนใจและสมควรแก่การพูดถึงดังนี้
 
 
1.The Shape of Water ถึงเวลาหนังสัตว์ประหลาดได้รางวัลหนังยอดเยี่ยม?
แม้ในยุคนี้หนังที่ได้ออสการ์หนังยอดเยี่ยมจะมีหลากหลายแนวมากกว่าในอดีต แต่ใครจะคาดคิดว่าหนังที่ได้ชิงออสการ์สูงสุดในปีนี้ถึง 13 รางวัลและเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลหนังยอดเยี่ยมอย่าง The Shape of Water จะเป็น “หนังสัตว์ประหลาด” เนื่องจากที่ผ่านมาหนังแนวนี้มักจะผูกติดกับหนังเกรดบีและหนังสยองขวัญเน้นบันเทิงมากกว่าคุณภาพ แต่สิ่งที่ทำให้ The Shape of Water โดดเด่นเหนือหนังสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นนอกเหนือจากงานสร้างชั้นยอดแล้ว ยังอยู่ที่เนื้อหาของหนังซึ่งผสมความเป็นหนังรัก และหนังสะท้อนสังคมที่แสดงให้เห็นถึงการแบ่งแยกและหวาดระแวงของมนุษย์เพียงเพราะความแตกต่างทางรูปลักษณ์และสายพันธุ์ของอีกฝ่าย
 
หนังบอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างภารโรงสาวใบ้และสิ่งมีชีวิตใต้น้ำลึกลับโดยมีฉากหลังเป็นห้องทดลองรัฐบาลอเมริกันช่วงสงครามเย็นปี 1962 หนังเป็นผลงานกำกับของกิลเลอร์โม่ เดล โทโร่ ซึ่งเดลโทโร่ถือเป็นหนึ่งในผู้กำกับเม็กซิโกกลุ่ม The three amigos ซึ่งอีก 2 คนอย่างอัลฟองโซ คัวรอง (Gravity), อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู (Birdman, The Revenant) ได้ออสการ์ผู้กำกับไปแล้ว จึงน่าจับตามองว่าปีนี้รางวัลจะตกเป็นของผู้กำกับที่หลงใหลโลกของหนังสัตว์ประหลาดและแฟนตาซีคนนี้หรือไม่
 
 
 
2.Three Billboard Outside Ebbing, Missouri หนังชิงออสการ์ที่เข้ากระแสสังคมที่สุด
หนังชิงออสการ์หนังยอดเยี่ยมปีนี้ที่เข้ากับกระแสสังคมที่สุด ได้แก่ Three Billboard Outside Ebbing, Missouri ซึ่งจากการที่หนังชนะรางวัลลูกโลกทองคำหนังดราม่ายอดเยี่ยมบวกกับรางวัลจากนักวิจารณ์หลายแห่ง ทำให้หนังเรื่องนี้มีสิทธิ์เป็นม้ามืดคว้ารางวัลหนังยอดเยี่ยมมาครองได้  
 
หนังเป็นผลงานกำกับ/เขียนบทของมาร์ติน แมคโดนาห์ (In Bruges) เรื่องราวของคุณแม่ที่ลูกสาวถูกฆ่าข่มขืนแต่คดีกลับไม่คืบหน้า เธอจึงเช่าบิลบอร์ดเพื่อประกาศเรียกร้องความยุติธรรมจนนำไปสู่เรื่องราวบานปลาย จุดเด่นของหนังอยู่ที่ตัวละครนำที่เป็นผู้หญิงซึ่งเรียกร้องสิทธิและความยุติธรรมด้วยตัวเธอเองอย่างไม่ย่อท้อ จนนำไปสู่การต่อสู้ที่ซับซ้อนและไม่อาจจบลงง่ายๆ (ซึ่งเป็นลักษณะที่สามารถซ้อนทับกับการเรียกร้องสิทธิ์  #MeToo ในอเมริกาได้เช่นกัน) แต่ในขณะเดียวกันหนังก็เรียกเสียงวิจารณ์ในแง่ลบและ controversial จากการที่หนังเลือกที่จะประนีประนอมกับทุกฝ่ายจนเกินเหตุและมีประเด็น (เช่น ตัวละครเหยียดผิวได้รับการไถ่โทษในหนังง่ายเกินไป ) ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางสู่หนังยอดเยี่ยมเนื่องจากระบบการลงคะแนนของกรรมการออสการ์ทุกวันนี้เอื้อให้หนังที่ทุกคนชอบได้รางวัลมากกว่าหนังที่มีคนทั้งรักทั้งเกลียด
 
 
3.Lady Bird ถึงเวลาของยังบลัด
แม้ผู้เข้าชิงออสการ์ส่วนใหญ่ในปีนี้จะเน้นไปที่รุ่นใหญ่ (เช่น ผู้กำกับกิลเลอร์โม เดล โทโร่/ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน/ คริสโตเฟอร์ โนแลน หรือนักแสดงอย่างแกรี่ โอลด์แมน/ เมอริล สตรีพ/ เดนเซล วอชิงตัน) แต่ก็มีคนทำหนังรุ่นใหม่ที่ได้เข้าชิงรางวัลเช่นกัน ซึ่งเรื่องที่มาแรงที่สุดได้แก่ Lady Bird ผลงานกำกับ/เขียนบทเรื่องแรกของเกรต้า เกอวิก (นักแสดงหญิงสายอินดี้จาก Frances Ha) ซึ่งส่งให้เธอได้ชิงออสการ์ทั้งจากสาขากำกับและบทดั้งเดิมยอดเยี่ยม หนังเล่าเรื่องราวของสาวไฮสคูลที่ต้องรับมือกับเรื่องการเรียน ความรัก เพื่อน อนาคต ครอบครัว – โดยเฉพาะกับคุณแม่จอมเจ้ากี้เจ้าการที่เธอทั้งรักทั้งเกลียด 
 
นอกจากนั้นกลุ่มยังบลัดที่ได้ชิงรางวัลยังรวมถึงนักแสดงอย่างทิโมธี่ ชาลาเม็ต (นำชายจาก Call Me by Your Name), เซียร์ช่า โรแนน (นำหญิงจาก Lady Bird), มาร์โกต์ รอบบี้(นำหญิงจาก I, Tonya) ผู้กำกับ/เขียนบทจอร์แดน พีล (จากหนังเรื่องแรกที่เขากำกับอย่าง Get Out  - ซึ่งทำให้เขาเป็นคนผิวสีคนที่ 5 ที่ได้ชิงออสการ์ผู้กำกับ), ผู้เขียนบท - เอมิลี่ วี. กอร์ดอน & คุเมล นันจิอานี (จาก The Big Sick), ผู้กำกับภาพราเชล มอร์ริสัน (จาก Mudbound – สร้างสถิติเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ชิงงอสการ์ผู้กำกับภาพยอดเยี่ยม)
 
นอกจากนั้นยังมีหนังของผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ได้ชิงบางรางวัลอย่าง Mudbound (ผู้กำกับ – ดี รีส์), The Florida Project (ผู้กำกับ – ฌอน เบเกอร์) ซึ่งเป็นที่น่าจับตาเช่นกัน  ด้วยประเด็นที่มีพลังและการนำเสนอที่สดใหม่ของหนังดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าโลกภาพยนตร์ไม่เคยขาดแคลนยังบลัดฝีมือดี
 
 
4.Get Out หนังสยองขวัญทุนต่ำที่มาไกลกว่าที่คิด
ในบรรดาหนังที่เข้าชิงสาขาหนังยอดเยี่ยม หนังที่อยู่ไกลจากพิมพ์นิยมของความเป็นหนังออสการ์ที่สุดได้แก่ Get Out ด้วยความที่มันเป็นหนังสยองขวัญ (ผสมตลกร้าย) ซึ่งเป็นแนวที่ไม่ค่อยได้รับการเหลียวแลจากเวทีรางวัลสักเท่าไร (ข้อมูลจาก horrorclub.net แจ้งว่า Get Out เป็นหนังสยองขวัญเรื่องที่ 5 ที่ได้ชิงออสการ์หนังยอดเยี่ยมต่อจาก The Exorcist, Jaws, The Silence of the Lambs, The Sixth Sense)
 
แต่ที่จริง Get Out ก็ได้รับการจับตามองตั้งแต่เข้าฉายใหม่ๆ แล้วว่ามีความโดดเด่นกว่าหนังสยองขวัญทั่วไป (ซึ่งสุดท้ายหนังก็ทำรายได้ทั่วโลก 255 ล้านเหรียญจากทุนสร้าง 4 ล้าน และกวาดคำชมจากเวบ Rotten Tomatoes ไป 99%) ซึ่งความโดดเด่นเกิดจากการสอดแทรกประเด็นทางสังคมและการเหยียดสีผิวลงไปในหนังได้อย่างลงตัว เมื่อความความน่ากลัวของหนังไม่ได้เกิดจากผีปีศาจหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ แต่เกิดจากอคติเรื่องสีผิวและเชื้อชาติที่ถือเป็นปัญหาในอเมริกามายาวนาน
 
หนังเรื่องนี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ Blumhouse บริษัทสร้างหนังสยองขวัญทุนต่ำที่เคยสร้างหนังอย่าง Insidious, The Purge, Paranormal Activity และเป็นการแสดงให้เห็นว่าหนังสยองขวัญชั้นดีก็สามารถเฉิดฉายบนเวทีรางวัลและกระตุ้นเตือนผู้ชมให้เห็นถึงปัญหาสังคมได้ดีไม่แพ้หนังดราม่า ดังที่เราเคยเห็นจากหนังสยองขวัญชั้นดีอย่าง Rosemary's Baby, Invasion of the Body Snatchers, The Stepford Wives, Night of the Living Dead มาแล้ว
 
 
5.Dunkirk และการเข้าชิงออสการ์ผู้กำกับครั้งแรกของคริสโตเฟอร์ โนแลน
แม้จะเป็นผู้กำกับฝีมือเยี่ยมที่หลายคนชื่นชอบจนได้รับสมญานามว่าเป็นเสด็จพ่อ แต่ที่ผ่านมาคริสโตเฟอร์ โนแลนกลับไม่เคยได้ชิงออสการ์สาขาผู้กำกับแม้แต่ครั้งเดียว (เขาเคยชิงเวที DGA จาก  Memento, The Dark Knight, Inception แต่กลับพลาดชิงออสการ์หมด) จนมาสมหวังกับหนังสงครามเรื่องนี้ 
 
หลายคนอาจมองว่า Dunkirk สู้หนังท็อปฟอร์มเรื่องเก่าๆ ของเขาไม่ได้ แต่ก็เป็นหนังที่เขาได้แสดงวิสัยทัศน์ของผู้กำกับที่โดดเด่นและแปลกใหม่ เมื่อหนังที่เล่าถึงเหตุการณ์ที่กองทัพสัมพันธมิตร 4 แสนคนต้องหาทางหนีเอาชีวิตรอดจากการถูกกองทัพเยอรมันล้อมปราบที่ชายหาดในเมืองดันเคิร์กเรื่องนี้ ได้รับการถ่ายทอดด้วยโครงสร้างหนังที่แปลกใหม่อย่างการเล่าผ่านเหตุการณ์ใน 3 สถานที่ (ชายหาด, ทะเล, บนฟ้า) และ 3 กรอบเวลา (1 ชั่วโมง, 1 วัน, 1 อาทิตย์) ที่นำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว บวกกับการที่หนังเน้นไปที่การเอาชีวิตรอดมากกว่าภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ (แบบหนังสงครามเรื่องอื่นๆ) จนทำให้หนังเรื่องนี้มีส่วนผสมของความเป็นหนังทดลองมากกว่าหนังทุนสูงเรื่องอื่นๆ ซึ่งด้วยวิสัยทัศน์และความกล้าหาญดังกล่าวทำให้โนแลนมีลุ้นที่จะชนะรางวัลนี้อยู่พอสมควร
 
 
ุ6.Logan เมื่อหนังซูเปอร์ฮีโร่ได้ชิงรางวัลบทยอดเยี่ยม
การที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ของค่ายฟ็อกซ์อย่าง Logan ที่บอกเล่าเรื่องของวูฟเวอรีนในวัยชราได้เข้าชิงออสการ์บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากและถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับหนังซูเปอร์ฮีโร่ เนื่องจากหนังแนวนี้มักถูกมองเป็นหนังขายความบันเทิงที่ไม่เน้นความลึกซึ้งและอยู่คนละฟากกับการเป็นหนังรางวัล ซึ่งหากจะได้ชิงรางวัลก็คงเป็นด้านเทคนิค (เว้นแต่ The Dark Knight ที่ได้ออสการ์นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมเมื่อ 10 ปีก่อน)
 
Logan มีแนวทางที่แตกต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นๆ ที่มักจะเน้นไปที่การขยายจักรวาลหรือทำทุกอย่างให้ใหญ่โตขึ้น (เห็นได้จาก X – Men: Apocalypse, Justice League หรือ The Avengers) แต่ Logan กลับเลือกที่จะลดสเกลทุนสร้างกับเนื้อหาลง แล้วไปในทิศทางใหม่ๆ ที่หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นไม่กล้าไป ( เช่น ทำหนังเรต R ที่ซีเรียสจริงจัง, โทนหนังดราม่าหดหู่โดยหลีกเลี่ยงความฮึกเหิมหรือการเชิดชูฮีโร่, ใส่แง่มุมความเป็นมนุษย์ - ความเจ็บปวด – ความแก่ชราลงไปในซูเปอร์ฮีโร่)  ซึ่งนั่นเป็นจุดเด่นที่ทำให้หนังได้รับเสียงชื่นชมอย่างมาก
 
การได้เข้าชิงรางวัลนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่หรือหนังที่ดัดแปลงมาจากหนังสือการ์ตูนก็มีความเป็นหนังรางวัลหรือหนังคุณภาพได้เช่นกัน และทำให้น่าจับตามองว่า ชะตากรรมหนังซูเปอร์ฮีโร่ของฟ็อกซ์ภายใต้การดูแลของดิสนีย์หลังจากนี้จะยังคงรักษาความพิเศษแบบที่ Logan เป็นอยู่ได้หรือไม่ 
 
 
7.The Post + Darkest Hour หนังประวัติศาสตร์ สะท้อนปัจจุบัน
รายชื่อผู้เข้าชิงหนังยอดเยี่ยมปีนี้ มีหนังที่สร้างจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ 2 เรื่อง ได้แก่ The Post และ Darkest Hour ซึ่งน่าสนใจว่าแม้จะมีฉากหลังอยู่ในอดีต แต่หนังกลับสามารถสะท้อนถึงสถานการณ์ทางสังคมการเมืองในปัจจุบัน ได้อย่างดี
 
The Post บอกเล่าประวัติศาสตร์สื่อมวลชนอเมริกันครั้งสำคัญในปี 1971 เมื่อ Washington Post ได้ตัดสินใจตีพิมพ์เอกสารลับเพนตาก้อน (ซึ่งเปิดเผยความฉ้อฉลและหลอกลวงของรัฐบาลทั้งในเรื่องการทำสงครามเวียดนามและเรื่องอื่นๆ) แม้จะถูกคุกคามโดยรัฐบาลและเสี่ยงต่อการที่หนังสือพิมพ์จะถูกสั่งปิด โดยผู้ชมสามารถเทียบเคียงรัฐบาลของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันในหนังได้กับโดนัลด์ ทรัมป์ในยุคปัจจุบันทั้งในแง่ของการบริหารงานผิดพลาดและการคุกคามสื่อ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงสื่อหนังสือพิมพ์สมัยก่อน (ซึ่งปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยสื่อออนไลน์) ซึ่งนักข่าวล้วนทำงานด้วยความทุ่มเทและยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
 
เช่นเดียวกับ Darkest Hour ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวินสตัน เชอร์ชิล - นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาเสรีภาพหรือประกาศสงครามกับกองทัพนาซีของฮิตเลอร์ ซึ่งหนังแสดงให้เห็นถึงภาพของผู้นำในอุดมคติที่ฟังเสียงประชาชนและยืดหยัดที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องแม้จะต้องแลกกับการสูญเสีย ซึ่งเห็นได้ชัดว่าต้องการส่งข้อความถึงผู้นำในยุคปัจจุบัน อีกทั้งมีผู้วิเคราะห์ว่าการที่หนังซึ่งแสดงให้เห็นถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของอังกฤษ (รวมถึงซีรีส์ The Crown) ได้รับความนิยมนั้นแสดงให้เห็นว่าการโหยหาอดีตของชาวอังกฤษหลังจากสถานการณ์ Brexit (การที่อังกฤษโหวตตัวเองออกจาก EU) 
 
 
8.Mudbound และความสำเร็จบนเวทีรางวัลของ Netflix
วิวาทะที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาได้แก่ หนังฉายโรง Vs. หนังสตรีมมิ่ง (โดยเฉพาะ Netflix) ซึ่งฝ่ายหลังถูกมองว่าโมเดลการจัดจำหน่ายหนังในโรงพร้อมกับสตรีมมิ่งดูที่บ้านเป็นการทำลายวัฒนธรรมและสุนทรียะของการดูหนังในโรง จนที่เทศกาลหนังเมืองคานส์มีการพิจารณาว่าหนัง Netflix ไม่ควรเข้าชิงรางวัลที่คานส์ ซึ่งมีความเห็นทำนองเดียวกันนี้กับเรื่องออสการ์เหมือนกัน (ที่จริงที่ผ่านมานั้นเคยมีหนังค่ายสตรีมมิ่งชิงออสการ์มาก่อน เช่น Manchester by the Sea ของ Amazon เพียงแต่ไม่ได้รับการต่อต้านเท่าไรเนื่องจากมีการทำตามขนบที่ฉายในโรงก่อนแล้วค่อยฉายสตรีมมิ่งภายหลังอีกหลายเดือน ต่างจาก Netflix ที่เผยแพร่ทั้งในโรงและ streaming พร้อมกัน) 
 
แต่ในปีนี้เห็นได้ชัดว่ากรรมการออสการ์ยอมรับในรูปแบบการเผยแพร่หนังดังกล่าว เพราะในปีนี้ Netflix ได้ชิงรวมกันถึง 7 รางวัล นำโดย Mudbound ซึ่งพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวผิวขาวและดำ 2  ครอบครัวในรัฐมิสซิสซิปปี้ซึ่งเต็มไปด้วยอคติด้านสีผิวและความยากจนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง หนังได้เข้าชิงออสการ์ 4 สาขาอย่างบทดัดแปลง, สมทบหญิง, กำกับภาพ, เพลงประกอบยอดเยี่ยม (หนังเข้าฉายครั้งแรกในเทศกาลหนังซันแดนซ์เมื่อปีก่อนแต่ไม่มีผู้จัดหน่ายไหนกล้าซื้อเพราะหนังยาวและมีประเด็นซีเรียส แต่กลับกลายเป็นว่า Netflix กล้าซื้อและผลักดันจนหนังเข้าถึงกลุ่มผู้ชมอย่างได้ผล) 
 
นอกจากนั้นยังมีหนัง Netflix ที่ได้ชิงสารคดีเรื่องยาวยอดเยี่ยมอย่าง Icarus และ Strong Island กับหนังที่ได้ชิงสารคดีสั้นอย่าง Heroin(e) ด้วยศักยภาพดังกล่าวทำให้เชื่อได้เราน่าจะได้เห็นหนัง Netflix ชิงออสการ์หนังยอดเยี่ยมรวมถึงชนะรางวัลใหญ่ๆ ได้ในอีกไม่ช้า
 
 
9.เมอริล สตรีพ นักแสดงที่ออสการ์รัก
“ฉันยินดีที่ได้ชิงรางวัลจากหนังเรื่องนี้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพของสื่อและบทบาทของผู้หญิงในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์” นี่คือแถลงการณ์ของเมอริล สตรีพ นักแสดงวัย 68 ปีจากการเข้าชิงออสการ์นักแสดงนำหญิงจาก The Post ในปีนี้ ซึ่งนั่นทำให้เธอสร้างสถิติเป็นนักแสดงที่ได้ชิงออสการ์มากที่สุดถึง 21 ครั้ง (โดยคว้าไปได้ 3 ครั้งจาก Kramer vs. Kramer (1979), Sophie’s Choice (1982), The Iron Lady (2011)) ทิ้งห่างลำดับที่ 2 ไปไกล (แคทเธอรีน เฮปเบิร์น, แจ๊ค นิโคลสันซึ่งได้ชิง 12 ครั้ง) เรียกได้ว่าช่วง 10 ปีหลังมานี้มีนักแสดงตัวเต็งหลายคนที่หลุดโผเข้าชิง แต่เมอริล สตรีพยังคงได้ชิงรางวัลอย่างเหนียวแน่น 
 
ซึ่งถ้าเธอชนะออสการ์ในปีนี้ จะทำให้เธอเป็นนักแสดงที่ได้ออสการ์มากที่สุดถึง 4 ครั้ง เทียบเท่าแคทเธอรีน เฮปเบิร์น – แต่หลายคนมองว่าน่าจะยากเพราะปีนี้ถือเป็นสาขาที่เต็มไปด้วยสายแข็งอย่างฟรานเซส แมคดอร์มานด์ (Three Billboards Outside Ebbing, Missouri), เซียช่า โรแนน (Lady Bird), แซลลี ฮอว์คิง (The Shape of Water), มาร์โกต์ ร็อบบี้ (I, Tonya) 
 
แต่การได้เข้าชิงอย่างสม่ำเสมอของเธอก็ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่ากรรมการเลือกผู้เข้าชิงที่เป็น Safe choice  มากเกินไป โดยที่ไม่คิดจะมองหานักแสดงที่มีแนวทางแปลกใหม่ นอกจากนั้นสตรีพยังถูกโจมตีในช่วงที่ผ่านมาในแง่ที่เข้าร่วมขบวนการ #MeToo แต่ทั้งที่รู้ถึงพฤติกรรมของฮาร์วีย์ ไวน์สตีน – ผู้บริหารสตูดิโอที่มีพฤติกรรมลวนลามทางเพศที่เธอร่วมงานด้วยมาตลอด 
 
 
10.สาขาอนิเมชั่น – การต่อสู้ระหว่างหนังแมส Vs หนังอาร์ท
ที่ผ่านมาสาขานี้มักจะถูกมองว่าเป็นการชิงกันระหว่างหนังสุดแมส (อย่างดิสนีย์, พิกซาร์, ดรีมเวิร์ค) และหนังอนิเมชั่นสายอาร์ทเฮาส์ (เช่นหนังจากญี่ปุ่น, ยุโรป, หรือคนทำหนังสายทดลอง) โดยที่ผ่านมานั้นเราจะเห็นถึงการขับเคี่ยวกันระหว่าง Zootopia/ Kubo and the Two Strings, Inside out/Anomalisa, Frozen/ The Wind Rises ซึ่งส่วนใหญ่ชัยชนะมักจะตกเป็นของฝ่ายแรก ยกเว้นในปี 2001 ที่ชัยชนะตกเป็นของ Spirited Away อนิเมะของสตูดิโอจิบลิ
 
เช่นเดียวกับปีนี้ที่ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างหนังของพิกซาร์อย่าง Coco กับหนังอินดี้ยุโรปอย่าง Loving Vincent ซึ่งแน่นอนว่าชัยชนะน่าจะตกเป็นของฝ่ายแรก (โดยมีอีก 3 เรื่องที่เข้าชิงเช่นกันอย่าง Ferdinand ของฟ็อกซ์, The Boss Baby ของดรีมเวิร์ค, The Breadwinner หนังทุนอิสระที่เล่าเรื่องราวของเด็กหญิงในอัฟกานิสถาน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาของสาขานี้ซึ่งได้รับคำวิจารณ์มาตลอดว่าเป็นสาขาที่กรรมการมีหัวอนุรักษ์นิยมและขาดความหลากหลายที่สุด และคาดว่าน่าจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ในเร็ววันนี้